JJNY : นักวิชาการมอง ท่าที 'อียู' ต่อ 'ไทย' ฟื้นความสัมพันธ์ทุกมิติ

กระทู้คำถาม
หมายเหตุกรณีเว็บไซต์ของสหภาพยุโรปในประเทศไทยเผยแพร่ผลการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป ในการปรับความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทย ทั้งทางการเมือง สิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และในเรื่องการค้า เป็นต้น ต่อไปนี้เป็นความเห็นนักวิชาการ

วิโรจน์ อาลี

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เหตุที่สหภาพยุโรป (อียู) เลือกจะฟื้นความสัมพันธ์กับไทยในเวลานี้ เพราะรัฐบาลไทย โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้บอกกับหลากหลายที่ โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาว่าอาจจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า ประกอบกับข่าวสารในบ้านเมืองของเราที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องโรดแมป รอกลไกกระบวนการเลือกตั้งที่อาจจะมีประมาณเดือนพฤศจิกายนปีหน้า ด้วยข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ออกไปในลักษณะแบบนี้ทำให้อียูหยุดความสัมพันธ์กับเราเอาไว้ในหลากหลายมิติ เริ่มรู้สึกว่ามันใกล้ถึงเวลาที่จะกลับไปสู่การปกครองของพลเรือนแล้ว

จึงแสดงท่าทีออกมาว่าพร้อมจะทำการเชื่อม พัฒนาฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีมิติอื่นๆอยู่ด้วย เช่น มิติของการพยายามชี้ให้เห็นว่ายังคงเป็นห่วงในเรื่องการแสดงออก สิทธิ เสรีภาพ สื่อ และยังคงอยากให้มีการกลับเข้าไปสู่ระบบการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่านี่คือการออกมาแสดงความคิดเห็น เหมือนการย้ำว่าทางอียูยังคงให้ความสำคัญกับประเทศไทยอยู่ไม่ได้ทิ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็รอเงื่อนไขต่างๆ ที่ดูเหมือนว่าจะงวดใกล้เข้ามาทุกที

เหมือนเป็นการย้ำเตือนอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าเราสามารถกลับไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยได้ ทางอียูยินดีที่จะเข้ามาฟื้นความสัมพันธ์ที่หยุดไปตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา นี่จะเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องผ่อนคลาย เช่น การปลดล็อกให้พรรคการเมืองมีกิจกรรมได้ จากเดิมสิ่งเหล่านี้ก็ต้องมาอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องตัดสินใจให้เร็วขึ้นด้วยข้อมูลและแรงกดดันเหล่านี้ที่เข้ามา

วิโรจน์ อาลี – พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ในขณะเดียวกันถ้าเราย้อนกลับไปดู ผมคิดว่าปีนี้ก็เป็นปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามลดแรงกดดันในการควบคุมต่างๆลงค่อนข้างเยอะ เช่น วันรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็มีการเดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ไม่ได้มีการขัดขวางหรือห้ามปรามแต่อย่างใด ชี้ให้เห็นว่า คสช.ก็ค่อยๆ ผ่อน หรือสื่อเองก็วิพากษณ์วิจารณ์รัฐบาลได้มากขึ้น

เนื่องจากปัญหาต่างๆ ที่มีมาและท่าทีของการควบคุมสื่อก็รู้สึกว่าลดน้อยลงไป ดังนั้น ผมว่ารัฐบาลเองก็ไม่มีทางเลือกมาก นอกเหนือจากการค่อยๆ ลดแรงกดดัน แต่มันก็มีปัญหาในแง่ลบด้วย คือ การที่อียูแสดงท่าทีจะฟื้นความสัมพันธ์แบบนี้ แปลว่าตลอดระยะเวลาจนถึงมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาล อียูอาจจะลดบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยลง เพราะรอให้กระบวนที่ว่านั้นมันเกิด ซึ่งในทางกลับกัน ถ้ารัฐบาลไม่ได้สนใจในเรื่องปัญหาแรงกดดันที่มาจากอียู ก็อาจจะเริ่มดำเนินการควบคุมทางการเมืองให้มีความเข้มงวดยิ่งขึ้น และจะเป็นแง่บวกในแง่ที่ว่าเมื่ออียูต้องการสานสัมพันธ์ อียูก็อาจปิดตาข้างนึง

นี่คือสิ่งที่เป็นไปได้ และจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของหน่วยต่างๆ ในประเทศไทยได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงมองได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ แต่เท่าที่ผมอ่านแถลงการณ์ดังกล่าว ก็เห็นว่าแม้จะอยู่ในข้อท้ายๆ แต่อียูค่อนข้างเป็นห่วงสถานการณ์ เรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องประชาธิปไตย คิดว่าอยากให้รัฐบาลยกเลิก คือพูดเหมือนว่าถ้ายกเลิกสิ่งเหล่านี้และกลับเข้าสู่ประชาธิปไตยได้อีก อียูก็จะกลับมาฟื้นความสัมพันธ์ เพราะเรายังมีข้อตกลงทางการค้าไทย-อียู มีปัญหาเรื่องกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือที่ยังค้างอยู่ และเราก็เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ความร่วมมือทั้งหลายที่ค้างมาหลายปี เขาก็คงอยากจะพูดเรื่องนี้

เพราะอียูมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่ อียูเป็นบล็อค และจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีการเปิดตลาดในหลากหลายพื้นที่ และในภูมิภาคนี้ ไทยก็เป็นตลาดขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันเขาเองก็มีความสำคัญต่อเรานะ ไทยก็ส่งออกสินค้า มูลค่าการส่งออกผมเข้าใจว่าประมาณ 7 แสนล้าน และเราได้ดุลอยู่ประมาณ 2 แสนล้าน หลังๆ เขาก็สนใจจะเข้ามาลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น

ผมคิดว่าทั้งหมดทั้งปวงนี้คือแรงกดดัน อียูก็มีแรงกดดัน ในทางการเมืองเขาไม่คบค้ากับประเทศที่เป็นเผด็จการไป เศรษฐกิจเขาเริ่มฟื้น ก็อยากจะเดินหน้าในการเปิดตลาดเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันก็เป็นผลดีต่อเราด้วย ถ้าเราสามารถเข้าถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่อย่างอียูได้ แต่เงื่อนไขตรงนี้แหละ ทุกคนชี้เป้ามาที่เดียวกันว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยคือเงื่อนไขที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับผลประโยชน์ในประเทศไทย ผมคิดว่าเขาไม่ได้พูดกับเฉพาะรัฐบาลเพียงอย่างเดียวนะ เขากำลังส่งสัญญาณไปถึงภาคประชาสังคมและภาคเอกชนของไทยด้วยก็ได้ว่า มันมีประโยชน์อีกชุดหนึ่งที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจรออยู่ ขอให้เราเปลี่ยนผ่านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นการยื่นแครอท ยื่นไม้นวมมาให้เรา แล้วลองดูว่าเราจะตอบสนองต่อเขาอย่างไร แต่เท่าที่ดูข่าว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังเฉยๆ เพราะว่ามันไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาก อียูก็แค่แสดงว่าเขายินดีจะกลับเข้ามาฟื้นความสัมพันธ์ภายใต้เงื่อนไขหนึ่งสองสามสี่ห้าที่ว่ามา

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ผมคิดว่าไม่ส่งผลอะไรทั้งนั้น จากการที่คุณดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ บอกว่าเป็นสัญญาณที่ดี และเรียกร้องให้ท่านผู้นำไปร่วมงานประชุมสูงสุดกับอียู แต่คุณดอนไม่คิดเหรอว่า ถ้าไปแล้วท่านผู้นำจะโดนถามคำถามขนาดไหน

ในด้านเรื่องสิทธิมนุษยชนที่สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศตัวยืนเคียงข้างกับภาคประชาชน หรือนักเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชน ผมก็คิดว่าคงไม่มีสถานการณ์อะไรเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก 3 ปีก่อนหน้านั้นยังไม่ได้ให้ความสนใจเลย ที่สำคัญจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นอียู สิ่งที่ทำให้ xxx อยู่ได้ คือการมีมวลชน มีกองเชียร์คอยสนับสนุน แต่ผมยังกลัวว่าท่านนายกฯจะตีความสถานการณ์นี้ว่า ไม่ว่าใครๆ ก็สนับสนุนเขา อย่างที่เห็นคุณดอนออกมาให้สัมภาษณ์ว่า มีความดีใจ ที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก

ซึ่งจากข้อเรียกร้อง ผมเห็นว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงก็คือ เจ้าหน้าที่ราชการต่างๆ จะเข้าไปประชุมกับอียูได้ คือกลายเป็นได้ไปดูงานในยุโรปเพิ่มขึ้นไปอีก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่