***แชร์ได้นะ เพราะเรื่องนี้น่ากลัวมาก***
7 ปีก่อน รถยนต์คันนึงวิ่งฝ่าหมอกในฤดูหนาว เวลาราวตี 2 เพื่อส่งพนักงานของบริษัทกลับบ้านทีละคน 2 คนด้วยรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่ 1 คัน /พนักงานกะดึกทยอยถึงที่หมายคนแล้วคนเล่า จนมาถึงคนสุดท้าย
รถยนต์ 1 คันกับพนักงานทั้งหมด 4 คน เมื่อจอดหน้าบ้านใคร ระบบความคุ้นชินในแต่ละวัน พนักงานก็จะเปิดประตูรถและลงจากรถด้วยความง่วงนอนปนสะลึมสะลือ โดยน้อยครั้งจะจะส่งเสียงขอบคุณ หรือบอกลากัน
ได้ยินเสียงปิดประตูเมื่อไหร่เป็นอันว่าลงจากรถแล้วแน่นอน!!
ความง่วงสุดขีดเข้าครอบงำคนขับรถจนแทบจะขับชนขอบข้างถนนและเกาะกลาง ความเร็วราวๆ60-80 ขับเซไปเซมาคล้ายคนเมาเกิดขึ้นแทบจะตลอดทาง 10 กม.จากจุดแรกไปจนถึงจุดสุดท้าย ซึ่งตัองผ่านป่าทึบ ป่าเปลี่ยว ไร้บ้านคนและรถพลุกพล่าน
คนขับรถเกลียดเส้นทางนี้ที่สุด เพราะขากลับทุกคืน บรรยากาศวังเวงชวนขนหัวรุก สิ่งที่ทำได้คือ เปิดเพลงให้ดังๆ แหกปากร้องเพลงฆ่าความกลัว และเหยียบคันเร่งให้มิดเพื่อผ่านป่าทึบนี้ให้ไวที่สุด
ป่าทึบนี้ 2ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และความมืดที่ไร้แสงไฟ และเสียงนกป่าที่เกาะหลบอยู่ตามหลืบความมืด คนขับรถจะหายใจไม่ทั่วท้องเสมอเมื่อต้องส่งพนักงานจนครบและต้องขับกลับทางเดิมคนเดียวแบบไม่มีทางเลือก
และเหมือนเช่นทุกวัน เมื่อส่งคนหลังรถครบ 3คนแล้ว ก็เหลือคนสุดท้าย บ้านสุดท้ายคือพนักงานสาวที่นั่งอยู่เบาะหน้า ข้างๆคนขับ
และคืนนี้ หมอกลงจัดกว่าวันปกติ งานที่ทำเลิกช้ากว่าปกติ ทำให้ความง่วง เพลีย เข้าครอบงำพนักงานทุกคน ไร้การพูดคุยใดๆทั้งสิ้นบนรถ รถยนต์คันเดิมวิ่งฝ่าความมืดจนมาถึงบ้านสุดท้าย
บ้านนี้หละคือจุดเริ่มต้นของความสยองขวัญระดับขนหัวลุก บ้านหลังนี้อยู่ไกลที่สุด อยู่ในซอยเปลี่ยวที่ลึกกว่าชาวบ้านชาวช่อง แต่เอาเถอะ ปิ๊กคนขับรถรูปหล่อ จอดรถขณะที่กำลังส่งปุ๊กกี้ลงไป
ประตูรถปิดดังปัง!! แทบไม่เคยเหลียวมอง ปิ๊กรีบขับรถออกไปทันทีจากบ้านในซอยเปลี่ยวตามสัญชาตญาณของหน้าที่คนขับรถที่ไม่ได้เต็มใจทำงานนี้เท่าไหร่
เอาหละ เวลานี้ต้องผ่านป่าเปลี่ยวอีกแล้วสิ น้ำมันรถยนต์ก็ใกล้หมดแล้ว เสียงเบาะหลังเริ่มดังเอี๊ยดอ๊าด!! ตามสภาพความเร็วของคันเร่ง ในใจพาลคิดว่า เหยียบให้สุดตรีน เพิ่อให้พ้นไอป่าบ้าบอนี้ให้ไว
เบาะหลังมีเสียงก็อปแก็ปของถุงพลาสติกหรือขยะที่ทุกคนทิ้งเอาไว้ พร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังขึ้นของโช็ครถ บรรยากาศตอนนี้ทำให้ปิ๊กสร่างจากความง่วงปริดทิ้ง
เสียงนกป่านอกรถดังเข้ามาปะทะหูได้อย่างน่ากลัวมาก ยิ่งเงียบ ยิ่งดังเข้ามาในโสตประสาท ปิ๊กขับรถตัวแข็งเกร็งพร้อมพยายามแหกปากร้องเพลงให้ดังสุดเสียง ขณะนั้นไมค์ของเกย์วัดน้ำมันก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส่งสัญญาณเตือนว่า น้ำมันจะหมดแล้ว!!
ปิ๊กคิดในใจ ชิพหายแล้ว จะมาหมดอะไรตอนนี้ในป่าเปลี่ยวแบบนี้ เสียงทุกอย่างรอบตัวดังขึ้นๆเรื่อยๆ จนสุดท้ายมีเสียงนึงอยู่ข้างๆ ดังขึ้น...เป็นเสียงถอนหายใจของผู้หญิง
ในวินาทีนั้นปิ๊กไม่กล้ามองไปที่เบาะข้างๆ ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้เสียงที่ได้ยินเป็นเพียงสิ่งที่คิดไปเองล้วนๆ
ผ่านไปอีก 10 วินาที เสียงลมหายใจ ถอนหายใจดังขึ้นอีกแล้ว และตอนนี้ดังขึ้น ชัดขึ้น และชัดเลย ตอนนี้ในรถเบาะข้างๆ มีบางอย่างอยู่ห่างกันไปเพียงแค่คืบเดียว
แม้จะไม่หันไปมองแต่ปิ๊กสัมผัสได้...ถึงพลังงานบางอย่างที่อยู่ข้างๆระยะเผาขน ท่ามกลางป่าเปลี่ยว
ปิ๊กมี 3 ทางเลือกในชีวิต ในขณะที่สติหลุดกระเจิงไปไกลแล้ว
1.หันไปดูให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่า ที่มาของเสียงเป็นอะไร!!
2.ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทนขับไปเรื่อยๆให้พ้นป่านี้ไปก่อน
3.จอดรถข้างทางแล้ววิ่งออกจากรถซะเลย!!
เป็นคุณ คุณจะเลือกแบบไหน?? และผลลัพธ์ของทั้ง 3 ข้อจะดีหรือแย่แค่ไหน??
ปิ๊กเลือกข้อ 1...ไอหยา ปิ๊กเลือกที่จะหันคอไปด้านซ้ายเพื่อมองไปยังแหล่งที่มาของเสียง หรือเสียงของลมหายใจ และเมื่อหันไปแล้ว ปิ๊กตกใจสุดขีดเหยียบเบรคกะทันหัน!! ...
จนรถหยุดกลางถนน (ยางเสียดสีกับถนนลากสีดำเป็นทางยาว พร้อมกลิ่นยางบดถนนจนเหม็นไหม้)
สิ่งที่ปิ๊กเก็นก่อนเหยียบเบรคคือ ผู้หญิงที่นอนอยู่โดยมีผมยาวสีดำสนิทปิดหน้าเอาไว้ เมื่อเห็นภาพสุดช็อกนี้เต็มๆ 2ตา ปิ๊กหวีดสุดเสียง!!พร้อมแตะเบรคอย่างแรง และขณะกำลังจะเปิดประตูรถเพื่อตัดสินใจวิ่งหนี และทิ้งรถเอาไว้ เพิ่อเอาตัวรอด ขณะนั้น...มีเสียงตะโกนออกมาจากเบาะข้างๆว่า...
ไอ

ปิ๊ก....จะเบรคทำห่าอะไรเนี่ย!! หัวกูฟาดคอนโซลหน้ารถจนปากกูเยินหมดแล้ว ขณะที่สติแตกกระเจิง ปิ๊กเอื้อมมือขวาไปเปิดประตู ทันใดนั้นก็มีมือของเบาะข้างมาจับแขนปิ๊กเอาไว้ และบอกว่า ไอปิ๊ก...นี่กูเองปุ๊กกี้ จะกลัวอะไรของ กูเองปุ๊กกี้
ปิ๊กหันกลับไปมองอีกรอบด้วยความกลัวและหวีดซ้ำอีกรอบ ตะโกนออกไปว่า "อย่าหลอกกูเลยคับ กูกลัวแล้ว..."
และเมื่อตั้งสติได้ ก็หันไปมองอย่างพิจารณา สิ่งที่เห็นและเสียงที่ได้ยินขณะขับรถคือ เสียงถอนหายใจของไอปุ๊กกี้
สรุปไอปุ๊กกี้ ตอนปิ๊กไปส่งบ้าน ด้วยความง่วงเพลียสุดขีด ทำให้ปุ๊กกี้ทำได้แค่เปิดประตูรถปุ๊บและปิดปั๊บ และคิดว่าตัวเองลงจากรถยนต์ไปเป็นที่เรียบร้อย แต่จริงๆคือไม่ได้ลงไปไหนเลย ยังนอนสลบอยู่เบาะข้างๆเหมือนเดิม
ส่วนปิ๊ก เมื่อได้ยินเสียงประตูปิดดังปัง ก็ไม่แปลกที่จะขับรถออกไปทันที ด้วยสัญชาตญาณและความคุ้นชิน
และเหตุการณ์ในคืนนั้นจบลงด้วยการที่ปื๊กต้องวนรถกลับไปส่งปุ๊กกี้อีกรอบ และมองให้แน่ใจว่า ปุ๊กกี้ได้ลงจากรถไปแล้วจริงๆ และแล้วเมื่อประตูรถปิดลงอย่างเช่นเคย
ปิ๊กมองให้แน่นอนแน่ใจจนสุดสายตาว่า ปุ๊กกี้ได้เข้าบ้านไปแล้วจริงๆ เมื่อเห็นทุกอย่างปกติ ปิ๊กก็ขับรถฝ่าความมืดกลับบ้านด้วยความสบายใจขึ้น และพลางคิดไปขำไปว่า ไม่น่าโง่เองเลยกรู ตกใจซะเสียหมาเลยน๊าา ที่แท้ก็ไอปุ๊กกี้เผลอหลับนี่เอง!! เห้อ เวรกำ
ขณะที่ขับรถผ่านป่ามืดอีกครั้ง เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากเบาะหลังดังขึ้นอีกแล้ว พร้อมเสียงฉีกซองขนมทาน และเสียงถอนหายใจของใครสักคนที่อยู่เบาะข้างๆ ดังเฮือก!!
ภาพบรรยากาศเดิมๆย้อนกลับมา แต่คราวนี้ปิ๊กหันไปมองเบาะข้างๆแบบมั่นใจว่าไม่มีอะไรแน่นอน!!
แต่สิ่งที่เห็นคือ ผู้หญิงผมยาวสีดำสนิท นั่งตัวแข็งทื่อ นิ่งเงียบ แววตาเยือกเย็น หน้าซีดและกำลังค่อยๆหันหัวอย่างช้าๆมาทางปิ๊ก และวินาทีนั้น ปิ๊กมีคำถามในใจก่อนจะวิ่งลงจากรถยนต์ว่า"เบาะข้างๆเราตอนนี้ ถ้าไม่ใช่ปุ๊กกี้แล้ว...ตอนนี้เธอคือใคร??
และทำไมเธอถึงตัองการติดรถมาด้วย เธอต้องการอะไรจากปิ๊ก!!
เสียงนาฬิกาตอน 7 โมงเช้าดังขึ้น... ปิ๊กตกใจตื่น ตบหน้าตัวเองเบาๆแล้ว พูดออกมาว่า นี่กูฝันร้ายอีกแล้วเหรอเนี่ย เห้อ!! ฝันเริ่องนี้ตลอด เรื่องไอปุ๊กกี้ เห้อ!!
ถ้าคนที่นั่งเบาะข้างๆเราในรถ ไม่ใช่คนที่เราคุ้นเคยหละ!!
7 ปีก่อน รถยนต์คันนึงวิ่งฝ่าหมอกในฤดูหนาว เวลาราวตี 2 เพื่อส่งพนักงานของบริษัทกลับบ้านทีละคน 2 คนด้วยรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่ 1 คัน /พนักงานกะดึกทยอยถึงที่หมายคนแล้วคนเล่า จนมาถึงคนสุดท้าย
รถยนต์ 1 คันกับพนักงานทั้งหมด 4 คน เมื่อจอดหน้าบ้านใคร ระบบความคุ้นชินในแต่ละวัน พนักงานก็จะเปิดประตูรถและลงจากรถด้วยความง่วงนอนปนสะลึมสะลือ โดยน้อยครั้งจะจะส่งเสียงขอบคุณ หรือบอกลากัน
ได้ยินเสียงปิดประตูเมื่อไหร่เป็นอันว่าลงจากรถแล้วแน่นอน!!
ความง่วงสุดขีดเข้าครอบงำคนขับรถจนแทบจะขับชนขอบข้างถนนและเกาะกลาง ความเร็วราวๆ60-80 ขับเซไปเซมาคล้ายคนเมาเกิดขึ้นแทบจะตลอดทาง 10 กม.จากจุดแรกไปจนถึงจุดสุดท้าย ซึ่งตัองผ่านป่าทึบ ป่าเปลี่ยว ไร้บ้านคนและรถพลุกพล่าน
คนขับรถเกลียดเส้นทางนี้ที่สุด เพราะขากลับทุกคืน บรรยากาศวังเวงชวนขนหัวรุก สิ่งที่ทำได้คือ เปิดเพลงให้ดังๆ แหกปากร้องเพลงฆ่าความกลัว และเหยียบคันเร่งให้มิดเพื่อผ่านป่าทึบนี้ให้ไวที่สุด
ป่าทึบนี้ 2ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และความมืดที่ไร้แสงไฟ และเสียงนกป่าที่เกาะหลบอยู่ตามหลืบความมืด คนขับรถจะหายใจไม่ทั่วท้องเสมอเมื่อต้องส่งพนักงานจนครบและต้องขับกลับทางเดิมคนเดียวแบบไม่มีทางเลือก
และเหมือนเช่นทุกวัน เมื่อส่งคนหลังรถครบ 3คนแล้ว ก็เหลือคนสุดท้าย บ้านสุดท้ายคือพนักงานสาวที่นั่งอยู่เบาะหน้า ข้างๆคนขับ
และคืนนี้ หมอกลงจัดกว่าวันปกติ งานที่ทำเลิกช้ากว่าปกติ ทำให้ความง่วง เพลีย เข้าครอบงำพนักงานทุกคน ไร้การพูดคุยใดๆทั้งสิ้นบนรถ รถยนต์คันเดิมวิ่งฝ่าความมืดจนมาถึงบ้านสุดท้าย
บ้านนี้หละคือจุดเริ่มต้นของความสยองขวัญระดับขนหัวลุก บ้านหลังนี้อยู่ไกลที่สุด อยู่ในซอยเปลี่ยวที่ลึกกว่าชาวบ้านชาวช่อง แต่เอาเถอะ ปิ๊กคนขับรถรูปหล่อ จอดรถขณะที่กำลังส่งปุ๊กกี้ลงไป
ประตูรถปิดดังปัง!! แทบไม่เคยเหลียวมอง ปิ๊กรีบขับรถออกไปทันทีจากบ้านในซอยเปลี่ยวตามสัญชาตญาณของหน้าที่คนขับรถที่ไม่ได้เต็มใจทำงานนี้เท่าไหร่
เอาหละ เวลานี้ต้องผ่านป่าเปลี่ยวอีกแล้วสิ น้ำมันรถยนต์ก็ใกล้หมดแล้ว เสียงเบาะหลังเริ่มดังเอี๊ยดอ๊าด!! ตามสภาพความเร็วของคันเร่ง ในใจพาลคิดว่า เหยียบให้สุดตรีน เพิ่อให้พ้นไอป่าบ้าบอนี้ให้ไว
เบาะหลังมีเสียงก็อปแก็ปของถุงพลาสติกหรือขยะที่ทุกคนทิ้งเอาไว้ พร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังขึ้นของโช็ครถ บรรยากาศตอนนี้ทำให้ปิ๊กสร่างจากความง่วงปริดทิ้ง
เสียงนกป่านอกรถดังเข้ามาปะทะหูได้อย่างน่ากลัวมาก ยิ่งเงียบ ยิ่งดังเข้ามาในโสตประสาท ปิ๊กขับรถตัวแข็งเกร็งพร้อมพยายามแหกปากร้องเพลงให้ดังสุดเสียง ขณะนั้นไมค์ของเกย์วัดน้ำมันก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส่งสัญญาณเตือนว่า น้ำมันจะหมดแล้ว!!
ปิ๊กคิดในใจ ชิพหายแล้ว จะมาหมดอะไรตอนนี้ในป่าเปลี่ยวแบบนี้ เสียงทุกอย่างรอบตัวดังขึ้นๆเรื่อยๆ จนสุดท้ายมีเสียงนึงอยู่ข้างๆ ดังขึ้น...เป็นเสียงถอนหายใจของผู้หญิง
ในวินาทีนั้นปิ๊กไม่กล้ามองไปที่เบาะข้างๆ ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้เสียงที่ได้ยินเป็นเพียงสิ่งที่คิดไปเองล้วนๆ
ผ่านไปอีก 10 วินาที เสียงลมหายใจ ถอนหายใจดังขึ้นอีกแล้ว และตอนนี้ดังขึ้น ชัดขึ้น และชัดเลย ตอนนี้ในรถเบาะข้างๆ มีบางอย่างอยู่ห่างกันไปเพียงแค่คืบเดียว
แม้จะไม่หันไปมองแต่ปิ๊กสัมผัสได้...ถึงพลังงานบางอย่างที่อยู่ข้างๆระยะเผาขน ท่ามกลางป่าเปลี่ยว
ปิ๊กมี 3 ทางเลือกในชีวิต ในขณะที่สติหลุดกระเจิงไปไกลแล้ว
1.หันไปดูให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่า ที่มาของเสียงเป็นอะไร!!
2.ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทนขับไปเรื่อยๆให้พ้นป่านี้ไปก่อน
3.จอดรถข้างทางแล้ววิ่งออกจากรถซะเลย!!
เป็นคุณ คุณจะเลือกแบบไหน?? และผลลัพธ์ของทั้ง 3 ข้อจะดีหรือแย่แค่ไหน??
ปิ๊กเลือกข้อ 1...ไอหยา ปิ๊กเลือกที่จะหันคอไปด้านซ้ายเพื่อมองไปยังแหล่งที่มาของเสียง หรือเสียงของลมหายใจ และเมื่อหันไปแล้ว ปิ๊กตกใจสุดขีดเหยียบเบรคกะทันหัน!! ...
จนรถหยุดกลางถนน (ยางเสียดสีกับถนนลากสีดำเป็นทางยาว พร้อมกลิ่นยางบดถนนจนเหม็นไหม้)
สิ่งที่ปิ๊กเก็นก่อนเหยียบเบรคคือ ผู้หญิงที่นอนอยู่โดยมีผมยาวสีดำสนิทปิดหน้าเอาไว้ เมื่อเห็นภาพสุดช็อกนี้เต็มๆ 2ตา ปิ๊กหวีดสุดเสียง!!พร้อมแตะเบรคอย่างแรง และขณะกำลังจะเปิดประตูรถเพื่อตัดสินใจวิ่งหนี และทิ้งรถเอาไว้ เพิ่อเอาตัวรอด ขณะนั้น...มีเสียงตะโกนออกมาจากเบาะข้างๆว่า...
ไอ
ปิ๊กหันกลับไปมองอีกรอบด้วยความกลัวและหวีดซ้ำอีกรอบ ตะโกนออกไปว่า "อย่าหลอกกูเลยคับ กูกลัวแล้ว..."
และเมื่อตั้งสติได้ ก็หันไปมองอย่างพิจารณา สิ่งที่เห็นและเสียงที่ได้ยินขณะขับรถคือ เสียงถอนหายใจของไอปุ๊กกี้
สรุปไอปุ๊กกี้ ตอนปิ๊กไปส่งบ้าน ด้วยความง่วงเพลียสุดขีด ทำให้ปุ๊กกี้ทำได้แค่เปิดประตูรถปุ๊บและปิดปั๊บ และคิดว่าตัวเองลงจากรถยนต์ไปเป็นที่เรียบร้อย แต่จริงๆคือไม่ได้ลงไปไหนเลย ยังนอนสลบอยู่เบาะข้างๆเหมือนเดิม
ส่วนปิ๊ก เมื่อได้ยินเสียงประตูปิดดังปัง ก็ไม่แปลกที่จะขับรถออกไปทันที ด้วยสัญชาตญาณและความคุ้นชิน
และเหตุการณ์ในคืนนั้นจบลงด้วยการที่ปื๊กต้องวนรถกลับไปส่งปุ๊กกี้อีกรอบ และมองให้แน่ใจว่า ปุ๊กกี้ได้ลงจากรถไปแล้วจริงๆ และแล้วเมื่อประตูรถปิดลงอย่างเช่นเคย
ปิ๊กมองให้แน่นอนแน่ใจจนสุดสายตาว่า ปุ๊กกี้ได้เข้าบ้านไปแล้วจริงๆ เมื่อเห็นทุกอย่างปกติ ปิ๊กก็ขับรถฝ่าความมืดกลับบ้านด้วยความสบายใจขึ้น และพลางคิดไปขำไปว่า ไม่น่าโง่เองเลยกรู ตกใจซะเสียหมาเลยน๊าา ที่แท้ก็ไอปุ๊กกี้เผลอหลับนี่เอง!! เห้อ เวรกำ
ขณะที่ขับรถผ่านป่ามืดอีกครั้ง เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากเบาะหลังดังขึ้นอีกแล้ว พร้อมเสียงฉีกซองขนมทาน และเสียงถอนหายใจของใครสักคนที่อยู่เบาะข้างๆ ดังเฮือก!!
ภาพบรรยากาศเดิมๆย้อนกลับมา แต่คราวนี้ปิ๊กหันไปมองเบาะข้างๆแบบมั่นใจว่าไม่มีอะไรแน่นอน!!
แต่สิ่งที่เห็นคือ ผู้หญิงผมยาวสีดำสนิท นั่งตัวแข็งทื่อ นิ่งเงียบ แววตาเยือกเย็น หน้าซีดและกำลังค่อยๆหันหัวอย่างช้าๆมาทางปิ๊ก และวินาทีนั้น ปิ๊กมีคำถามในใจก่อนจะวิ่งลงจากรถยนต์ว่า"เบาะข้างๆเราตอนนี้ ถ้าไม่ใช่ปุ๊กกี้แล้ว...ตอนนี้เธอคือใคร??
และทำไมเธอถึงตัองการติดรถมาด้วย เธอต้องการอะไรจากปิ๊ก!!
เสียงนาฬิกาตอน 7 โมงเช้าดังขึ้น... ปิ๊กตกใจตื่น ตบหน้าตัวเองเบาๆแล้ว พูดออกมาว่า นี่กูฝันร้ายอีกแล้วเหรอเนี่ย เห้อ!! ฝันเริ่องนี้ตลอด เรื่องไอปุ๊กกี้ เห้อ!!