อยากเล่าประสบการณ์ชีวิตการค้นหาตัวเองจากวัยเรียนสู่วัยทำงาน

ย้อนไปสมัยปี พ.ศ.2546 ที่เป็นช่วงกำลังสอบเข้า Entrance (หรือเรียกว่าแอดมิชชั่นในสมัยนี้) สมัยนั้นยังไม่รู้เลยว่าอยากจะทำงานอะไร รู้แค่ว่าชอบเรียนเลข
ฟิสิกส์ กับชอบเขียนโปรแกรมเกมจาก Pascal / Turbo C++ แค่นั้นเอง ดังนั้นแล้วทางบ้านจึงเชียร์ให้วิศวะให้ได้นะ ด้วยความที่สมัยนั้นการหาข้อมูลเรื่องคณะยังหายาก ผมเลยจำยอมไปว่า "เรียนวิศวะก็ได้"

แต่ความพยายามไปไม่ถึงจึงไม่สามารถสอบเข้าสาขาคอมพิวเตอร์ที่ชอบที่สุดได้ จึงตกไปยังสาขา "ระบบควบคุมและเครื่องมือวัด" (อิเล็กทรอนิกส์ + คอมพิวเตอร์)

ระหว่างที่เรียนปีที่ 1 ผมเริ่มเข้ากิจกรรมมากขึ้นกับทางหน่วยงานในมหาวิทยาลัย แล้วรู้สึกว่าการได้อยู่กับคนอื่น ได้เล่น เรียนรู้ร่วมกันคนอื่น มันสนุกมาก แต่ผลการเรียนก็ไม่ได้ดีอะไรนัก ประมาณ 2.6 - 2.7

พอเข้าสู่ช่วงปี 2 เข้าสู่วิชาของสาขามากขึ้น ผมก็เริ่มพบว่า เรียนไม่เข้าหัว เรียนไม่ได้ ยิ่งรายวิชาที่เป็นของสาขานี่แทบไม่ได้เลย ในปี 2 เทอม 1 ผมได้เกรดเฉลี่ย 1.8 ด้วยการติด F 1 รายวิชา ผมเริ่มเครียดมากขึ้นแล้วเริ่มรู้ตัวว่าไม่ชอบการเรียนและทำงานแบบนี้แล้ว แต่ก็ต้องฝืนทนต่อไป เพราะทางบ้านคาดหวังเอาไว้เยอะ แน่นอนว่าปี 2 ยังคงเข้าร่วมทำกิจกรรมอยู่ไม่ขาด จนถึงปีสุดท้ายเลย

พอเข้าสู่ปีที่ 4 ผมประคองตัวเองจนกระทั่งจบด้วยเกรดเฉลี่ยรวม 2.49 ผมตั้งใจว่า ผมจะไม่ทำงานสายนี้เด็ดขาด

แต่แล้วเรียนจบก็ยังไม่ได้ทำงานจนกระทั่งผ่านไป 6 เดือน มีการแนะนำจากทางบ้านในงานสาย Programmer แล้วผมก็เข้าทำงาน ในช่วงนั้นคิดว่าน่าจะได้ทำงานในสิ่งที่ชอบแล้ว

แต่เปล่าเลย

ผมทำงาน 9 เดือน ผมคิดมาตลอดว่า ผมไม่มีความสุขจากการทำงานเลย ไม่ชอบวิถีการทำงานที่แทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย เริ่มออกจากบ้านก็ 8.00 แล้วถึงบ้านประมาณสองทุ่มกว่าทุกวัน เดือนแรกๆผมก็คิดว่าน่าจะทนได้ แม้ว่าที่ทำงานจะอัธยาศัยดี มีน้ำใจ พูดคุยกันได้ มีสอนภาษาญี่ปุ่นให้ด้วย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจขอลาออกไป

ตอนนั้นผมลาออกด้วยเงินเดือนที่ประมาณ 24,000

ผมได้ลองสมัครเข้าเรียน ป.โท ทางกลุ่มชีวภาพ เพราะผมคิดว่าน่าจะชอบเรื่อง DNA เรียนไปไม่ถึงหนึ่งเทอมก็พบว่า เครียดมากกว่าเดิมซะอีก ค่าเทอมก็เสียไปแล้ว เรียนไปเทอมนึงแล้ว ทุนก็ไม่มีแล้ว ผมชั่งใจอยู่ว่าจะสู้ต่อแล้วหาทุน หรือ ลาออกมา สุดท้ายผมก็ลาออกเพราะผมนึกถึงตอนทำงานแล้วว่า ผมไม่อยากทำงานด้านนี้แล้ว เหตุการณ์นี้ผมถือว่าเป็นความใจเร็วของผมเหมือนกันที่ไม่ได้ศึกษาสาขาวิชาให้ดีก่อนเข้าเรียน

มาช่วงนึง ผมบังเอิญได้รับงานให้ช่วยสอนเด็กมัธยมรายวิชา Programming ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า "ผมไม่กล้าเข้าสังคมมากคงสอนไม่ไหวแน่เลย" แต่เมื่อไหว้วานมาเลยรับสอนไป

พอสอนผ่านไปหนึ่งเทอม ผมนึกสงสัยและอยากหาคำตอบถึงการสอนตัวเองว่า "ทำไมถึงสอนแล้วเด็กไม่เข้าใจ หรือ ไม่อยากรับ" หลังจากงานสอนนั้นผมเลยตัดสินใจลองรับงานติวเตอร์ และ ศึกษาความรู้ทางสังคมศาสตร์ไปด้วย ผมมีความรู้สึกในระหว่างสอนว่า อยากหาอะไรสนุกๆในระหว่างการสอนด้วย อยากลองสอนด้วยวิธีใหม่ๆบ้าง ผมรับงานสอนอยู่ประมาณ 2 ปี (ประมาณปี 2553) ผมเริ่มสนใจในสาขาการศึกษามากขึ้นแล้ว อยากสอนเด็กมากขึ้น ผมมีความคิดที่อยากจะให้เด็กได้สนุกจากการเรียนเพิ่มขึ้น

แต่นั่นก็ยังไม่จบ ผมพบว่า การสอนติวเตอร์ มันอาจจะชอบจริง แต่ยังรู้สึกว่ามันมีอะไรที่ชอบมากกว่านี้หรือไม่ ผมเริ่มศึกษาในสายการศึกษาเพิ่มขึ้น อ่านเปเปอร์งานวิจัยเรื่องการศึกษา อ่านทฤษฎีการเรียนการสอนมากขึ้น ในช่วงหลังผมเริ่มศึกษาเกี่ยวกับเกมการศึกษาเพิ่มขึ้น เริ่มรับงานประเภทจัดกิจกรรมแนววิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น ผมเริ่มมองเห็นสิ่งที่ตัวเองรักและถนัดมากขึ้นเรื่อยๆ

จนถึงปีปัจจุบัน ผมชอบที่จะศึกษา ศาสตร์อื่นๆ ประกอบด้วย เช่น การบริหาร ธุรกิจ การเงิน การลงทุน หุ่นยนต์ เกม หรือแม้กระทั่งธุรกิจเครือข่ายผมก็ศึกษามาหมดแล้ว หลายคนอาจมองผมว่าผมไม่เก่งสักอย่าง (ความรู้แบบเป็ด) แต่ผมมั่นใจว่าผมสามารถออกแบบเชื่อมโยงศาสตร์หลายอย่างให้ออกมาเป็นกิจกรรมสำหรับวัยต่างๆได้

จากเดิม ที่ผมเรียนวิศวะ ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า ผมจะมาทำงานสายการศึกษาได้ เพียงเพราะไม่ได้เคยลองทำมาก่อน ผมใช้เวลาอยู่ประมาณ 10 ปี กว่าจะค้นหาตัวเองจนเจอ

ที่ผมอยากมาเล่าแบบนี้เพราะว่า ผมเห็นเด็กสมัยนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไรหรือทางบ้านเองยังกดดันให้ไปยังคณะวิศวะ หมอ บริหาร บัญชี ทั้งที่ตัวเค้าก็รู้ตัวว่าไม่ชอบเรียน ผมเห็นเด็กเครียด มีความทุกข์ หลายคนมีอาการเหมือนโรคซึมเศร้า ซึ่งจริงๆแล้ว อาชีพที่แต่เดิมเคยบอกว่า "เป็นนักเขียนการ์ตูนไส้แห้งหรอ" หรือ "ทำงานเต้นกินรำกินจะได้ดียังไง" มันเป็นคำโบราณสมัย 20 ปีที่แล้ว ที่ตอนนี้มันมีทั้ง Graphic Design ที่ทำงานรับจ้างทั้งไทยและต่างประเทศได้ หรือ ทำงานร้องเพลงแต่งเพลงลงบน Youtube ผมเห็นเด็กอายุ 13 ปี เริ่มสร้างรายได้ให้ตัวเองกันแล้ว

ผมอยากฝากถึง พ่อแม่ที่มีลูกวัยประถมมัธยมครับว่า อย่าให้เสียเวลาค้นหาตัวเองนับ 10 ปีตอนวัยทำงานเลย มันลำบากและเหนื่อยมาก มันไม่คุ้มหรอกครับ ถ้าเกิดว่าลูกของคุณจะเกิดอาการเป็นโรคซึมเศร้าจากสาเหตุแบบนี้ ผมอยากให้เด็กในวัยนี้ได้รู้จักตัวเองให้เร็ว ปล่อยให้เด็กได้วิ่งเล่นบ้าง ปล่อยออกจากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีทีวีตรงหน้าบ้าง ผมเชื่อว่าถ้าเด็กค้นหาตัวเองเจอเร็ว อนาคตประเทศไทยต้องดีขึ้นกว่าวันนี้อย่างแน่นอนครับ

ชอบ ไม่ชอบ หรือผมเขียนไม่เข้าใจตรงไหน ต้องขออภัยด้วยครับ แต่นี่คือสิ่งที่ผมนึกจากประสบการณ์จริงแล้วเขียนออกมา ประสบการณ์เลวร้ายแบบนั้นผมไม่อยากเห็นใครต้องเดินตามแบบนั้นครับ

ขอบคุณครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่