ณ วันที่ 6 ธค 2560

….เมื่อวันพุธผมมีธุรด่วนที่เชียงใหม่นิดหน่อย หลังจากทำธุระเสร็จถ้าจะให้กลับ กทม เลยก็รู้สึกแปลกๆ เชียงใหม่ใครเค้าไปแค่ 2 วัน เชียงใหม่นะเฮ้ย!! ผมก็เลยปรึกษากับแฟนว่าจะเอาไงดี สถานการณ์แบบนี้ มันบีบบังคับให้เราต้องเที่ยวแล้วแหละ.... หากันไปหากันมา ก็มาสรุปกันได้ว่า ณ เวลานี้เราต้องไป “อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก” เท่านั้น.... พอตกลงกันได้ ก็ลุยเลย!!!
เรามาทวนภาพรวมคร่าวๆของอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกกันก่อน ส่วนรายละเอียดเชิงลึกต่างๆ ไปยังไง ไกลแค่ไหนเด๋วค่อยอธิบายตามรูปละกันเนาะ
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก มีหลายฟิล บางคนมาเจออากาศแจ่มใส บางคนมาเจอฝนตก บางคนมาเจอหมอก... ส่วนผม มาแล้วเจอหมอกเต็มๆ ไม่มีแดดแม้แต่นิด
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ตั้งอยู่ก้ำกึ่งระหว่างอำเภอฝาง และอำเภอแม่อาย บางคนจะบอกว่าอยู่แม่อาย แต่เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่าจริงๆแล้ว อยู่อำเภอฝาง
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่มาประมาณ 160 กิโลเมตร
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เป็นยอดดอยสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยที่ความสูง 2,285 เมตร แต่!!! จุดกางเต้นท์จุดกางเต้นท์กิ่วลม คือจุดกางเต้นท์ที่สูงสุดในประเทศไทย ที่ความสูง 1,924 เมตร
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ในตอนเช้า เราต้องตื่นประมาณ ตี 3 ครึ่ง เพื่อเดินจากจุดกางเต้นท์ ขึ้นไปบนยอดดอย เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า ระยะทางประมาณ 3 กิโลฯกว่าๆ (ไป-กลับ เกือบๆ 7 กิโลฯ) รายละเอียดเด๋วเล่าที่รูปนะครับ
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก สามารถเดินทางมาได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัว และรถขนส่งสาธรณะ
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ทางเจ้าหน้าที่ไม่แนะนำให้นำรถเก๋งขึ้นไป เพราะมีโอกาศติดหล่ม และช่วงล่างพังได้ เนื่องจากเส้นทางบางช่วงยังเป็นลูกรังอยู่ ถ้าอยากเอารถขึ้นไปเอง ควรเป็นรถยกสูง+4WD (แต่ก็มีบางคนไม่เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ เก๋งบางคันก็รอดขึ้นไปถึง บางคันก็พังกลางทาง)
….จุดกางเต้นท์กิ่วลม อุณหภูมิทั้งปี ไม่เคยเกิน 25 องศา
….จุดกางเต้นท์กิ่วลม เลิกปั่นไฟตอน 2 ทุ่ม หลังจาก 2 ทุ่มทุกอย่างจะมืดสนิท เพราะฉะนั้นสำคัญมากเรื่องไฟฉาย+ตะเกียง ห้ามลืมเด็ดขาด ไม่งั้นจะโดนความมืดเข้าครอบงำ
โอเค... เรียกน้ำย่อยเท่านี้ก่อน เราไปดู detail กันเลยดีกว่า!!!
------------------------------------------------------

**การเดินทางด้วยรถส่วนตัว** จากตัวเมืองเชียงใหม่มาถึงจุดเปลี่ยนรถเป็น 4WD ระยะทางประมาณ 160 km ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพราะช่วงที่เลยอำเภอเชียงดาวขึ้นไป ทางจะโค้งเยอะมาก เลยทำความเร็วไม่ค่อยได้เท่าไหร่
ทางขึ้นจุดกางเต้นท์กิ่วลม จะอยู่บริเวณ อ่างเก็บน้ำห้วยบอน พิกันตามนี้ 19.964694, 99.196956 เอาไปเสริชใน Google maps แล้วไปตามทางได้เลย
การติดต่อจ้างรถ 4wd สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ อุทยานได้เลยที่เบอร์ 089-263-4585, 084-483-4689 รถ 4wd นั่งได้มากสุด 8 คน ราคา 1,800 บาท
------------------------------------------------------

สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัว การเดินทางจากเชียงใหม่-ฝาง สามารถขึ้นรถบัสหรือรถตู้ได้ที่บริเวณขนส่งช้างเฝือกในอำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อมาลงที่ขนส่ง อ.ฝาง
รถบัสใช้เวลาประมาณ 3.20 ชั่วโมง
รถตู้ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
โดยทั้ง 2 แบบจะมีการจอดพักรถ ประมาณ 10 นาทีที่ท่ารถเชียงดาว
ส่วนเรื่องราคาและรายละเอียดอื่นๆ สามารถโทรสอบถามได้ที่ 053-215604, 053-211577, 053-218627
หรือดูข้อมูลได้ที่ website
http://www.yanyonnakornchiangmai.com/index.php
พอมาถึงที่ขนส่ง อ.ฝาง ก็หารถเหมาต่อไปที่ อ่างเก็บน้ำห้วยบอน อีกประมาณ 8 กิโลฯ
การติดต่อจ้างรถ 4wd สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ อุทยานได้เลยที่เบอร์ 089-263-4585, 084-483-4689 รถ 4wd นั่งได้มากสุด 8 คน ราคา 1,800 บาท
------------------------------------------------------
ขึ้นไปถึงจุดกางเต้นท์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ทางขึ้นมีทั้งลูกรัง-คอนกรีตสลับกันไป จนท อุทยานบอกว่า อีกไม่เกิน 2 ปีก็น่าจะเป็น คอนกรีตหมดแล้ว ถ้าเป็นคอนกรีตหมดก็สามารถอยู่รถเก๋งขึ้นไปเองได้



------------------------------------------------------
มีจุดให้พักชมวิว บางเป็นระยะๆ ลงไปดูวิว ถ่ายรูปเล่นบ้างไรบ้าง


------------------------------------------------------
ลานจอดรถ รองรับได้มากสุดไม่เกิน 100 คัน .... จนท บอกว่า บนจุดกางเต้นท์กับด่านจะคุยกันตลอด ถ้า 100 คันแล้ว จะปิดด่านไม่ให้ขึ้นทันที ทางที่ดี ก็โทรไปสอบถามข้อมูลก่อน จะได้ไม่เสียเที่ยวครับ

------------------------------------------------------
ถึงแล้ววววว เป็นไงละ หมอกทั้งนั้น 5555555

------------------------------------------------------
สำหรับใครที่ไม่ได้พกเต้นท์มาเอง... แบบผม ทางอุทยานก็มีเต้นท์บริการให้ ในราคาย่อมเยา 225 บาท เป็นเต้นท์ขนาด 3 คนนอน และราคา 200 บาท สำหรับ 2 คนนอน..
แต่ผมไป 2 คน เจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่า เช่าเต้น 3 คนไปเลย สบายกว่ากันเยอะ.. ซึ่งเป็นอะไรที่จริงมาก 55555




เต้นที่อยู่ริมๆ จะมีก๊อกน้ำใกล้ๆ สามารถเอาไว้ล้างหน้า แปรงฟัน ล้างมือได้เลย สะดวกมากๆ

------------------------------------------------------
ข้างบนมีร้านค้าบริการ กาแฟ,โอวัลติน ชุดละ 20 บาท แล้วก็พวกมาม่าคัฟ โจ๊กคัฟ อะไรง่ายๆพวกนี้ น้ำดื่ม+น้ำแข็งควรเตรียมขึ้นไปเอง

ตรงร้านค้า จะมีน้ำร้อนฟรีบริการตลอด โดยทางเจ้าหน้าที่ จะต้มใส่กาน้ำร้อนแล้วตั้งไว้หน้าร้าน ตอนกลางคืนก็สามารถเดินไปเอาได้เลย

------------------------------------------------------
ที่นี้เลิกปั่นไฟตอน 2 ทุ่ม หลังจาก 2 ทุ่มทุกอย่างจะมืดสนิท เพราะฉะนั้นสำคัญมากเรื่องไฟฉาย+ตะเกียง ห้ามลืมเด็ดขาด ไม่งั้นจะโดนความมืดเข้าครอบงำ

------------------------------------------------------
และสำหรับใครที่อยากปิ้งย่าง ทางศูนย์ก็มีให้เช่าเตาถ่าน 50 บาทพร้อมถ่าน 1 ชุด ถ่านชุดต่อไป ชุดละ 20 บาท ส่วนอุปกรณ์ทั้งหลายแหล เราต้องเตรียมไปเองนาจาาาาา รวมถึงตะแกรงปิ้งย่างด้วย

------------------------------------------------------
ในตอนเช้าเราต้องตื่นประมาณตี 3 ครึ่ง เพื่อที่จะเดินเข้าป่าทะลุทะลวงความเป็นธรรมชาติเพื่อขึ้นไปถึงยอดดอย ตรงจุดนี้เราต้องจ้างน้องไกด์ไว้ก่อน ตั้งแต่ตอนมาถึงจุดกางเต้นท์ เพื่อให้เป็นคนเดินนำทางให้เราในป่า และช่วยเราถือน้ำ หรือขาตั้งกล้องอะไรพวกนี้ ในราคา 300 บาท ต่อกรุ๊ป กรุ๊ปละไม่เกิน 8 คน
ระยะทางในการเดินประมาณ 3,000 เมตร กว่าๆ ช่วง 1,000 เมตรแรกเราจะเจอ ม่อนวัดใจ ตรงนี้นี้ผมกับแฟนเกือบถอดใจกลับกันแล้ว เพราะว่า การเดินป่าของที่นี้จะไม่เหมือนที่อื่น โดยเฉพาะตรงม่อนวัดใจเนี่ย ความชัน ลองกะคราวๆจากที่ตาเห็นน่าจะประมาณ 45 องศาได้เลย แถมยังเป็นช่วงที่ชันต่อเนื่องกันยาวด้วย แล้วด้วยความที่เป็นป่าดิบชื้น ทำให้พื้นดินที่เดินมันจะมีน้ำเกาะตลอดทำให้ค่อนข้างลื่น
เพราะฉะนั้นรองเท้าสำคัญมาก และห้ามลืมเด็ดขาดเลยคือไฟฉายและน้ำเปล่าต้องพกติดตัวไปด้วย คนละขวดใส่ถุงก๊อบแก๊บ แล้วให้น้องไกด์ถือให้ก็ได้

------------------------------------------------------
ถ้าเราเดินโดยไม่พักเลย น้องไกด์บอกว่า จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ผมกับแฟนพักบ่อยมาก หน้าเกือบมืดไปหลายจังหวะอยู่เหมือนกัน เลยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงยอดดอย...
ตอนจังหวะที่เดินอยู่ในป่า อุณหภูมิก็ประมาณ 12-15 องศานะ แต่เหงือแตก+ร้อนมาก เพราะการเดินมันทำให้ร่างกายเราอุ่นขึ้น 5555

------------------------------------------------------
มาถึงยอดดอยเวลาประมาณ ตี 5 ครึ่ง พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นก็นั่งพักเหนื่อย รับอากาศบริสุทธิ์รอไปก่อน


------------------------------------------------------
โดยปกติช่วงนี้พระอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 05.45-06.00 แต่วันที่ผมไปเนี่ย เมฆเยอะเป็นพิเศษ เลยอดเห็นพระอาทิตย์ขึ้น..
… แต่เราก็ได้เห็นความสวยงามในแบบที่แปลกตาไปอีกแบบนะ




------------------------------------------------------
ขาลง เราจะเดินกลับทางเดิมที่เราขึ้นมาเมื่อตอนตี 3 เราก็จะได้เห็นแล้ว ว่าทางที่แท้จริงเป็นยังไงบ้าง
.... บางช่วงเป็นหินจะเดินง่ายหน่อย


บางช่วงเป็นดินแฉะๆ






ทางค้อนข้างชัน สังเกตุจากตัวแฟนผมไปจนถึงน้องไกด์



------------------------------------------------------
ลงมาถึงจุดกางเต้นท์ ก็นั่งพักจิบกาแฟร้อนกับอากาศเย็นๆ ก่อนที่จะเก็บของแล้วลงไปอาบน้ำแร่ที่น้ำพุร้อนฝางกันต่อ
[CR] "ดอยผ้าห่มปก วันหมอกหนา ฟ้าปิด" ความฟินที่ได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ ^^
….เมื่อวันพุธผมมีธุรด่วนที่เชียงใหม่นิดหน่อย หลังจากทำธุระเสร็จถ้าจะให้กลับ กทม เลยก็รู้สึกแปลกๆ เชียงใหม่ใครเค้าไปแค่ 2 วัน เชียงใหม่นะเฮ้ย!! ผมก็เลยปรึกษากับแฟนว่าจะเอาไงดี สถานการณ์แบบนี้ มันบีบบังคับให้เราต้องเที่ยวแล้วแหละ.... หากันไปหากันมา ก็มาสรุปกันได้ว่า ณ เวลานี้เราต้องไป “อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก” เท่านั้น.... พอตกลงกันได้ ก็ลุยเลย!!!
เรามาทวนภาพรวมคร่าวๆของอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกกันก่อน ส่วนรายละเอียดเชิงลึกต่างๆ ไปยังไง ไกลแค่ไหนเด๋วค่อยอธิบายตามรูปละกันเนาะ
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก มีหลายฟิล บางคนมาเจออากาศแจ่มใส บางคนมาเจอฝนตก บางคนมาเจอหมอก... ส่วนผม มาแล้วเจอหมอกเต็มๆ ไม่มีแดดแม้แต่นิด
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ตั้งอยู่ก้ำกึ่งระหว่างอำเภอฝาง และอำเภอแม่อาย บางคนจะบอกว่าอยู่แม่อาย แต่เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่าจริงๆแล้ว อยู่อำเภอฝาง
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่มาประมาณ 160 กิโลเมตร
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เป็นยอดดอยสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยที่ความสูง 2,285 เมตร แต่!!! จุดกางเต้นท์จุดกางเต้นท์กิ่วลม คือจุดกางเต้นท์ที่สูงสุดในประเทศไทย ที่ความสูง 1,924 เมตร
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ในตอนเช้า เราต้องตื่นประมาณ ตี 3 ครึ่ง เพื่อเดินจากจุดกางเต้นท์ ขึ้นไปบนยอดดอย เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า ระยะทางประมาณ 3 กิโลฯกว่าๆ (ไป-กลับ เกือบๆ 7 กิโลฯ) รายละเอียดเด๋วเล่าที่รูปนะครับ
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก สามารถเดินทางมาได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัว และรถขนส่งสาธรณะ
….อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ทางเจ้าหน้าที่ไม่แนะนำให้นำรถเก๋งขึ้นไป เพราะมีโอกาศติดหล่ม และช่วงล่างพังได้ เนื่องจากเส้นทางบางช่วงยังเป็นลูกรังอยู่ ถ้าอยากเอารถขึ้นไปเอง ควรเป็นรถยกสูง+4WD (แต่ก็มีบางคนไม่เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ เก๋งบางคันก็รอดขึ้นไปถึง บางคันก็พังกลางทาง)
….จุดกางเต้นท์กิ่วลม อุณหภูมิทั้งปี ไม่เคยเกิน 25 องศา
….จุดกางเต้นท์กิ่วลม เลิกปั่นไฟตอน 2 ทุ่ม หลังจาก 2 ทุ่มทุกอย่างจะมืดสนิท เพราะฉะนั้นสำคัญมากเรื่องไฟฉาย+ตะเกียง ห้ามลืมเด็ดขาด ไม่งั้นจะโดนความมืดเข้าครอบงำ
โอเค... เรียกน้ำย่อยเท่านี้ก่อน เราไปดู detail กันเลยดีกว่า!!!
------------------------------------------------------
ทางขึ้นจุดกางเต้นท์กิ่วลม จะอยู่บริเวณ อ่างเก็บน้ำห้วยบอน พิกันตามนี้ 19.964694, 99.196956 เอาไปเสริชใน Google maps แล้วไปตามทางได้เลย
การติดต่อจ้างรถ 4wd สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ อุทยานได้เลยที่เบอร์ 089-263-4585, 084-483-4689 รถ 4wd นั่งได้มากสุด 8 คน ราคา 1,800 บาท
------------------------------------------------------
รถบัสใช้เวลาประมาณ 3.20 ชั่วโมง
รถตู้ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
โดยทั้ง 2 แบบจะมีการจอดพักรถ ประมาณ 10 นาทีที่ท่ารถเชียงดาว
ส่วนเรื่องราคาและรายละเอียดอื่นๆ สามารถโทรสอบถามได้ที่ 053-215604, 053-211577, 053-218627
หรือดูข้อมูลได้ที่ website http://www.yanyonnakornchiangmai.com/index.php
พอมาถึงที่ขนส่ง อ.ฝาง ก็หารถเหมาต่อไปที่ อ่างเก็บน้ำห้วยบอน อีกประมาณ 8 กิโลฯ
การติดต่อจ้างรถ 4wd สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ อุทยานได้เลยที่เบอร์ 089-263-4585, 084-483-4689 รถ 4wd นั่งได้มากสุด 8 คน ราคา 1,800 บาท
------------------------------------------------------
ขึ้นไปถึงจุดกางเต้นท์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ทางขึ้นมีทั้งลูกรัง-คอนกรีตสลับกันไป จนท อุทยานบอกว่า อีกไม่เกิน 2 ปีก็น่าจะเป็น คอนกรีตหมดแล้ว ถ้าเป็นคอนกรีตหมดก็สามารถอยู่รถเก๋งขึ้นไปเองได้
มีจุดให้พักชมวิว บางเป็นระยะๆ ลงไปดูวิว ถ่ายรูปเล่นบ้างไรบ้าง
ลานจอดรถ รองรับได้มากสุดไม่เกิน 100 คัน .... จนท บอกว่า บนจุดกางเต้นท์กับด่านจะคุยกันตลอด ถ้า 100 คันแล้ว จะปิดด่านไม่ให้ขึ้นทันที ทางที่ดี ก็โทรไปสอบถามข้อมูลก่อน จะได้ไม่เสียเที่ยวครับ
ถึงแล้ววววว เป็นไงละ หมอกทั้งนั้น 5555555
สำหรับใครที่ไม่ได้พกเต้นท์มาเอง... แบบผม ทางอุทยานก็มีเต้นท์บริการให้ ในราคาย่อมเยา 225 บาท เป็นเต้นท์ขนาด 3 คนนอน และราคา 200 บาท สำหรับ 2 คนนอน..
แต่ผมไป 2 คน เจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่า เช่าเต้น 3 คนไปเลย สบายกว่ากันเยอะ.. ซึ่งเป็นอะไรที่จริงมาก 55555
เต้นที่อยู่ริมๆ จะมีก๊อกน้ำใกล้ๆ สามารถเอาไว้ล้างหน้า แปรงฟัน ล้างมือได้เลย สะดวกมากๆ
ข้างบนมีร้านค้าบริการ กาแฟ,โอวัลติน ชุดละ 20 บาท แล้วก็พวกมาม่าคัฟ โจ๊กคัฟ อะไรง่ายๆพวกนี้ น้ำดื่ม+น้ำแข็งควรเตรียมขึ้นไปเอง
ที่นี้เลิกปั่นไฟตอน 2 ทุ่ม หลังจาก 2 ทุ่มทุกอย่างจะมืดสนิท เพราะฉะนั้นสำคัญมากเรื่องไฟฉาย+ตะเกียง ห้ามลืมเด็ดขาด ไม่งั้นจะโดนความมืดเข้าครอบงำ
และสำหรับใครที่อยากปิ้งย่าง ทางศูนย์ก็มีให้เช่าเตาถ่าน 50 บาทพร้อมถ่าน 1 ชุด ถ่านชุดต่อไป ชุดละ 20 บาท ส่วนอุปกรณ์ทั้งหลายแหล เราต้องเตรียมไปเองนาจาาาาา รวมถึงตะแกรงปิ้งย่างด้วย
ในตอนเช้าเราต้องตื่นประมาณตี 3 ครึ่ง เพื่อที่จะเดินเข้าป่าทะลุทะลวงความเป็นธรรมชาติเพื่อขึ้นไปถึงยอดดอย ตรงจุดนี้เราต้องจ้างน้องไกด์ไว้ก่อน ตั้งแต่ตอนมาถึงจุดกางเต้นท์ เพื่อให้เป็นคนเดินนำทางให้เราในป่า และช่วยเราถือน้ำ หรือขาตั้งกล้องอะไรพวกนี้ ในราคา 300 บาท ต่อกรุ๊ป กรุ๊ปละไม่เกิน 8 คน
ระยะทางในการเดินประมาณ 3,000 เมตร กว่าๆ ช่วง 1,000 เมตรแรกเราจะเจอ ม่อนวัดใจ ตรงนี้นี้ผมกับแฟนเกือบถอดใจกลับกันแล้ว เพราะว่า การเดินป่าของที่นี้จะไม่เหมือนที่อื่น โดยเฉพาะตรงม่อนวัดใจเนี่ย ความชัน ลองกะคราวๆจากที่ตาเห็นน่าจะประมาณ 45 องศาได้เลย แถมยังเป็นช่วงที่ชันต่อเนื่องกันยาวด้วย แล้วด้วยความที่เป็นป่าดิบชื้น ทำให้พื้นดินที่เดินมันจะมีน้ำเกาะตลอดทำให้ค่อนข้างลื่น
เพราะฉะนั้นรองเท้าสำคัญมาก และห้ามลืมเด็ดขาดเลยคือไฟฉายและน้ำเปล่าต้องพกติดตัวไปด้วย คนละขวดใส่ถุงก๊อบแก๊บ แล้วให้น้องไกด์ถือให้ก็ได้
ถ้าเราเดินโดยไม่พักเลย น้องไกด์บอกว่า จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ผมกับแฟนพักบ่อยมาก หน้าเกือบมืดไปหลายจังหวะอยู่เหมือนกัน เลยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงยอดดอย...
ตอนจังหวะที่เดินอยู่ในป่า อุณหภูมิก็ประมาณ 12-15 องศานะ แต่เหงือแตก+ร้อนมาก เพราะการเดินมันทำให้ร่างกายเราอุ่นขึ้น 5555
มาถึงยอดดอยเวลาประมาณ ตี 5 ครึ่ง พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นก็นั่งพักเหนื่อย รับอากาศบริสุทธิ์รอไปก่อน
โดยปกติช่วงนี้พระอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 05.45-06.00 แต่วันที่ผมไปเนี่ย เมฆเยอะเป็นพิเศษ เลยอดเห็นพระอาทิตย์ขึ้น..
… แต่เราก็ได้เห็นความสวยงามในแบบที่แปลกตาไปอีกแบบนะ
ขาลง เราจะเดินกลับทางเดิมที่เราขึ้นมาเมื่อตอนตี 3 เราก็จะได้เห็นแล้ว ว่าทางที่แท้จริงเป็นยังไงบ้าง
.... บางช่วงเป็นหินจะเดินง่ายหน่อย
ลงมาถึงจุดกางเต้นท์ ก็นั่งพักจิบกาแฟร้อนกับอากาศเย็นๆ ก่อนที่จะเก็บของแล้วลงไปอาบน้ำแร่ที่น้ำพุร้อนฝางกันต่อ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านมาจนจบมากครับ ^^
ติดตามได้ที่ Facebook Fanpage : เปิดวาร์ป https://www.facebook.com/OpenWarpNow
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น