โรคซึมเศร้าคือโรคทางจิตเวชที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองชื่อ เซโรโทนิน (Serotonin) มีปริมาณลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด รู้สึกท้อแท้ หงอยเหงา เบื่อหน่าย ไม่สนุกสนานกับชีวิต นอนไม่หลับ สะดุ้งตื่นกลางดึก ฝันร้ายบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบให้ความสามารถในการทำงานลดลง
https://health.kapook.com/view3241.html
สืบเนื่องกระทู้
https://pantip.com/topic/37147748/comment48
ผมเข้าใจว่ามันมีสาเหตุจากกิเลสตัณหา จนเกิดความทุกข์ ความโศก ความคร่ำครวญ คับแค้น พลัดพราก ผิดหวังที่จมอยู่ และหาทางออกไม่ได้ ทำให้สารเคมีมันหลั่งออกมา ซึ่งสามารถดับไปได้ด้วยเจริญสติปัฏฐาน ๔
การกินยามันไม่ได้ทำให้คนเป็นโรคนี้ หายอย่างหมดจด แต่ก็มีโอกาสเป็นซ้ำ อ้างอิงบทความ
https://www.thairath.co.th/content/1086439
วิจัยพบหยุดยารักษาซึมเศร้า อาจเสี่ยงกลับเป็นอีก
โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนเราในช่วงหนึ่งของชีวิต เกิดจากหลายสาเหตุและหลาย
ปัจจัยเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือเกิดจากความผิดปกติของระดับสารเคมีในเซลล์สมอง โดยต้อง
รักษาด้วยยาและทางจิตใจควบคู่กันไป แต่เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานในวารสารการแพทย์อังกฤษเกี่ยวกับการ
วิเคราะห์ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าชนิดโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder-OCD) ที่ทำให้ผู้ป่วย
เกิดความวิตกกังวลใจ และอีกชนิดคือโรคตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา (Post-Traumatic Stress Disorder-
PTSD) คืออาการของความเครียดที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจ ซึ่งนักวิจัยพบว่าผู้ป่วยอาจจะ
กลับมาเป็นโรคอีกครั้ง เมื่อพวกเขาหยุดการรักษาด้วยยา โดยมีความเสี่ยงมากกว่า 3 เท่าของผู้ป่วยที่ยัง
คงใช้ยารักษาอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากยารักษาโรคซึมเศร้าจำนวนมากจะทำงานโดยการปรับเปลี่ยนสารเคมีบางอย่างในสมอง เช่น สารเซโรโท
นิน เป็นสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ ความหิว, สารโดพามีน ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนประสาทและนอร์อิพิเนฟริน
ทำให้เกิดความตื่นตัว นักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยไฟร (Vrije Universiteit) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศ
เนเธอร์แลนด์ เผยว่า ผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษาควรทราบว่า มีความเป็นไปได้ที่การเลิกใช้ยาต้านอาการซึมเศร้าภายใน
1 ปี อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรค แต่ก็มีการวิจัยถึงผลข้างเคียงของยาว่าอาจทำให้เกิดอาการ
คลื่นไส้ น้ำหนักเพิ่ม เกิดความบกพร่องทางเพศ นอนไม่หลับ สายตาเบลอ ท้องผูก
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของการวิจัยดังกล่าวคือ เป็นเพียงข้อมูลที่คัดมาเฉพาะผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาราวๆ 1 ปี ที่สำคัญ
คือเป็นการพึ่งพาข้อมูลวิจัยที่เผยแพร่โดยบริษัทยา ซึ่งนักวิจัยด้านจิตเวชจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งรัฐ
นิวยอร์ก ที่เมืองซีราคิวส์ ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โต้แย้งว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะต้องใช้ยารักษาในระยะยาว
เพราะในความเป็นจริงแล้วมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็อาการดีขึ้นเมื่อหยุดการรักษา.
เพราะฉะนั้น สาเหตุจริงๆของโรคนี้มันเกิดจากจิตใจต่างหาก ต้องยอมรับจุดนี้ก่อน ถ้าบริหารจัดการจิตใจตนเองให้ดี ปล่อยวางให้เป็น มันไม่มีทางเกิดโรคนี้ได้หรอก แม้จะประสบพบเจอเหตุการณ์ร้ายก็ตาม
แต่ก็เข้าใจนะครับ จิตใจหรือภูมิคุ้มกันของแต่คนไม่เหมือนกัน
สาเหตุลึกๆของโรคซึมเศร้าคือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง มันใช่หรือครับ ?
https://health.kapook.com/view3241.html
สืบเนื่องกระทู้ https://pantip.com/topic/37147748/comment48
ผมเข้าใจว่ามันมีสาเหตุจากกิเลสตัณหา จนเกิดความทุกข์ ความโศก ความคร่ำครวญ คับแค้น พลัดพราก ผิดหวังที่จมอยู่ และหาทางออกไม่ได้ ทำให้สารเคมีมันหลั่งออกมา ซึ่งสามารถดับไปได้ด้วยเจริญสติปัฏฐาน ๔
การกินยามันไม่ได้ทำให้คนเป็นโรคนี้ หายอย่างหมดจด แต่ก็มีโอกาสเป็นซ้ำ อ้างอิงบทความ https://www.thairath.co.th/content/1086439
วิจัยพบหยุดยารักษาซึมเศร้า อาจเสี่ยงกลับเป็นอีก
โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนเราในช่วงหนึ่งของชีวิต เกิดจากหลายสาเหตุและหลาย
ปัจจัยเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือเกิดจากความผิดปกติของระดับสารเคมีในเซลล์สมอง โดยต้อง
รักษาด้วยยาและทางจิตใจควบคู่กันไป แต่เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานในวารสารการแพทย์อังกฤษเกี่ยวกับการ
วิเคราะห์ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าชนิดโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder-OCD) ที่ทำให้ผู้ป่วย
เกิดความวิตกกังวลใจ และอีกชนิดคือโรคตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา (Post-Traumatic Stress Disorder-
PTSD) คืออาการของความเครียดที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจ ซึ่งนักวิจัยพบว่าผู้ป่วยอาจจะ
กลับมาเป็นโรคอีกครั้ง เมื่อพวกเขาหยุดการรักษาด้วยยา โดยมีความเสี่ยงมากกว่า 3 เท่าของผู้ป่วยที่ยัง
คงใช้ยารักษาอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากยารักษาโรคซึมเศร้าจำนวนมากจะทำงานโดยการปรับเปลี่ยนสารเคมีบางอย่างในสมอง เช่น สารเซโรโท
นิน เป็นสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ ความหิว, สารโดพามีน ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนประสาทและนอร์อิพิเนฟริน
ทำให้เกิดความตื่นตัว นักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยไฟร (Vrije Universiteit) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศ
เนเธอร์แลนด์ เผยว่า ผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษาควรทราบว่า มีความเป็นไปได้ที่การเลิกใช้ยาต้านอาการซึมเศร้าภายใน
1 ปี อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรค แต่ก็มีการวิจัยถึงผลข้างเคียงของยาว่าอาจทำให้เกิดอาการ
คลื่นไส้ น้ำหนักเพิ่ม เกิดความบกพร่องทางเพศ นอนไม่หลับ สายตาเบลอ ท้องผูก
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของการวิจัยดังกล่าวคือ เป็นเพียงข้อมูลที่คัดมาเฉพาะผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาราวๆ 1 ปี ที่สำคัญ
คือเป็นการพึ่งพาข้อมูลวิจัยที่เผยแพร่โดยบริษัทยา ซึ่งนักวิจัยด้านจิตเวชจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งรัฐ
นิวยอร์ก ที่เมืองซีราคิวส์ ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โต้แย้งว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะต้องใช้ยารักษาในระยะยาว
เพราะในความเป็นจริงแล้วมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็อาการดีขึ้นเมื่อหยุดการรักษา.
เพราะฉะนั้น สาเหตุจริงๆของโรคนี้มันเกิดจากจิตใจต่างหาก ต้องยอมรับจุดนี้ก่อน ถ้าบริหารจัดการจิตใจตนเองให้ดี ปล่อยวางให้เป็น มันไม่มีทางเกิดโรคนี้ได้หรอก แม้จะประสบพบเจอเหตุการณ์ร้ายก็ตาม
แต่ก็เข้าใจนะครับ จิตใจหรือภูมิคุ้มกันของแต่คนไม่เหมือนกัน