เราเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่า “กำลังใจ” เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถต่อสู้กับโรคร้ายได้ วันนี้ได้ดูคลิปหนึ่งที่ดีต่อใจมาก ดูแล้วรู้สึกประทับใจ และทำให้คิดได้ว่ากำลังใจสำคัญแค่ไหน เลยอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองดูกันค่ะ
จริงๆ เราก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ตัวเองเห็นความสำคัญของคำว่ากำลังใจอยู่เหมือนกัน มันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราทำงานอยู่กรุงเทพฯ อยู่ดีๆ แม่เราก็มีอาการหอบหืดกำเริบอย่างรุนแรง เป็นช่วงเวลาที่เรารู้ดีว่าแม่กำลังทุกข์ทรมาน คุณหมอเลยแนะนำให้พาแม่ไปอยู่ต่างจังหวัด อยู่ในที่ปลอดโปร่ง มีต้นไม้สีเขียวเยอะๆ เราเลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ทิ้งอนาคต ทิ้งหน้าที่การงานที่กรุงเทพฯ แล้วไปอยู่กับป้าที่ต่างจังหวัด แต่สิ่งที่หวังไว้มันไม่ใช่อย่างนั้น
ป้าเราเป็นคนปากร้าย ชอบพูดจาทำร้ายจิตใจแม่อยู่เป็นประจำ “แกไม่มีที่ไปแล้วถึงต้องมาง้อฉันใช่มั้ยล่ะ แกมันไม่มีค่า” สารพัดคำต่อว่าที่สรรหาเอามาพูด ด้วยความที่แม่แคร์พี่สาวของตัวเอง จึงเก็บคำพูดเหล่านั้นไปคิดมาก ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่ะเหรอ แม่เราอาการทรุด หมดกำลังใจ และเอาแต่คิดว่าอยู่ต่อไปก็เป็นภาระให้เรา วันนั้นป้าต่อว่าแม่รุนแรง แม่มีอาการหอบหือกำเริบรุนแรง หายใจไม่ได้ เราพยายามควบคุมสติทั้งหมดที่มีพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด ทันทีที่ไปถึง แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉิน
ขณะที่แม่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน พยาบาลก็เรียกให้เราไปลงทะเบียนผู้ป่วยที่หน้าเคาท์เตอร์ น้ำตาที่พยายามกลั้นมาตลอดมันก็ทะลักออกมา เรากลัวว่าแม่จะตาย กลัวว่าเราจะต้องเหลือตัวคนเดียว กลัวสารพัด พอเราลงทะเบียนผู้ป่วยเสร็จก็รีบเช็ดน้ำตาตัวเอง แล้วเข้าไปหาแม่ที่ห้องฉุกเฉิน
หมอฉีดยาขยายหลอดลมให้แม่หลายเข็ม แต่แม่ก็ยังหายใจไม่ออก ในขณะนี้หมอกำลังพยายามช่วยชีวิตแม่เอาไว้ ตอนนั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทำได้เพียงแค่ส่งต่อกำลังใจผ่านการกุมมือแม่เอาไว้แน่นไม่ปล่อยไปไหน เราแทบไม่ได้พูดอะไรกันเลยหลังจากนั้น แต่เรารู้ว่าแม่คงรับรู้ถึงกำลังใจที่เราส่งต่อไปให้ผ่านมือนั้น เราจับมือแม่เอาไว้ ยิ้มให้แม่ แล้วบอกแม่ว่า “แม่ไม่ต้องไปแคร์คำพูดของป้าหรอก แม่ต้องสู้นะ ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วหนูจะอยู่กับใคร” แม่ร้องไห้แล้วจับมือเราแล้วตอบว่า “แม่จะสู้” เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงจากอาการหายใจไม่ออก หน้าซีด อาการเหล่านั้นก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ในที่สุดหมอก็ให้แม่กลับบ้านได้ เราตัดสินใจพาแม่กลับมารักษาตัวต่อที่กรุงเทพฯเหมือนเดิม และด้วยความโชคดีที่เรามีกลุ่มเพื่อนๆ ที่คอยให้คำปรึกษา และให้กำลังใจกันเสมอ เราเลยผ่านเรื่องราวร้ายๆ นั้นไปได้
เราอยากฝากไว้ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ให้กำลังใจคนในครอบครัว หรือคนรอบข้าง ลองสังเกตคนข้างๆ คุณดู ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บก็ได้ เรื่องอะไรก็ตามที่เขามีปัญหา หรือว่าเรื่องกลุ้มใจ อย่าลืมให้กำลังใจกันเยอะๆ นะคะ
หากคนที่คุณรักกำลังจะตาย คุณจะทำยังไง?
จริงๆ เราก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ตัวเองเห็นความสำคัญของคำว่ากำลังใจอยู่เหมือนกัน มันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราทำงานอยู่กรุงเทพฯ อยู่ดีๆ แม่เราก็มีอาการหอบหืดกำเริบอย่างรุนแรง เป็นช่วงเวลาที่เรารู้ดีว่าแม่กำลังทุกข์ทรมาน คุณหมอเลยแนะนำให้พาแม่ไปอยู่ต่างจังหวัด อยู่ในที่ปลอดโปร่ง มีต้นไม้สีเขียวเยอะๆ เราเลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ทิ้งอนาคต ทิ้งหน้าที่การงานที่กรุงเทพฯ แล้วไปอยู่กับป้าที่ต่างจังหวัด แต่สิ่งที่หวังไว้มันไม่ใช่อย่างนั้น
ป้าเราเป็นคนปากร้าย ชอบพูดจาทำร้ายจิตใจแม่อยู่เป็นประจำ “แกไม่มีที่ไปแล้วถึงต้องมาง้อฉันใช่มั้ยล่ะ แกมันไม่มีค่า” สารพัดคำต่อว่าที่สรรหาเอามาพูด ด้วยความที่แม่แคร์พี่สาวของตัวเอง จึงเก็บคำพูดเหล่านั้นไปคิดมาก ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่ะเหรอ แม่เราอาการทรุด หมดกำลังใจ และเอาแต่คิดว่าอยู่ต่อไปก็เป็นภาระให้เรา วันนั้นป้าต่อว่าแม่รุนแรง แม่มีอาการหอบหือกำเริบรุนแรง หายใจไม่ได้ เราพยายามควบคุมสติทั้งหมดที่มีพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด ทันทีที่ไปถึง แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉิน
ขณะที่แม่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน พยาบาลก็เรียกให้เราไปลงทะเบียนผู้ป่วยที่หน้าเคาท์เตอร์ น้ำตาที่พยายามกลั้นมาตลอดมันก็ทะลักออกมา เรากลัวว่าแม่จะตาย กลัวว่าเราจะต้องเหลือตัวคนเดียว กลัวสารพัด พอเราลงทะเบียนผู้ป่วยเสร็จก็รีบเช็ดน้ำตาตัวเอง แล้วเข้าไปหาแม่ที่ห้องฉุกเฉิน
หมอฉีดยาขยายหลอดลมให้แม่หลายเข็ม แต่แม่ก็ยังหายใจไม่ออก ในขณะนี้หมอกำลังพยายามช่วยชีวิตแม่เอาไว้ ตอนนั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทำได้เพียงแค่ส่งต่อกำลังใจผ่านการกุมมือแม่เอาไว้แน่นไม่ปล่อยไปไหน เราแทบไม่ได้พูดอะไรกันเลยหลังจากนั้น แต่เรารู้ว่าแม่คงรับรู้ถึงกำลังใจที่เราส่งต่อไปให้ผ่านมือนั้น เราจับมือแม่เอาไว้ ยิ้มให้แม่ แล้วบอกแม่ว่า “แม่ไม่ต้องไปแคร์คำพูดของป้าหรอก แม่ต้องสู้นะ ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วหนูจะอยู่กับใคร” แม่ร้องไห้แล้วจับมือเราแล้วตอบว่า “แม่จะสู้” เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงจากอาการหายใจไม่ออก หน้าซีด อาการเหล่านั้นก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ในที่สุดหมอก็ให้แม่กลับบ้านได้ เราตัดสินใจพาแม่กลับมารักษาตัวต่อที่กรุงเทพฯเหมือนเดิม และด้วยความโชคดีที่เรามีกลุ่มเพื่อนๆ ที่คอยให้คำปรึกษา และให้กำลังใจกันเสมอ เราเลยผ่านเรื่องราวร้ายๆ นั้นไปได้
เราอยากฝากไว้ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ให้กำลังใจคนในครอบครัว หรือคนรอบข้าง ลองสังเกตคนข้างๆ คุณดู ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องโรคภัยไข้เจ็บก็ได้ เรื่องอะไรก็ตามที่เขามีปัญหา หรือว่าเรื่องกลุ้มใจ อย่าลืมให้กำลังใจกันเยอะๆ นะคะ