สวัสดีค่ะ นี่เป็นการเขียนกระทู้ครั้งแรก ก่อนอื่นต้องขออภัยหากมีอะไรผิดพลาดนะคะ
เราอยากจะมาเล่าประสบการณ์การไปเที่ยวเขาค้อเป็นครั้งแรก เผื่อใครที่ไม่เคยไปแล้วมีแพลนอยากไปอาจจะได้ประโยชน์บ้างนะคะ
ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า เพราะแฟนเราไปเห็นคนโพสรูป "วัดผาซ่อนแก้ว" ใน Facebook เลยททำอยากให้ไปค่ะ
เราเลยแพลนหาวันที่จะไปกัน และเนื่องจากวันที่ 20 พ.ย. จะเป็นวันเกิดเรา แฟนเราเลยแพลนวันเป็นวันที่ 18-20 พ.ย. 2560
และเมื่อเรากำหนดวันได้แล้ว เราก็เริ่มต้นหาที่พักกันต่อ แต่เรื่องของที่พักตอนแรกเรามองหาที่พักที่ไม่แพงมาก
เพราะเราคิดว่าเราจะออกไปเที่ยวมากกว่า เราได้ที่พักที่หล่มเก่า ราคาที่พักคืนละ 600 บาท
แต่ถ้าเราพักหล่มเก่าเราจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับการมาเขาค้อ และบวกกลับทางที่กลางคืนจะค่อนข้างมืดและถนนที่คดเคี้ยวขับรถยาก เลยเลยเปลี่ยนใจว่าจะมาหาที่พักแถวเขาค้อดีกว่าเราได้ที่พักที่เขาค้อชื่อว่า "ภูคำรีสอร์ท"
ในราคาคืนละประมาณ 1,500 บาท เราจองผ่าน Agodaซึ่งเราก็พอใจกับที่พัก มีหอชมวิวส่วนตัวด้วย สามารถดูวิวจากที่พักได้
ซึ่งต้องขออภัยที่ไม่ได้เก็บภาพรีสอร์ทมาให้ดูเลย เพราะอย่างที่บอกว่าเราไม่ค่อยได้อยู่ที่ที่พัก
18 พ.ย. 2560 เริ่มต้นการเดินทาง
เราเดินทางโดยการขับรถไปกันเอง 2 คนค่ะ พาหนะของเราคือ Swift น้อยหอยสังข์ของเราเอง
เราออกเดินจากกทม .เวลาประมาณ 04.30 น. โดยขึ้นทางด่วนที่ประชาชื่น (ค่าทางด่วน 55 บาท)
ผ่านไปทางอยุธยา > อ่างทอง > สิงห์บุรี > ชัยนาท > พิจิตร และเข้าสู่ เพชรบูรณ์
ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แพลนของเราจะเที่ยวก่อนเข้าที่พัก เราแวะไปไหว้พระที่วัดมหาธาตุ
เลยมีโอกาศที่แวะไปกินบะหมี่ "ร้านนายนก" ร้านบะหมี่ที่เค้าว่ากันว่าเป็นบะหมี่ในตำนาน อันนี้เราไปกินตามรีวิวของ Wongnai
ร้านจะอยู่ถนนเกตุปัญญา เพชรบูรณ์ ซอยเข้า Topland Plaza ติดกับร้านขายส่งสุรา เส้นบะหมี่มีความแปลกไม่เหมือนที่อื่น
รวมๆ ก็โอเคนะ ไม่แย่แต่สำหรับเรายังไม่ได้ WOW ! เท่าไหร่ หลังจากแวะกินข้าวแล้วเราก็เริ่มเดินทางต่อไปยังเขาค้อ
เราเดินทางมาถึงทุ่งดอกไม้สวย ไร่บีเอ็น ซึ่งจะเสียค่าเข้าชมเพื่อเข้าไปถ่ายรูปคนละ 20 บาท ซึ่งวันนี้เป็นวันเสาร์คนค่อนข้างเยอะ
ที่จอดรถหายาก ต้องจอดริมถนน ส่วนในทุ่งดอกไม้เป็นเนินทุ่งดอกไม้หลากสี ถ่ายรูปถ้าได้มุมดีๆ ก็สวย
เพราะคนเยอะ ถ่ายก็จะติดคน เราอยู่แค่แปปเดียวไม่นานก็ออกเดินทางต่อ
ที่ต่อไปที่เราจะไปตามแพลน คือ อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ จะบอกว่าทางขึ้นเป็นถนนที่ขึ้นเขาลงเขา แต่ถ้าใจเย็นๆ ค่อยๆ ขับไปได้สบาย
เพราะเรารถเล็กยังไปได้ แต่แล้วก็เกิดการผิดแผนขึ้น เพราะเส้นทางค่อนข้างงงเราเลยเสียเวลากับหาทางขึ้นไปเลยตัดสินใจ
กลับเข้าที่พักเพื่อเช็คอินก่อน แล้วค่อนมาใหม่วันพรุ่งนี้ เพราะในตามแพลนแล้ววันนี้เราจะต้องไปถนนคนเดิน "ไทหล่ม"
อยู่ที่อำเภอหล่มสัก มีเฉพาะวันเสาร์เท่านั้น เราเลยกลับที่พักไปอาบน้ำแล้วออกเดินทางไปหล่มสักกัน
ถ้าใครไปสามารถไปจอดรถได้ที่สถานีตำรวจภูธรหล่มสัก แล้วเดินต่อไปยังหอนาฬิกา ก็จะเจอกับถนนคนเดินไทหล่ม
จริงๆ แล้วที่นี่ของที่ขายไม่มีความแต่ต่างกับกทม. ไม่มีอะไรที่ดูแล้วแปลก แต่ของราคาก็ไม่แพง แถมรู้สึกว่าจะถูกกว่ากทม.ด้วยซ้ำ
บรรยากาศค่อนข้างดี ลมพัดเย็นๆ พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เป็นภาพที่สวยงาม แต่เรารู้สึกว่าที่นี่มืดเร็ว เวลาประมาณ 19.00 น.
เรากำลังจะเดินทางกลับที่พัก เราเดินย้อนกลับมาทางเดิมตรงหอนาฬิกา ได้ยินเสียงนกร้องดังมาก พอเงยหน้าขึ้นดูตกใจมาก
นกอะไรไม่รู้ตัวสีดำๆ เป็นร้อยๆ ตัวเกาะอยู่บนสายไฟทุกเส้น ตามบนตึกอาคาร
ที่แปลกเพราะเราเจอแค่ตรงจุดนี้จุดเดียว เพราะเรากลับเขาค้อมาไม่มีนกแบบนี้

ระหว่างทางที่ขับรถกลับมาทางค่อนข้างมืดมาก ไม่มีไฟข้างทาง จะมีเพียงบางจุดเท่านั้น
ต้องขับรถอย่างระมัดระวัง แต่ที่เราสังเกตุอย่างนึง คือ เพชรบูรณ์เป็นเมืองค่อนข้างเงียบ รถไม่เยอะ เวลาประมาณ 20.00 น. เป็นต้นไป
ถนนนี่โล่งมาก แทบจะไม่มีรถวิ่งผ่านเลย จริงๆ แล้วเหมาะกับการไปพักผ่อนดี เมื่อเรากลับถึงที่พักเราก็คุยกัน
ถึงแพลนว่าพรุ่งนี้เราจะไปที่ไหนบ้าง แล้วเราก็เข้านอน
19 พ.ย. 2560 เก็บเกี่ยวประสบการณ์และบรรยากาศ
วันนี้เราตื่นตั้งแต่ 06.00 น. ระหว่างรอทางรีสอร์ทจัดเตรียมอาหารเช้า (อาหารเช้าเริ่ม 07.30 - 10.00 น.)
เราก็เดินขึ้นไปยังหอชมวิวของรีสอร์ท จริงๆ แอบเสียใจนิดนึงนะ เราไม่ได้เจอหมอกแบบหนาๆ เราเจอแบบฟุ้งๆ บางๆ
แต่ก็ยังได้สัมผัสอากาศเย็นๆ วันนี้ทริปเราจะแน่นหน่อยเพราะต้องเก็บในส่วนที่พลาดของเมื่อวานด้วย
เราเริ่มจากการทานอาหารเช้าให้เรียบร้อย แล้วก็มุ่งหน้าไปที่ "ทุ่งกังหันลม" เราจะบอกว่าทางขึ้นนั้นมีสองทาง
แต่เราขึ้นมาจากทางสามแยกแคมป์สน ตอนแรกที่ขับรถเข้าไปไม่เท่าไหร่ แต่สักพักต้องร้องว่า O M G !
ทางเริ่มไม่ดีเป็นดินแดงแล้วชันมาก แต่กลับตัวไม่ได้แล้วตอนนั้นเราก็พยายามขับขึ้นไปจนได้
พอขึ้นไปถึงจะมีให้ฝากรถ (เสียค่าที่จอด 30 บาท) และจะมีรถให้เรานั่งต่อไป (ค่ารถคนละ 40 บาท)
เพราะจะผ่านเข้าไปในทุ่งกังลม เป็นสถานที่หวงห้ามนะ ห้ามรถนักท่องเที่ยวเข้าไป จะต้องอาศัยรถนำเที่ยวพาเข้าไป
พอไปถึงเราก็สามารถไปเดินเล่น ถ่ายรูปกับวิวทุ่งกังหันลม ถ่ายรูปกับชิงช้า มีฟอร์มูล่าม้งให้เช่านะ (ค่าเช่า 50 บาท ไม่จำกัดเที่ยว)
เราแอบไปถามข้อมูลมาว่า "ทุ่งกังหันลม" เป็นโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีไว้สำหรับปั่นไฟให้กับคนที่นั้นใช้
เราใช้เวลาอยู่บนนี้ค่อนข้างนาน เพราะมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะเลย หลังจากนั้นเราเริ่มดูเวลาแล้วว่าเราต้องไปอีกหลายที่
เราก็เลยรีบออก และไปถ่ายรูปที่ "ไร่สตอเบอรี่ BN" แปปนึง แล้วรีบออก เพราะเราจอดรถไว้ริมถนน ห่วงรถเลยรีบออก
หลังจากออกมาเราก็มุ่งตรงยัง "อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ" ไม่ได้มีอะไรมากมาย ทางเข้าจะมีเด็กน้อย
ใส่ชุดชาวเขามายืนให้ถ่ายรูป เราก็ให้เงินเป็นน้ำใจกับน้องๆ ได้ ก่อนขึ้นไปถึงบนนั้นเราผ่านพิพิธภัณฑ์อาวุธ
เลยแวะเข้าไปหน่อย ก็เจอกับเครื่องบินรบ อาวุธในการรบต่างๆ แต่ก็ยังมีจุดชมวิวให้ถ่ายรูปด้วย
หลังจากนั้นเราก็คุยกันว่าเราจะมุ่งหน้าไปยัง "วัดผาซ่อนแก้ว" กันเลย แต่เราจะไปแวะที่ Pino Latte ก่อน
เพราะเนื่องจากร้านอยู่ทางเหนือขึ้นไปจากวัด เราขึ้นไปถึงเราแวะไปกินข้าวที่ Pino Cafe เมนูหลักที่นี่ คือ
เล้ง ราคา 130 บาท แต่ถือว่าคุ้มเพราะปริมาณเยอะ ทานอิ่มแล้วก็เดินมาทางร้านกาแฟ จะไปถ่ายรูปกับ Point ของที่นี่
แต่วันที่เราไปนี้คนเยอะมากๆ ถึงมากที่สุด เหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี ต้องหน้าด้านนิดนึง กล้าแย่งชิงเพราะถ้าไม่อย่างนั้นนะ
คุณจะรอนานมามาก เพราะเมื่อเก้าอี้ว่าง จะมีคนเดินไปนั่งทันที เราเก็บรูปจากจุดนี้ได้ไม่เยอะ แต่เก็บบรรยากาศกับอากาศดีๆ
ได้มาเต็มปอด เราไม่รอช้ารีบกลับลงมายังวัดผาซ่อนแก้ว
ลงมาถึงวัดผาซ่อนแก้วก็ต้องไปถ่ายรูปกับจุด Landmark คนยิ่งกว่าหนอน ถ่ายรูปติดคนอื่นมา จนบางรูปคิดว่ามาด้วยกัน
รอจังหวะดีๆ รอถ่ายบางจังหวะจะได้รูปแบบไม่มีคนติดมาเลย เราก็ไหว้พระเดินเล่นดูวัดนู้นนี่นั้นไปจนเวลาล่วงมาถึง 17.00 น.
เราจึงตัดสินใจกลับกัน เรากลับเข้าที่พัก และเริ่มหาร้านที่จะออกไปกินข้าวเย็นกัน ตอนนั้นมี 2 ร้านที่เลือกกัน
คือ ครัวเขาค้อ กับ ครัวนายต๋อย เราเลือกไปครัวเขาค้อเพราะมันใกล้ที่พักเรา ตอนแรกไปคนเยอะมาก
สักพักมีพนักงานมาต้อนรับ ร้านเป็นร้านริมถนนใหญ่มีเมนูหลากหลาย อร่อยทุกอย่าง ราคาไม่แพง
กระชิบอีกนิดนึงนะ ร้านนี้เค้าเคยไปออกรายการครัวคุณต๋อยด้วยแหละ หลังจากกินเสร็จเรียบร้อยก็กลับที่พัก
เตรียมเก็บของเพื่อกลับกทม. เช้าพรุ่งนี้
20 พ.ย. 2560 กลับสู่ที่ที่เรามา
วันนี้เราตื่นมาประมาณ 07.30 น. และออกไปทานข้าวเช้าตอน 8.00 น. สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทั้งรีสอร์ท เหลือเรากับแฟนแค่ 2 คน
จากเช้าวันอาทิตย์ตั้งโต๊ะอาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟต์ มาวันพอเราไปถึงโต๊ะพนักงานยกมาเสิร์ฟให้ทุกอย่าง บริการดีเลิศไปอีก
เราเลยถึงบางอ้อว่า ถ้าหากจะมาเที่ยวที่นี่รอบหน้าเราจะต้องมาวันที่ไม่ตรงกับเสาร์ - อาทิตย์ เพราะคนจะน้อย หรือแทบจะไม่มีคนเลย
เมื่อเราทานอาหารเสร็จเราก็ออกเดินทางกลับ เราแพลนว่าเราจะกลับมาทางเส้นพิษณุโลก เพื่อจะไปแวะไหว้พระพุทธชินราช
เพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องจากเป็นวันเกิดเราด้วย เราเริ่มเดินทางไปสถานสงเคราะห์สัตว์ที่พิษณุโลก ที่นี่จะเลี้ยงน้องหมาจรจัด
ไว้เป็นจำนวนมาก แต่ยังขาดแคลนในเรื่องของอาหารที่ยังไม่เพียงพอ งบประมาณก็มีน้อย เราเลยซื้ออาหารเม็ดแวะเข้าไปให้
ถ้าใครสนใจอยากเข้าไปนะคะ ไปดูรายละเอียดในเพจ Facebook ได้นะคะ ชื่อว่า สถานสงเคราะห์สัตว์ พิษณุโลก
หลังจากเสร็จจากไปสถานสงเคราะห์สัตว์ เราก็มุ่งหน้าไปไหว้พระพุทธชินราช แล้วกลับกทม. เสร็จสิ้นภาระกิจ
ปล. ใครที่เดินทางไปเราอยากจะแนะนำว่าเวลาขับรถควรระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย
ทางมีทั้งลาด ทั้งชัน ทั้งโค้ง จะได้ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุนะคะ
หนาวนี้กอดใคร ? หนาวมั๊ยเขาค้อ ?
เราอยากจะมาเล่าประสบการณ์การไปเที่ยวเขาค้อเป็นครั้งแรก เผื่อใครที่ไม่เคยไปแล้วมีแพลนอยากไปอาจจะได้ประโยชน์บ้างนะคะ
ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า เพราะแฟนเราไปเห็นคนโพสรูป "วัดผาซ่อนแก้ว" ใน Facebook เลยททำอยากให้ไปค่ะ
และเมื่อเรากำหนดวันได้แล้ว เราก็เริ่มต้นหาที่พักกันต่อ แต่เรื่องของที่พักตอนแรกเรามองหาที่พักที่ไม่แพงมาก
เพราะเราคิดว่าเราจะออกไปเที่ยวมากกว่า เราได้ที่พักที่หล่มเก่า ราคาที่พักคืนละ 600 บาท
แต่ถ้าเราพักหล่มเก่าเราจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับการมาเขาค้อ และบวกกลับทางที่กลางคืนจะค่อนข้างมืดและถนนที่คดเคี้ยวขับรถยาก เลยเลยเปลี่ยนใจว่าจะมาหาที่พักแถวเขาค้อดีกว่าเราได้ที่พักที่เขาค้อชื่อว่า "ภูคำรีสอร์ท"
ในราคาคืนละประมาณ 1,500 บาท เราจองผ่าน Agodaซึ่งเราก็พอใจกับที่พัก มีหอชมวิวส่วนตัวด้วย สามารถดูวิวจากที่พักได้
ซึ่งต้องขออภัยที่ไม่ได้เก็บภาพรีสอร์ทมาให้ดูเลย เพราะอย่างที่บอกว่าเราไม่ค่อยได้อยู่ที่ที่พัก
18 พ.ย. 2560 เริ่มต้นการเดินทาง
เราออกเดินจากกทม .เวลาประมาณ 04.30 น. โดยขึ้นทางด่วนที่ประชาชื่น (ค่าทางด่วน 55 บาท)
ผ่านไปทางอยุธยา > อ่างทอง > สิงห์บุรี > ชัยนาท > พิจิตร และเข้าสู่ เพชรบูรณ์
ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แพลนของเราจะเที่ยวก่อนเข้าที่พัก เราแวะไปไหว้พระที่วัดมหาธาตุ
เลยมีโอกาศที่แวะไปกินบะหมี่ "ร้านนายนก" ร้านบะหมี่ที่เค้าว่ากันว่าเป็นบะหมี่ในตำนาน อันนี้เราไปกินตามรีวิวของ Wongnai
ร้านจะอยู่ถนนเกตุปัญญา เพชรบูรณ์ ซอยเข้า Topland Plaza ติดกับร้านขายส่งสุรา เส้นบะหมี่มีความแปลกไม่เหมือนที่อื่น
รวมๆ ก็โอเคนะ ไม่แย่แต่สำหรับเรายังไม่ได้ WOW ! เท่าไหร่ หลังจากแวะกินข้าวแล้วเราก็เริ่มเดินทางต่อไปยังเขาค้อ
เราเดินทางมาถึงทุ่งดอกไม้สวย ไร่บีเอ็น ซึ่งจะเสียค่าเข้าชมเพื่อเข้าไปถ่ายรูปคนละ 20 บาท ซึ่งวันนี้เป็นวันเสาร์คนค่อนข้างเยอะ
ที่จอดรถหายาก ต้องจอดริมถนน ส่วนในทุ่งดอกไม้เป็นเนินทุ่งดอกไม้หลากสี ถ่ายรูปถ้าได้มุมดีๆ ก็สวย
เพราะคนเยอะ ถ่ายก็จะติดคน เราอยู่แค่แปปเดียวไม่นานก็ออกเดินทางต่อ
ที่ต่อไปที่เราจะไปตามแพลน คือ อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ จะบอกว่าทางขึ้นเป็นถนนที่ขึ้นเขาลงเขา แต่ถ้าใจเย็นๆ ค่อยๆ ขับไปได้สบาย
เพราะเรารถเล็กยังไปได้ แต่แล้วก็เกิดการผิดแผนขึ้น เพราะเส้นทางค่อนข้างงงเราเลยเสียเวลากับหาทางขึ้นไปเลยตัดสินใจ
กลับเข้าที่พักเพื่อเช็คอินก่อน แล้วค่อนมาใหม่วันพรุ่งนี้ เพราะในตามแพลนแล้ววันนี้เราจะต้องไปถนนคนเดิน "ไทหล่ม"
อยู่ที่อำเภอหล่มสัก มีเฉพาะวันเสาร์เท่านั้น เราเลยกลับที่พักไปอาบน้ำแล้วออกเดินทางไปหล่มสักกัน
ถ้าใครไปสามารถไปจอดรถได้ที่สถานีตำรวจภูธรหล่มสัก แล้วเดินต่อไปยังหอนาฬิกา ก็จะเจอกับถนนคนเดินไทหล่ม
จริงๆ แล้วที่นี่ของที่ขายไม่มีความแต่ต่างกับกทม. ไม่มีอะไรที่ดูแล้วแปลก แต่ของราคาก็ไม่แพง แถมรู้สึกว่าจะถูกกว่ากทม.ด้วยซ้ำ
บรรยากาศค่อนข้างดี ลมพัดเย็นๆ พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เป็นภาพที่สวยงาม แต่เรารู้สึกว่าที่นี่มืดเร็ว เวลาประมาณ 19.00 น.
เรากำลังจะเดินทางกลับที่พัก เราเดินย้อนกลับมาทางเดิมตรงหอนาฬิกา ได้ยินเสียงนกร้องดังมาก พอเงยหน้าขึ้นดูตกใจมาก
นกอะไรไม่รู้ตัวสีดำๆ เป็นร้อยๆ ตัวเกาะอยู่บนสายไฟทุกเส้น ตามบนตึกอาคาร
ที่แปลกเพราะเราเจอแค่ตรงจุดนี้จุดเดียว เพราะเรากลับเขาค้อมาไม่มีนกแบบนี้
ต้องขับรถอย่างระมัดระวัง แต่ที่เราสังเกตุอย่างนึง คือ เพชรบูรณ์เป็นเมืองค่อนข้างเงียบ รถไม่เยอะ เวลาประมาณ 20.00 น. เป็นต้นไป
ถนนนี่โล่งมาก แทบจะไม่มีรถวิ่งผ่านเลย จริงๆ แล้วเหมาะกับการไปพักผ่อนดี เมื่อเรากลับถึงที่พักเราก็คุยกัน
ถึงแพลนว่าพรุ่งนี้เราจะไปที่ไหนบ้าง แล้วเราก็เข้านอน
19 พ.ย. 2560 เก็บเกี่ยวประสบการณ์และบรรยากาศ
เราก็เดินขึ้นไปยังหอชมวิวของรีสอร์ท จริงๆ แอบเสียใจนิดนึงนะ เราไม่ได้เจอหมอกแบบหนาๆ เราเจอแบบฟุ้งๆ บางๆ
แต่ก็ยังได้สัมผัสอากาศเย็นๆ วันนี้ทริปเราจะแน่นหน่อยเพราะต้องเก็บในส่วนที่พลาดของเมื่อวานด้วย
เราเริ่มจากการทานอาหารเช้าให้เรียบร้อย แล้วก็มุ่งหน้าไปที่ "ทุ่งกังหันลม" เราจะบอกว่าทางขึ้นนั้นมีสองทาง
แต่เราขึ้นมาจากทางสามแยกแคมป์สน ตอนแรกที่ขับรถเข้าไปไม่เท่าไหร่ แต่สักพักต้องร้องว่า O M G !
ทางเริ่มไม่ดีเป็นดินแดงแล้วชันมาก แต่กลับตัวไม่ได้แล้วตอนนั้นเราก็พยายามขับขึ้นไปจนได้
พอขึ้นไปถึงจะมีให้ฝากรถ (เสียค่าที่จอด 30 บาท) และจะมีรถให้เรานั่งต่อไป (ค่ารถคนละ 40 บาท)
เพราะจะผ่านเข้าไปในทุ่งกังลม เป็นสถานที่หวงห้ามนะ ห้ามรถนักท่องเที่ยวเข้าไป จะต้องอาศัยรถนำเที่ยวพาเข้าไป
พอไปถึงเราก็สามารถไปเดินเล่น ถ่ายรูปกับวิวทุ่งกังหันลม ถ่ายรูปกับชิงช้า มีฟอร์มูล่าม้งให้เช่านะ (ค่าเช่า 50 บาท ไม่จำกัดเที่ยว)
เราแอบไปถามข้อมูลมาว่า "ทุ่งกังหันลม" เป็นโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีไว้สำหรับปั่นไฟให้กับคนที่นั้นใช้
เราใช้เวลาอยู่บนนี้ค่อนข้างนาน เพราะมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะเลย หลังจากนั้นเราเริ่มดูเวลาแล้วว่าเราต้องไปอีกหลายที่
เราก็เลยรีบออก และไปถ่ายรูปที่ "ไร่สตอเบอรี่ BN" แปปนึง แล้วรีบออก เพราะเราจอดรถไว้ริมถนน ห่วงรถเลยรีบออก
หลังจากออกมาเราก็มุ่งตรงยัง "อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ" ไม่ได้มีอะไรมากมาย ทางเข้าจะมีเด็กน้อย
ใส่ชุดชาวเขามายืนให้ถ่ายรูป เราก็ให้เงินเป็นน้ำใจกับน้องๆ ได้ ก่อนขึ้นไปถึงบนนั้นเราผ่านพิพิธภัณฑ์อาวุธ
เลยแวะเข้าไปหน่อย ก็เจอกับเครื่องบินรบ อาวุธในการรบต่างๆ แต่ก็ยังมีจุดชมวิวให้ถ่ายรูปด้วย
หลังจากนั้นเราก็คุยกันว่าเราจะมุ่งหน้าไปยัง "วัดผาซ่อนแก้ว" กันเลย แต่เราจะไปแวะที่ Pino Latte ก่อน
เพราะเนื่องจากร้านอยู่ทางเหนือขึ้นไปจากวัด เราขึ้นไปถึงเราแวะไปกินข้าวที่ Pino Cafe เมนูหลักที่นี่ คือ
เล้ง ราคา 130 บาท แต่ถือว่าคุ้มเพราะปริมาณเยอะ ทานอิ่มแล้วก็เดินมาทางร้านกาแฟ จะไปถ่ายรูปกับ Point ของที่นี่
แต่วันที่เราไปนี้คนเยอะมากๆ ถึงมากที่สุด เหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี ต้องหน้าด้านนิดนึง กล้าแย่งชิงเพราะถ้าไม่อย่างนั้นนะ
คุณจะรอนานมามาก เพราะเมื่อเก้าอี้ว่าง จะมีคนเดินไปนั่งทันที เราเก็บรูปจากจุดนี้ได้ไม่เยอะ แต่เก็บบรรยากาศกับอากาศดีๆ
ได้มาเต็มปอด เราไม่รอช้ารีบกลับลงมายังวัดผาซ่อนแก้ว
ลงมาถึงวัดผาซ่อนแก้วก็ต้องไปถ่ายรูปกับจุด Landmark คนยิ่งกว่าหนอน ถ่ายรูปติดคนอื่นมา จนบางรูปคิดว่ามาด้วยกัน
รอจังหวะดีๆ รอถ่ายบางจังหวะจะได้รูปแบบไม่มีคนติดมาเลย เราก็ไหว้พระเดินเล่นดูวัดนู้นนี่นั้นไปจนเวลาล่วงมาถึง 17.00 น.
เราจึงตัดสินใจกลับกัน เรากลับเข้าที่พัก และเริ่มหาร้านที่จะออกไปกินข้าวเย็นกัน ตอนนั้นมี 2 ร้านที่เลือกกัน
คือ ครัวเขาค้อ กับ ครัวนายต๋อย เราเลือกไปครัวเขาค้อเพราะมันใกล้ที่พักเรา ตอนแรกไปคนเยอะมาก
สักพักมีพนักงานมาต้อนรับ ร้านเป็นร้านริมถนนใหญ่มีเมนูหลากหลาย อร่อยทุกอย่าง ราคาไม่แพง
กระชิบอีกนิดนึงนะ ร้านนี้เค้าเคยไปออกรายการครัวคุณต๋อยด้วยแหละ หลังจากกินเสร็จเรียบร้อยก็กลับที่พัก
เตรียมเก็บของเพื่อกลับกทม. เช้าพรุ่งนี้
20 พ.ย. 2560 กลับสู่ที่ที่เรามา
จากเช้าวันอาทิตย์ตั้งโต๊ะอาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟต์ มาวันพอเราไปถึงโต๊ะพนักงานยกมาเสิร์ฟให้ทุกอย่าง บริการดีเลิศไปอีก
เราเลยถึงบางอ้อว่า ถ้าหากจะมาเที่ยวที่นี่รอบหน้าเราจะต้องมาวันที่ไม่ตรงกับเสาร์ - อาทิตย์ เพราะคนจะน้อย หรือแทบจะไม่มีคนเลย
เมื่อเราทานอาหารเสร็จเราก็ออกเดินทางกลับ เราแพลนว่าเราจะกลับมาทางเส้นพิษณุโลก เพื่อจะไปแวะไหว้พระพุทธชินราช
เพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องจากเป็นวันเกิดเราด้วย เราเริ่มเดินทางไปสถานสงเคราะห์สัตว์ที่พิษณุโลก ที่นี่จะเลี้ยงน้องหมาจรจัด
ไว้เป็นจำนวนมาก แต่ยังขาดแคลนในเรื่องของอาหารที่ยังไม่เพียงพอ งบประมาณก็มีน้อย เราเลยซื้ออาหารเม็ดแวะเข้าไปให้
ถ้าใครสนใจอยากเข้าไปนะคะ ไปดูรายละเอียดในเพจ Facebook ได้นะคะ ชื่อว่า สถานสงเคราะห์สัตว์ พิษณุโลก
หลังจากเสร็จจากไปสถานสงเคราะห์สัตว์ เราก็มุ่งหน้าไปไหว้พระพุทธชินราช แล้วกลับกทม. เสร็จสิ้นภาระกิจ
ปล. ใครที่เดินทางไปเราอยากจะแนะนำว่าเวลาขับรถควรระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย
ทางมีทั้งลาด ทั้งชัน ทั้งโค้ง จะได้ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุนะคะ