“นั่งทำงาน หลายปี ยังไม่ไปไหน เหนื่อยจะตาย เจ้านาย ยังไม่เหลียวแล ให้เงินเดือน นิดเดียว เลยต้องยอมแพ้ ก็เจ้านาย ไม่แฟร์ อยู่ก็ท้อใจ ออก อย่างงี้ต้องลาออก” บทเพลงคลาสสิคจากศิลปิน บิลลี่ โอแกน ที่ท่อนฮุคน่าจะถูกใจใครหลายๆ คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ยิ่งบางคนที่มีอาชีพเสริมที่สร้างรายได้มากกว่าเงินเดือนคงทำให้มีความต้องการที่จะลาออกมาเป็นเจ้านายตนเองมากขึ้น เพราะมีอิสระเสรี จะทำงานตอนไหน หรือเวลาใดก็ได้ หากยังอยู่ในกำหนดเวลาของการส่งงาน
แต่ลาออกจากงานไม่ใช่จะมีแต่ด้านดีเสมอไป เพราะคำว่าพนักงานประจำ หากพูดถึงเรื่องรายได้ส่วนใหญ่จะมีรายได้ที่สม่ำเสมอ แต่เมื่อลาออกมาเป็น Freelance รายได้ที่เคยได้แน่นอนกลับไม่แน่นอน ทำให้ชีวิตต้องวางแผนการเงินมากขึ้น อีกทั้งยังต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์และชื่อเสียงเพื่อให้มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งช่วงไหนงานไม่เข้าหากใครไม่วางแผนให้ดีอาจจะกระทบถึงคนในครอบครัวได้เลย
K-Expert ขอแนะนำการรับมือปัญหารายได้ที่ไม่สม่ำเสมอของชาว Freelance เพื่อให้เพื่อนๆ ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจกันนะครับ
ปัญหารายได้ไม่สม่ำเสมอ คงเป็นปัญหาหลักเลยสำหรับผู้ที่คิดจะลาออก หรือออกมาแล้วเพราะ Freelance คำว่างานก็คือเงิน ช่วงไหนไม่มีงานก็คือไม่มีเงินต่างกับมนุษย์เงินเดือนที่จะได้รายได้ทุกสิ้นเดือน (แม้จะทำงานหรือไม่ได้ทำงานก็ตาม อะแฮร่) เมื่อรายได้ไม่แน่นอนแต่รายจ่ายก็ยังต้องมี ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่ควรจัดการอันดับต้นๆ
เริ่มแรกต้องรู้ก่อนเลยว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเกิดจากอะไรบ้างโดยแบ่งเป็น
ค่าใช้จ่ายคงที่ คือค่าใช้จ่ายที่แน่นอนว่าต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ
ค่าใช้จ่ายผันแปร คือค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับพฤติกรรมแต่ละคน เช่น ค่าข้าว ค่าเดินทาง อุปกรณ์สำหรับทำงาน

ต่อมาเมื่อเรารู้แล้วว่าค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไหร่ เช่นเดือนละ 10,000 บาท ควร
ต้องกันเงินสำรองไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายดังกล่าว หรือก็คือ 60,000 บาท เพราะเมื่องานไม่มาหรือเกิดเหตุไม่คาดคิด ก็ยังพอมีเงินประคองตัวไปอีก 6 เดือนเพื่อรองานใหม่ ควรจะฝากไว้ที่เราสามารถถอนได้รวดเร็วหากเกิดเหตุไม่คาดคิดจะได้สามารถถอนมาใช้ได้ทันที เช่นฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์

สุดท้ายต้องสร้างรายได้ให้สม่ำเสมอด้วยการลงทุน เพื่อช่วยสนับสนุนจากรายได้หลักที่ไม่แน่นอน ซึ่งการลงทุนมีหลายรูปแบบที่มีโอกาสจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หุ้นปันผล หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล เพียงแต่ต้องศึกษาข้อมูลสินทรัพย์ลงทุนสักหน่อย ทั้งรูปแบบการจ่ายผลตอบแทน และระดับความเสี่ยงหรือโอกาสขาดทุน เพื่อเลือกประเภทการลงทุนที่เหมาะกับตัวเรา
แต่ใช่ว่าชาว Freelance จะมีแต่ปัญหารายได้ที่ไม่สม่ำเสมอเท่านั้น ยังคงมีเรื่องที่ต้องวางแผนอื่นๆ อีกเช่น สวัสดิการ หรือ การขอสินเชื่อ ครั้งหน้า
K-Expert จะมาพูดเรื่องอื่นๆให้ฟังกันอีกน้า หรือเพื่อนๆเคยเจอปัญหาอื่นๆ ก็ร่วมแชร์กันได้เลยนะครับ
ข้อควรรู้ ก่อนคิดลาออกมาเป็น Freelance!
“นั่งทำงาน หลายปี ยังไม่ไปไหน เหนื่อยจะตาย เจ้านาย ยังไม่เหลียวแล ให้เงินเดือน นิดเดียว เลยต้องยอมแพ้ ก็เจ้านาย ไม่แฟร์ อยู่ก็ท้อใจ ออก อย่างงี้ต้องลาออก” บทเพลงคลาสสิคจากศิลปิน บิลลี่ โอแกน ที่ท่อนฮุคน่าจะถูกใจใครหลายๆ คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ยิ่งบางคนที่มีอาชีพเสริมที่สร้างรายได้มากกว่าเงินเดือนคงทำให้มีความต้องการที่จะลาออกมาเป็นเจ้านายตนเองมากขึ้น เพราะมีอิสระเสรี จะทำงานตอนไหน หรือเวลาใดก็ได้ หากยังอยู่ในกำหนดเวลาของการส่งงาน
แต่ลาออกจากงานไม่ใช่จะมีแต่ด้านดีเสมอไป เพราะคำว่าพนักงานประจำ หากพูดถึงเรื่องรายได้ส่วนใหญ่จะมีรายได้ที่สม่ำเสมอ แต่เมื่อลาออกมาเป็น Freelance รายได้ที่เคยได้แน่นอนกลับไม่แน่นอน ทำให้ชีวิตต้องวางแผนการเงินมากขึ้น อีกทั้งยังต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์และชื่อเสียงเพื่อให้มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งช่วงไหนงานไม่เข้าหากใครไม่วางแผนให้ดีอาจจะกระทบถึงคนในครอบครัวได้เลย
K-Expert ขอแนะนำการรับมือปัญหารายได้ที่ไม่สม่ำเสมอของชาว Freelance เพื่อให้เพื่อนๆ ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจกันนะครับ
ปัญหารายได้ไม่สม่ำเสมอ คงเป็นปัญหาหลักเลยสำหรับผู้ที่คิดจะลาออก หรือออกมาแล้วเพราะ Freelance คำว่างานก็คือเงิน ช่วงไหนไม่มีงานก็คือไม่มีเงินต่างกับมนุษย์เงินเดือนที่จะได้รายได้ทุกสิ้นเดือน (แม้จะทำงานหรือไม่ได้ทำงานก็ตาม อะแฮร่) เมื่อรายได้ไม่แน่นอนแต่รายจ่ายก็ยังต้องมี ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่ควรจัดการอันดับต้นๆ
เริ่มแรกต้องรู้ก่อนเลยว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเกิดจากอะไรบ้างโดยแบ่งเป็น
ค่าใช้จ่ายคงที่ คือค่าใช้จ่ายที่แน่นอนว่าต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ
ค่าใช้จ่ายผันแปร คือค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับพฤติกรรมแต่ละคน เช่น ค่าข้าว ค่าเดินทาง อุปกรณ์สำหรับทำงาน
ต่อมาเมื่อเรารู้แล้วว่าค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไหร่ เช่นเดือนละ 10,000 บาท ควรต้องกันเงินสำรองไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายดังกล่าว หรือก็คือ 60,000 บาท เพราะเมื่องานไม่มาหรือเกิดเหตุไม่คาดคิด ก็ยังพอมีเงินประคองตัวไปอีก 6 เดือนเพื่อรองานใหม่ ควรจะฝากไว้ที่เราสามารถถอนได้รวดเร็วหากเกิดเหตุไม่คาดคิดจะได้สามารถถอนมาใช้ได้ทันที เช่นฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์
สุดท้ายต้องสร้างรายได้ให้สม่ำเสมอด้วยการลงทุน เพื่อช่วยสนับสนุนจากรายได้หลักที่ไม่แน่นอน ซึ่งการลงทุนมีหลายรูปแบบที่มีโอกาสจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หุ้นปันผล หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล เพียงแต่ต้องศึกษาข้อมูลสินทรัพย์ลงทุนสักหน่อย ทั้งรูปแบบการจ่ายผลตอบแทน และระดับความเสี่ยงหรือโอกาสขาดทุน เพื่อเลือกประเภทการลงทุนที่เหมาะกับตัวเรา
แต่ใช่ว่าชาว Freelance จะมีแต่ปัญหารายได้ที่ไม่สม่ำเสมอเท่านั้น ยังคงมีเรื่องที่ต้องวางแผนอื่นๆ อีกเช่น สวัสดิการ หรือ การขอสินเชื่อ ครั้งหน้า K-Expert จะมาพูดเรื่องอื่นๆให้ฟังกันอีกน้า หรือเพื่อนๆเคยเจอปัญหาอื่นๆ ก็ร่วมแชร์กันได้เลยนะครับ