สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกหนะเหรอ....อืม (เรื่องสมมุติ อ้างอิงจากเค้าโครงเรื่องจริง) Catisgosh
ถ้าถามผม ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของธรรมชาติ สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับมนุษย์เราจริงๆ เช่น อันแรก ภัยธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่ เหตุเพราะโลกที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ หรือภาวะโลกร้อน อันที่สอง สงครามโลกนิวเคลียร์ เปรียบกับคุณมีปืนอยู่ในบ้าน คุณควบคุมมันได้ คุณคิดว่าในโลกนี้มันมีผู้ร้าย และผู้ร้ายที่คุณคิดมีปืนเช่นกัน สักวันจะมีคนหยิบปืนมาใช้ก่อนไหมนะ และอันสุดท้าย โรคติดต่อรุนแรงชนิดใหม่ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้คนต้องผลิตวัคซีนแข่งกับเชื้อโรค เชื้อโรคหรือยาต้านทานมาเร็วกว่ากันก็ชนะ แล้วถ้าเชื้อโรคนำหน้าจริงๆขึ้นมาหละ หมอและพยาบาลก็ติดโรค จนป่วยไปหมด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน เป็นคุณจะทำอย่างไร.... ณ ตอนนี้ ผมคิดได้เรื่องนึงที่ใกล้ตัวเรามากๆ อยู่ในหมวดสุดท้าย แตกต่างกันตรงโรคภัยที่ไม่ติดต่อ ไม่แสดงอาการจนระยะสุดท้าย แต่ผู้คนเกือบทั้งโลก ป่วยกันหมด และไม่มีทางรักษาได้หายขาด
ทุกวันนี้คุณใช้ชีวิตอยู่กับอะไรบ้าง ในชีวิตประจำวันของพวกคุณ ถ้าเป็นเมื่อก่อน คนส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นตื่นนอน ไปเรียน ไปทำงาน กลับมาบ้าน กินข้าวดูทีวี และนอน สมัยนี้คงเปลี่ยนแค่การดูทีวีเป็นเล่นมือถือหละมั้ง อาจจะมากกว่าในเรื่องของเวลาด้วยซ้ำ ตัวผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่วันนี้สมาร์ทโฟนกลับกลายเป็นส่วนนึงในชีวิตประจำวันของผมซะแล้ว ตื่นนอนก็ดู ว่างเป็นหยิบขึ้นมาดู ไม่ว่าจะเป็นบนรถแท็กซี่ในเวลารถติดอันแสนเบื่อหน่าย เดินทางบนรถไฟฟ้าและใต้ดิน ไม่ก็กลับมาบ้านพักเหนื่อยจากการพิมพ์รายงาน หันไปเล่นมือถือ ก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าพักได้ไหม ก่อนนอนก็ดูอีก แต่เอาเป็นว่าผมหยิบมือถือกับเล่นคอมพ์เกือบเฉลี่ยเกือบ 70% ของเวลาในชีวิตผมได้
เอาหละ.... โรคภัยที่ผมจะหมายถึง สาเหตุหลักมันก็มาจากมือถือหน้าจอสมาร์ทโฟนกับหน้าจอคอมพ์เนี่ยแหละ เคยได้ยินหัวข่าว แนวโน้มคนไทยใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น และ ปี 61 สถิติคนไทยใช้สมาร์ทโฟนจะเป็น 90% เพิ่มขึ้น 5 เท่า จากปีที่แล้วไหม ข่าวจริงนะ จากสำนักข่าวดังเว็บนึง นั้นแหละ ปริมาณมหาศาล... นี่แค่ประเทศไทยนะครับ และมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในช่วงหลัง เหตุเพราะหลายเจ้าเริ่มผลิตได้เยอะ สินค้าเยอะ มีหลายระดับ หลายตลาด แค่เร็วช้าต่างกันนิดหน่อย เกือบทุกฐานะสามารถซื้อมาใช้กันได้สบายๆ ในที่นี้ผมได้เห็นตัวอย่างมาจากแม่บ้านของผมนะครับ แต่มันก็ทำให้บ้านผมสะดวกขึ้นนะ ในการติดต่องานกับเธอ ฝากงานบ้านผ่านโปรแกรมแชท เธออยู่ทำงานที่นี่มาเท่าอายุผมอะครับ ยี่สิบกว่าปี
เข้าเรื่องนะ.... โรคตัวนี้เนี่ย มันฝังตัวสั่งสมเรื่อยๆ ช้ามากๆ ค่อยๆกัดกินกล้ามเนื้อเราผ่านแสงจากจอสีฟ้า ใช่ครับ แสงสีฟ้าที่ผ่านมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนทั้งหลาย คือตัวแทนเชื้อโรคที่ผมกล่าวข้างต้น แสงมันตะกละ มันไม่เคยหยุดกิน มันละลายกล้ามเนื้อของเราเรื่อยๆ ช้าๆ กล้ามเนื้อของโปรดมันก็คือเนื้อเยื่อตานี่แหละครับ และเราจะไม่รู้อาการเลย จนกว่าร่างกายเราจะเข้าสู่วัยสูงอายุ ลองนึกตามนะ สมมุติว่าดวงตาเรามีเกราะป้องกันบางๆใสๆ หุ้มดวงตาของเราอยู่ ผมจะเรียกมันแทนว่าบาเรียดวงตาละกัน หน้าที่ของมันคือป้องกันเศษฝุ่น สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก และเชื้อโรคบางชนิดเช่นตาแดง แต่ไม่ได้คาดหมายการมาของแสงสีฟ้า แสงพวกนี้มันก็ค่อยๆกินบาเรีย กินไปเรื่อยๆ กินช้า แต่กินนาน และร่างกายของคนเราจะผลิตบาเรียออกมาต่อสู้เรื่อยๆ แต่เริ่มอ่อนแรงลงในวัยกลางคน และเริ่มหยุดผลิตในวัยสูงอายุ
สำหรับคนที่ไม่เคยแตะต้องสิ่งของพวกนี้เลย ย้ำนะครับ ว่าต้องไม่เคยเลย คุณจะเจอแค่ภาวะสายตาที่คนธรรมดาในวัยสูงอายุต้องเจอกันหมด นั้นก็คือสายตายาว ไม่ร้ายแรง แต่น่ารำคาญ ส่วนคนจำพวกผม ที่ใช้เป็นประจำ จะต้องเจอกับภาวะที่เรียกว่าดับ กล่าวคือเชื้อโรคได้เจาะกินบาเรียจนหมด ไม่มีอะไรปกป้องดวงตาของเราในวัยสูงอายุ ถ้าแสงนี้เจาะกินถึงดวงตาดำครั้งแรก ดวงตาเราจะดับทันที นี่คือระยะสุดท้ายของการฝังตัวและกัดกินของแสง ที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น เป็นระยะที่ดวงตาของเราหมดอายุในการผลิตบาเรียแล้ว อาการก็คล้ายๆ ไฟดับในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง หรือไม่ก็ปลั๊กหลุดจนหน้าจอทีวีดับสนิท
ผมอายุเท่านี้ วัยรุ่นยุค 90 เทียบกับเป็นยุคริเริ่ม ที่ได้คลุกคลีกับหน้าจอแสงพวกนี้ ถัดจากบางคนที่เล่นในช่วงอายุ 30 ถึง 40 แล้วพวกผมจะเป็นคนรุ่นต้นๆ ที่จะได้สัมผัสกับคำว่าดับ ถ้ามันเริ่มดับรุ่นนึงแล้ว รุ่นถัดๆไปจะดับตามเรื่อยๆ เพราะเดี๋ยวนี้ทุกคนเริ่มใช้ตามกันหมด แม้แต่เด็กอนุบาล ที่คุณแม่บางส่วนเริ่มเลี้ยงลูก โดยการฝากไว้กับเทคโนโลยี ประสบการ์ณจากคนใกล้ตัวอีกแล้วครับ เพียงเพราะว่าตอนนั้นคุณแม่คิดว่าปลอดภัย ไม่มีอันตราย แต่แท้จริงแล้วแค่อาการยังไม่เกิด
แต่สิ่งที่จะทำให้ผมกลัวที่สุด คือการที่ได้เห็นผู้คนรอบตัว คนที่พวกเรารัก แตกตื่นและโศกเศร้าจากข่าวด่วนเกี่ยวกับการรับบริจาคดวงตา และการมาเยือนครั้งแรกของอาการดับที่เกิดขึ้นฉับพลันกับคนรุ่นอายุ 40 ถึง 50 หรือพ่อกับแม่ของพวกเรา พวกเขาติดเกมส์โปเกม่อนมาก ลูกเล่นจนเลิกหมดแล้ว 555 ส่วนพวก 20 กว่าๆอย่างผม จะเป็นคิวถัดไป เวลาเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ บางครั้งรู้สึกว่าช้าบ้าง เร็วบ้าง แต่มันไม่เคยหยุด เป็นคุณ คุณจะทำใจใช้ชีวิตแบบตาบอดไปตลอดได้ไหม ดวงตาบริจาคไม่พอแน่ๆ เป็นกันทั้งโลก คล้ายๆซอมบี้ แต่แค่ไม่ออกอาการทำร้ายคน คนรวยๆ ระดับท๊อปๆ คงได้สิทธิ์ใช้ก่อนเป็นอันดับแรก แต่ก็คงไม่พออยู่ดี โลกแห่งความจริงมันก็น่ากลัวเหมือนกันเนอะ
เอาหละ....ดวงตาหมดแล้ว ไม่มีใครมาบริจาคเพิ่มสักคน เพราะเสียดวงตากันเกือบทุกคนแล้ว
เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ ผู้คนอยู่อย่างตาบอด โหยหวนขอความช่วยเหลือ เพราะมองไม่เห็นและไม่มีใครช่วยได้ หมอและพยาบาล หลายคนอาจจะเสียดวงตาเช่นกัน โลกดำเนินการไม่ได้ เนื่องจากคนมองไม่เห็นเยอะเกินไป โลกไม่ได้หยุดหมุน แต่โลกภายในของเราหยุดการดำเนินชีวิตประจำวัน โลกของเรากำลังจะตายอย่างช้าๆ เหมือนติดคุกมืดเลย แต่แย่กว่าตรงที่อาจจะหาอาหารเองไม่ได้ คนที่ติดโรคนี้ ทุกคนหิว ต้องการนำทางไปสู่อาหารเหมือนกันหมด ชุลมุนหละทีนี้.....
ทั้งหมดนี้คือคำตอบ ของสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกสำหรับผม พวกคุณหละ มีสิ่งไหนที่คุณคิดว่าสามารถเกิดขึ้นได้จริงที่สุด กับชีวิตประจำวันของพวกเราบ้างไหม....
ลองมาแชร์คำตอบกันนะครับ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก แนวนิยายวิทยาศาสตร์
ถ้าถามผม ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของธรรมชาติ สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับมนุษย์เราจริงๆ เช่น อันแรก ภัยธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่ เหตุเพราะโลกที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ หรือภาวะโลกร้อน อันที่สอง สงครามโลกนิวเคลียร์ เปรียบกับคุณมีปืนอยู่ในบ้าน คุณควบคุมมันได้ คุณคิดว่าในโลกนี้มันมีผู้ร้าย และผู้ร้ายที่คุณคิดมีปืนเช่นกัน สักวันจะมีคนหยิบปืนมาใช้ก่อนไหมนะ และอันสุดท้าย โรคติดต่อรุนแรงชนิดใหม่ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้คนต้องผลิตวัคซีนแข่งกับเชื้อโรค เชื้อโรคหรือยาต้านทานมาเร็วกว่ากันก็ชนะ แล้วถ้าเชื้อโรคนำหน้าจริงๆขึ้นมาหละ หมอและพยาบาลก็ติดโรค จนป่วยไปหมด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน เป็นคุณจะทำอย่างไร.... ณ ตอนนี้ ผมคิดได้เรื่องนึงที่ใกล้ตัวเรามากๆ อยู่ในหมวดสุดท้าย แตกต่างกันตรงโรคภัยที่ไม่ติดต่อ ไม่แสดงอาการจนระยะสุดท้าย แต่ผู้คนเกือบทั้งโลก ป่วยกันหมด และไม่มีทางรักษาได้หายขาด
ทุกวันนี้คุณใช้ชีวิตอยู่กับอะไรบ้าง ในชีวิตประจำวันของพวกคุณ ถ้าเป็นเมื่อก่อน คนส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นตื่นนอน ไปเรียน ไปทำงาน กลับมาบ้าน กินข้าวดูทีวี และนอน สมัยนี้คงเปลี่ยนแค่การดูทีวีเป็นเล่นมือถือหละมั้ง อาจจะมากกว่าในเรื่องของเวลาด้วยซ้ำ ตัวผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่วันนี้สมาร์ทโฟนกลับกลายเป็นส่วนนึงในชีวิตประจำวันของผมซะแล้ว ตื่นนอนก็ดู ว่างเป็นหยิบขึ้นมาดู ไม่ว่าจะเป็นบนรถแท็กซี่ในเวลารถติดอันแสนเบื่อหน่าย เดินทางบนรถไฟฟ้าและใต้ดิน ไม่ก็กลับมาบ้านพักเหนื่อยจากการพิมพ์รายงาน หันไปเล่นมือถือ ก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าพักได้ไหม ก่อนนอนก็ดูอีก แต่เอาเป็นว่าผมหยิบมือถือกับเล่นคอมพ์เกือบเฉลี่ยเกือบ 70% ของเวลาในชีวิตผมได้
เอาหละ.... โรคภัยที่ผมจะหมายถึง สาเหตุหลักมันก็มาจากมือถือหน้าจอสมาร์ทโฟนกับหน้าจอคอมพ์เนี่ยแหละ เคยได้ยินหัวข่าว แนวโน้มคนไทยใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น และ ปี 61 สถิติคนไทยใช้สมาร์ทโฟนจะเป็น 90% เพิ่มขึ้น 5 เท่า จากปีที่แล้วไหม ข่าวจริงนะ จากสำนักข่าวดังเว็บนึง นั้นแหละ ปริมาณมหาศาล... นี่แค่ประเทศไทยนะครับ และมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในช่วงหลัง เหตุเพราะหลายเจ้าเริ่มผลิตได้เยอะ สินค้าเยอะ มีหลายระดับ หลายตลาด แค่เร็วช้าต่างกันนิดหน่อย เกือบทุกฐานะสามารถซื้อมาใช้กันได้สบายๆ ในที่นี้ผมได้เห็นตัวอย่างมาจากแม่บ้านของผมนะครับ แต่มันก็ทำให้บ้านผมสะดวกขึ้นนะ ในการติดต่องานกับเธอ ฝากงานบ้านผ่านโปรแกรมแชท เธออยู่ทำงานที่นี่มาเท่าอายุผมอะครับ ยี่สิบกว่าปี
เข้าเรื่องนะ.... โรคตัวนี้เนี่ย มันฝังตัวสั่งสมเรื่อยๆ ช้ามากๆ ค่อยๆกัดกินกล้ามเนื้อเราผ่านแสงจากจอสีฟ้า ใช่ครับ แสงสีฟ้าที่ผ่านมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนทั้งหลาย คือตัวแทนเชื้อโรคที่ผมกล่าวข้างต้น แสงมันตะกละ มันไม่เคยหยุดกิน มันละลายกล้ามเนื้อของเราเรื่อยๆ ช้าๆ กล้ามเนื้อของโปรดมันก็คือเนื้อเยื่อตานี่แหละครับ และเราจะไม่รู้อาการเลย จนกว่าร่างกายเราจะเข้าสู่วัยสูงอายุ ลองนึกตามนะ สมมุติว่าดวงตาเรามีเกราะป้องกันบางๆใสๆ หุ้มดวงตาของเราอยู่ ผมจะเรียกมันแทนว่าบาเรียดวงตาละกัน หน้าที่ของมันคือป้องกันเศษฝุ่น สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก และเชื้อโรคบางชนิดเช่นตาแดง แต่ไม่ได้คาดหมายการมาของแสงสีฟ้า แสงพวกนี้มันก็ค่อยๆกินบาเรีย กินไปเรื่อยๆ กินช้า แต่กินนาน และร่างกายของคนเราจะผลิตบาเรียออกมาต่อสู้เรื่อยๆ แต่เริ่มอ่อนแรงลงในวัยกลางคน และเริ่มหยุดผลิตในวัยสูงอายุ
สำหรับคนที่ไม่เคยแตะต้องสิ่งของพวกนี้เลย ย้ำนะครับ ว่าต้องไม่เคยเลย คุณจะเจอแค่ภาวะสายตาที่คนธรรมดาในวัยสูงอายุต้องเจอกันหมด นั้นก็คือสายตายาว ไม่ร้ายแรง แต่น่ารำคาญ ส่วนคนจำพวกผม ที่ใช้เป็นประจำ จะต้องเจอกับภาวะที่เรียกว่าดับ กล่าวคือเชื้อโรคได้เจาะกินบาเรียจนหมด ไม่มีอะไรปกป้องดวงตาของเราในวัยสูงอายุ ถ้าแสงนี้เจาะกินถึงดวงตาดำครั้งแรก ดวงตาเราจะดับทันที นี่คือระยะสุดท้ายของการฝังตัวและกัดกินของแสง ที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น เป็นระยะที่ดวงตาของเราหมดอายุในการผลิตบาเรียแล้ว อาการก็คล้ายๆ ไฟดับในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง หรือไม่ก็ปลั๊กหลุดจนหน้าจอทีวีดับสนิท
ผมอายุเท่านี้ วัยรุ่นยุค 90 เทียบกับเป็นยุคริเริ่ม ที่ได้คลุกคลีกับหน้าจอแสงพวกนี้ ถัดจากบางคนที่เล่นในช่วงอายุ 30 ถึง 40 แล้วพวกผมจะเป็นคนรุ่นต้นๆ ที่จะได้สัมผัสกับคำว่าดับ ถ้ามันเริ่มดับรุ่นนึงแล้ว รุ่นถัดๆไปจะดับตามเรื่อยๆ เพราะเดี๋ยวนี้ทุกคนเริ่มใช้ตามกันหมด แม้แต่เด็กอนุบาล ที่คุณแม่บางส่วนเริ่มเลี้ยงลูก โดยการฝากไว้กับเทคโนโลยี ประสบการ์ณจากคนใกล้ตัวอีกแล้วครับ เพียงเพราะว่าตอนนั้นคุณแม่คิดว่าปลอดภัย ไม่มีอันตราย แต่แท้จริงแล้วแค่อาการยังไม่เกิด
แต่สิ่งที่จะทำให้ผมกลัวที่สุด คือการที่ได้เห็นผู้คนรอบตัว คนที่พวกเรารัก แตกตื่นและโศกเศร้าจากข่าวด่วนเกี่ยวกับการรับบริจาคดวงตา และการมาเยือนครั้งแรกของอาการดับที่เกิดขึ้นฉับพลันกับคนรุ่นอายุ 40 ถึง 50 หรือพ่อกับแม่ของพวกเรา พวกเขาติดเกมส์โปเกม่อนมาก ลูกเล่นจนเลิกหมดแล้ว 555 ส่วนพวก 20 กว่าๆอย่างผม จะเป็นคิวถัดไป เวลาเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ บางครั้งรู้สึกว่าช้าบ้าง เร็วบ้าง แต่มันไม่เคยหยุด เป็นคุณ คุณจะทำใจใช้ชีวิตแบบตาบอดไปตลอดได้ไหม ดวงตาบริจาคไม่พอแน่ๆ เป็นกันทั้งโลก คล้ายๆซอมบี้ แต่แค่ไม่ออกอาการทำร้ายคน คนรวยๆ ระดับท๊อปๆ คงได้สิทธิ์ใช้ก่อนเป็นอันดับแรก แต่ก็คงไม่พออยู่ดี โลกแห่งความจริงมันก็น่ากลัวเหมือนกันเนอะ
เอาหละ....ดวงตาหมดแล้ว ไม่มีใครมาบริจาคเพิ่มสักคน เพราะเสียดวงตากันเกือบทุกคนแล้ว
เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ ผู้คนอยู่อย่างตาบอด โหยหวนขอความช่วยเหลือ เพราะมองไม่เห็นและไม่มีใครช่วยได้ หมอและพยาบาล หลายคนอาจจะเสียดวงตาเช่นกัน โลกดำเนินการไม่ได้ เนื่องจากคนมองไม่เห็นเยอะเกินไป โลกไม่ได้หยุดหมุน แต่โลกภายในของเราหยุดการดำเนินชีวิตประจำวัน โลกของเรากำลังจะตายอย่างช้าๆ เหมือนติดคุกมืดเลย แต่แย่กว่าตรงที่อาจจะหาอาหารเองไม่ได้ คนที่ติดโรคนี้ ทุกคนหิว ต้องการนำทางไปสู่อาหารเหมือนกันหมด ชุลมุนหละทีนี้.....
ทั้งหมดนี้คือคำตอบ ของสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกสำหรับผม พวกคุณหละ มีสิ่งไหนที่คุณคิดว่าสามารถเกิดขึ้นได้จริงที่สุด กับชีวิตประจำวันของพวกเราบ้างไหม....