คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 10
พี่เคยขอวีซ่าท่องเที่ยวในสถาการณ์ที่ถ้าลองอ่านคำแนะนำในพันทิปดูจะถือว่าเสี่ยงมากคือ เป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียว จุดประสงค์เพื่อไปฉลองคริสมาสต์กับแฟน (ตอนนั้น) และครอบครัวของเค้า ที่เป็นอเมริกัน ระยะเวลาเดินทางไม่ค่อยต่างจากน้องเลยคือแค่สิบวัน ได้อยู่อเมริกาจริงๆ คือประมาณเจ็ดวัน ผลคือพี่ได้วีซ่าท่องเที่ยวสิบปี แต่ก่อนหน้านั้นมี J1 (เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนสมัยมัธยมหนึ่งปี) และ F1 (เคยไปเรียนปริญญาโทที่นั่น) ตอนก่อนไปสัมภาษณ์เสิร์ชหาคำแนะนำเรื่องขอวีซ่าท่องเที่ยว เจอแต่บอกว่าถ้าไปแล้วตอบตามความจริงแบบนี้ โอกาสผ่านน้อยมากๆ เพราะการเป็นผู้หญิงคนเดียวและเดินทางไปหาแฟนอเมริกัน เป็นสถานการณ์ที่เสี่ยงเรื่องการ violate visa conditions มีคนแนะนำว่าให้แต่งเรื่องให้น่าเชื่อถือด้วย แต่พี่ไม่ได้มีเจตนาจะโดดวีซ่าอยู่แล้วค่ะ ก็คงจะเหมือนกับน้องที่กะจะไปเที่ยวเฉยๆ พี่ขอแชร์ประสบการแยกระหว่างเรื่องเอกสาร กับเรื่องสัมภาษณ์นะคะ ผื่อจะเป็นประโยชน์กับน้องในคราวหน้า หรือคนอื่นๆ ที่จะไปขอวีซ่าท่องเที่ยวในลักษณะเหมือนกัน
เรื่องเอกสาร หลักฐานที่พี่เตรียมไปครบตามลิสต์ที่ในเว็ปไซต์สถานทูตอเมริกาแนะนำทุกอย่าง ก็คือเหมือนกับของน้องแต่มีเอกสารเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ
- พาสปอร์ตเล่มเก่าที่มีวีซ่าอเมริกาที่เคยได้ตัวจริง พร้อมสำเนาทุกอย่าง
- สำเนาใบเสร็จตั๋วเครื่องบิน (จริงๆ ตอนนั้นจ่ายเงินซื้อตั๋วไปแล้วด้วย)
ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าจะได้วีซ่ารึเปล่า แนะนำให้ติดต่อ travel agency ค่ะ ซึ่งเจ้าใหญ่ๆ เค้าจะเข้าใจว่าเราต้องใช้ไปขอวีซ่าก่อน และเค้าจะรู้ว่าต้องออกหลักฐานแบบไหนให้เราเอาไปใช้ขอวีซ่าค่ะ (อันนี้พี่ทำตอนขอวีซ่าไปเรียนต่อโทค่ะ)
- สำเนาใบขับขี่ของแฟน (คนอเมริกันจะใช้ใบขับขี่เป็น ID เหมือนบัตรประชาชนของเราค่ะ) พร้อมเซ็นคร่อม เพื่อยืนยันว่าเค้ามีตัวตนจริง (เค้าสแกนมาให้)
- จดหมายรับรองจากแฟน (ถ้าเทียบกับการขอเชงเก้นน่าจะเป็นแนวเดียวกับ invitation letter น่ะค่ะ)
เนื้อหาประกอบไปด้วยว่าเรารู้จักกันที่ไหน เมื่อไหร่ เค้าทำงานอะไรอยู่ (ตอนนั้นเค้าเรียนปริญญาเอกอยู่ค่ะ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่พี่เรียนโท เป็นที่ที่เราได้รู้จักกันก่อนขอวีซ่าประมาณสามปี และเจ้าหน้าที่เอามาถามตอนสัมภาษณ์ด้วยค่ะ) ในจดหมายระบุด้วยว่าในระหว่างที่พี่ไปอเมริกา พี่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวพี่เอง แต่จะพักที่บ้านของครอบครัวเค้า (ใส่ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์บ้านที่จะไปพัก) ลงท้ายว่า หากมีคำถามอะไรเพิ่มเติม สามารถติดต่อเค้าที่หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และที่อยู่อะไร พร้อมลายเซ็น (อันนี้พี่เป็นคนร่างให้แฟนเองค่ะ เพราะเค้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนอะไรบ้าง ถ้าเรารู้และไม่เหลือบ่ากว่าแรง ก็ร่างให้ แล้วให้เค้าเชคพร้อมเซ็นค่ะ) น้องลองขอเอกสารยืนยันตัวตนของเพื่อนนะคะ เช่นถ้าเพื่อนเป็นนักเรียนอาจจะใช้สำเนา Student ID แล้วก็จดหมายรับรองความสัมพันธ์ อาจจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ค่ะ
- จดหมายรับรองการทำงานของพี่ (ซึ่งอันนี้น้องก็ใช้เอกสารจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว) ตอนนั้นพี่เองมีจุดอ่อนคือยังทำงานนั้นได้ไม่ถึงปี
- แผนการเดินทางและกิจกรรมระหว่างอยู่อเมริกา
อันนี้พี่เขียนแค่คร่าวๆ แต่เขียนของทุกวัน (เราไม่ได้จำเป็นต้องทำตามที่เราเขียนเป๊ะ) สิ่งสำคัญที่ระบุไว้ในแต่ละวันคือบอกว่าในวันนั้นจะอยู่ที่ไหนบ้าง และพักที่ไหน เช่นบอกว่า วันที่.... อยู่ที่บ้านของคนชื่อ.... บ้านเลขที่.... หรือบางวันไม่แน่ใจก็ใส่แค่ชื่อเมืองค่ะ (อันนี้น้องอาจใช้หลักฐานการจองที่พัก และใส่รายละเอียดในแผนการเดินทางให้ตรงกัน) ส่วนกิจกรรมก็อาจจะเขียนว่า Sightseeing in New York ก็น่าจะเพียงพอค่ะ
เรื่องการสัมภาษณ์
พี่ทำใจไว้แล้วว่ากรณีของพี่ ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ผู้สัมภาษณ์ก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูง คำถามและคำตอบเท่าที่จำได้คือ
- สัมภาษณ์ภาษาไทยหรืออังกฤษ
อันนี้ถ้ามั่นใจในภาษาเลือกอังกฤษเลย ถ้าไม่มั่นใจให้เลือกไทยได้ จุดประสงค์ที่เค้าให้เลือก ไม่ได้จะทดสอบความสามารถทางภาษาของเรา แต่ต้องการสื่อสารให้ตรงความจริงและเข้าใจตรงกันให้มากที่สุด
- ไปอเมริกาทำไม
พี่ตอบตามความจริงว่าจะไป spend Christmas with my boyfriend and his family ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่เอาเอกสารเกี่ยวกับแฟนพี่ขึ้นมาดู แล้วถามว่าแฟนทำงานอะไรอยู่ พี่ก็ตอบไปตามความจริง แล้วเค้าก็ถามว่า (ชื่อมหาลัยที่แฟนเรียน), is that where you met each other? พี่ตอบว่าใช่ เค้าถามต่อว่า Is it also where you did your Master? พี่ตอบว่าใช่ ซึ่งพี่คิดว่าในระบบน่าจะมีประวัติการสมัครวีซ่าครั้งก่อนๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันตรงกัน
- ไปที่อเมริกาอยู่ที่ไหนเป็นหลัก
พี่ก็ตอบไปว่าที่บ้านแฟน (บอกชื่อเมือง) พร้อมบอกด้วยว่าพี่มีแผนการเดินทางสำหรับทริปนี้ด้วย จะเอามั้ย เค้าบอกว่าเอา
- มีแพลนว่าจะอยู่อเมริกานานกว่าระยะเวลาของวีซ่ามั้ย
พี่ตอบว่าไม่มี
- แล้วในอนาคตล่ะ อยากไปอยู่อเมริกามั้ย
พี่ตอบว่าไม่ (ซึ่งก็ไม่อยากจริงๆ) และเค้าถามต่อว่าทำไม พี่ตอบว่าเพราะว่าพี่เพิ่งทำงานที่ไทยได้ไม่นาน (ตอนนี้เค้าก็เอาเอกสารรับรองการทำงานขึ้นมาดู) ยังอยากกลับมาทำต่อ ซึ่งในกรณีของน้อง การกำลังจะเรียนจบน่าจะเป็นจุดแข็ง เพราะคงไม่มีใครทิ้งการเรียนไปในเทอมสุดท้ายก่อนเรียนจบ ถ้าตัดสินใจจะกลับไปขอวีซ่าอีกเร็วๆ นี้ แนะนำให้ตอบคำถามที่ถามว่า What's your job? ว่า I'm an undergraduate student, I will complete my degree in the last semester after I return from this trip.
- การสัมภาษณ์ของพี่จบลงที่เจ้าหน้าที่บอกว่า I want to make sure you understand that if you want to make changes to your status while on this visa in the States, it is going to be very complicated (ถ้าคุณต้องการจะเปลี่ยนแปลงสถานะวีซ่าขณะอยู่อเมริกาด้วยวีซ่านี้ มันจะเป็นปัญหามาก) ซึ่งพี่ตอบว่า I know, I won't. แล้วเค้าก็บอกว่าจะส่งวีซ่าไปให้
การขอวีซ่าอเมริกาจริงๆ แล้วมันไม่ได้มีความยากเลย ถ้าเราพูดความจริงและมีหลักฐานตรงกับที่กรอกในระบบ ถ้าไม่ได้มีเจตนาจะไปโดดวีซ่าหรือใช้วีซ่าผิดประเภทแต่แรก มันอาจจะวุ่นวายแค่การเตรียมเอกสารเท่านั้นเอง ซึ่งในวันนั้นพี่กลับออกมาพร้อม bank statement ที่เตรียมไป เพราะเค้าไม่ได้เก็บไว้ และไม่ได้ขอดูด้วยซ้ำ (แต่ควรเตรียมไป เผื่อเค้าขอ) ถ้าตอบตามความจริง ไม่น่าสับสน ตรงตามที่กรอกออนไลน์และเอกสารที่นำไปเป็นหลักฐาน ไม่น่าเป็นปัญหาถ้ามีความน่าเชื่อถือเพียงพอค่ะ เช่นในคำถามที่ว่า Who are you traveling with? น้องอาจจะตอบว่า "I am flying to the US on my own but will meet up with my friend from California to travel in New York together." ในกรณีของน้องลองขอเอกสารจากเพื่อน ตามที่พี่เคยขอจากแฟนไปเป็นหลักฐานสนับสนุนดูนะคะ ในการตอบคำถามสัมภาษณ์ก็พยายามให้รายละเอียด ไม่ใช่แค่ yes หรือ no หรือตอบแบบลังเล ถ้าเราน้ำเยอะไปหรือบอกข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เค้าไม่ได้ต้องการ เค้าจะตัดบทเองค่ะ (คิดว่า)
หวังว่าประสบการณ์ของพี่จะเป็นประโยชน์กับน้อง หรือคนอื่นๆ ที่จะขอวีซ่าไปอเมริกาและใช้อย่างถูกประเภทนะคะ
เรื่องเอกสาร หลักฐานที่พี่เตรียมไปครบตามลิสต์ที่ในเว็ปไซต์สถานทูตอเมริกาแนะนำทุกอย่าง ก็คือเหมือนกับของน้องแต่มีเอกสารเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ
- พาสปอร์ตเล่มเก่าที่มีวีซ่าอเมริกาที่เคยได้ตัวจริง พร้อมสำเนาทุกอย่าง
- สำเนาใบเสร็จตั๋วเครื่องบิน (จริงๆ ตอนนั้นจ่ายเงินซื้อตั๋วไปแล้วด้วย)
ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าจะได้วีซ่ารึเปล่า แนะนำให้ติดต่อ travel agency ค่ะ ซึ่งเจ้าใหญ่ๆ เค้าจะเข้าใจว่าเราต้องใช้ไปขอวีซ่าก่อน และเค้าจะรู้ว่าต้องออกหลักฐานแบบไหนให้เราเอาไปใช้ขอวีซ่าค่ะ (อันนี้พี่ทำตอนขอวีซ่าไปเรียนต่อโทค่ะ)
- สำเนาใบขับขี่ของแฟน (คนอเมริกันจะใช้ใบขับขี่เป็น ID เหมือนบัตรประชาชนของเราค่ะ) พร้อมเซ็นคร่อม เพื่อยืนยันว่าเค้ามีตัวตนจริง (เค้าสแกนมาให้)
- จดหมายรับรองจากแฟน (ถ้าเทียบกับการขอเชงเก้นน่าจะเป็นแนวเดียวกับ invitation letter น่ะค่ะ)
เนื้อหาประกอบไปด้วยว่าเรารู้จักกันที่ไหน เมื่อไหร่ เค้าทำงานอะไรอยู่ (ตอนนั้นเค้าเรียนปริญญาเอกอยู่ค่ะ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่พี่เรียนโท เป็นที่ที่เราได้รู้จักกันก่อนขอวีซ่าประมาณสามปี และเจ้าหน้าที่เอามาถามตอนสัมภาษณ์ด้วยค่ะ) ในจดหมายระบุด้วยว่าในระหว่างที่พี่ไปอเมริกา พี่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวพี่เอง แต่จะพักที่บ้านของครอบครัวเค้า (ใส่ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์บ้านที่จะไปพัก) ลงท้ายว่า หากมีคำถามอะไรเพิ่มเติม สามารถติดต่อเค้าที่หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และที่อยู่อะไร พร้อมลายเซ็น (อันนี้พี่เป็นคนร่างให้แฟนเองค่ะ เพราะเค้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนอะไรบ้าง ถ้าเรารู้และไม่เหลือบ่ากว่าแรง ก็ร่างให้ แล้วให้เค้าเชคพร้อมเซ็นค่ะ) น้องลองขอเอกสารยืนยันตัวตนของเพื่อนนะคะ เช่นถ้าเพื่อนเป็นนักเรียนอาจจะใช้สำเนา Student ID แล้วก็จดหมายรับรองความสัมพันธ์ อาจจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ค่ะ
- จดหมายรับรองการทำงานของพี่ (ซึ่งอันนี้น้องก็ใช้เอกสารจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว) ตอนนั้นพี่เองมีจุดอ่อนคือยังทำงานนั้นได้ไม่ถึงปี
- แผนการเดินทางและกิจกรรมระหว่างอยู่อเมริกา
อันนี้พี่เขียนแค่คร่าวๆ แต่เขียนของทุกวัน (เราไม่ได้จำเป็นต้องทำตามที่เราเขียนเป๊ะ) สิ่งสำคัญที่ระบุไว้ในแต่ละวันคือบอกว่าในวันนั้นจะอยู่ที่ไหนบ้าง และพักที่ไหน เช่นบอกว่า วันที่.... อยู่ที่บ้านของคนชื่อ.... บ้านเลขที่.... หรือบางวันไม่แน่ใจก็ใส่แค่ชื่อเมืองค่ะ (อันนี้น้องอาจใช้หลักฐานการจองที่พัก และใส่รายละเอียดในแผนการเดินทางให้ตรงกัน) ส่วนกิจกรรมก็อาจจะเขียนว่า Sightseeing in New York ก็น่าจะเพียงพอค่ะ
เรื่องการสัมภาษณ์
พี่ทำใจไว้แล้วว่ากรณีของพี่ ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ผู้สัมภาษณ์ก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูง คำถามและคำตอบเท่าที่จำได้คือ
- สัมภาษณ์ภาษาไทยหรืออังกฤษ
อันนี้ถ้ามั่นใจในภาษาเลือกอังกฤษเลย ถ้าไม่มั่นใจให้เลือกไทยได้ จุดประสงค์ที่เค้าให้เลือก ไม่ได้จะทดสอบความสามารถทางภาษาของเรา แต่ต้องการสื่อสารให้ตรงความจริงและเข้าใจตรงกันให้มากที่สุด
- ไปอเมริกาทำไม
พี่ตอบตามความจริงว่าจะไป spend Christmas with my boyfriend and his family ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่เอาเอกสารเกี่ยวกับแฟนพี่ขึ้นมาดู แล้วถามว่าแฟนทำงานอะไรอยู่ พี่ก็ตอบไปตามความจริง แล้วเค้าก็ถามว่า (ชื่อมหาลัยที่แฟนเรียน), is that where you met each other? พี่ตอบว่าใช่ เค้าถามต่อว่า Is it also where you did your Master? พี่ตอบว่าใช่ ซึ่งพี่คิดว่าในระบบน่าจะมีประวัติการสมัครวีซ่าครั้งก่อนๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันตรงกัน
- ไปที่อเมริกาอยู่ที่ไหนเป็นหลัก
พี่ก็ตอบไปว่าที่บ้านแฟน (บอกชื่อเมือง) พร้อมบอกด้วยว่าพี่มีแผนการเดินทางสำหรับทริปนี้ด้วย จะเอามั้ย เค้าบอกว่าเอา
- มีแพลนว่าจะอยู่อเมริกานานกว่าระยะเวลาของวีซ่ามั้ย
พี่ตอบว่าไม่มี
- แล้วในอนาคตล่ะ อยากไปอยู่อเมริกามั้ย
พี่ตอบว่าไม่ (ซึ่งก็ไม่อยากจริงๆ) และเค้าถามต่อว่าทำไม พี่ตอบว่าเพราะว่าพี่เพิ่งทำงานที่ไทยได้ไม่นาน (ตอนนี้เค้าก็เอาเอกสารรับรองการทำงานขึ้นมาดู) ยังอยากกลับมาทำต่อ ซึ่งในกรณีของน้อง การกำลังจะเรียนจบน่าจะเป็นจุดแข็ง เพราะคงไม่มีใครทิ้งการเรียนไปในเทอมสุดท้ายก่อนเรียนจบ ถ้าตัดสินใจจะกลับไปขอวีซ่าอีกเร็วๆ นี้ แนะนำให้ตอบคำถามที่ถามว่า What's your job? ว่า I'm an undergraduate student, I will complete my degree in the last semester after I return from this trip.
- การสัมภาษณ์ของพี่จบลงที่เจ้าหน้าที่บอกว่า I want to make sure you understand that if you want to make changes to your status while on this visa in the States, it is going to be very complicated (ถ้าคุณต้องการจะเปลี่ยนแปลงสถานะวีซ่าขณะอยู่อเมริกาด้วยวีซ่านี้ มันจะเป็นปัญหามาก) ซึ่งพี่ตอบว่า I know, I won't. แล้วเค้าก็บอกว่าจะส่งวีซ่าไปให้
การขอวีซ่าอเมริกาจริงๆ แล้วมันไม่ได้มีความยากเลย ถ้าเราพูดความจริงและมีหลักฐานตรงกับที่กรอกในระบบ ถ้าไม่ได้มีเจตนาจะไปโดดวีซ่าหรือใช้วีซ่าผิดประเภทแต่แรก มันอาจจะวุ่นวายแค่การเตรียมเอกสารเท่านั้นเอง ซึ่งในวันนั้นพี่กลับออกมาพร้อม bank statement ที่เตรียมไป เพราะเค้าไม่ได้เก็บไว้ และไม่ได้ขอดูด้วยซ้ำ (แต่ควรเตรียมไป เผื่อเค้าขอ) ถ้าตอบตามความจริง ไม่น่าสับสน ตรงตามที่กรอกออนไลน์และเอกสารที่นำไปเป็นหลักฐาน ไม่น่าเป็นปัญหาถ้ามีความน่าเชื่อถือเพียงพอค่ะ เช่นในคำถามที่ว่า Who are you traveling with? น้องอาจจะตอบว่า "I am flying to the US on my own but will meet up with my friend from California to travel in New York together." ในกรณีของน้องลองขอเอกสารจากเพื่อน ตามที่พี่เคยขอจากแฟนไปเป็นหลักฐานสนับสนุนดูนะคะ ในการตอบคำถามสัมภาษณ์ก็พยายามให้รายละเอียด ไม่ใช่แค่ yes หรือ no หรือตอบแบบลังเล ถ้าเราน้ำเยอะไปหรือบอกข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เค้าไม่ได้ต้องการ เค้าจะตัดบทเองค่ะ (คิดว่า)
หวังว่าประสบการณ์ของพี่จะเป็นประโยชน์กับน้อง หรือคนอื่นๆ ที่จะขอวีซ่าไปอเมริกาและใช้อย่างถูกประเภทนะคะ
แสดงความคิดเห็น
สัมภาษณ์ visa usa B1/B2 ไม่ผ่านค่ะ รบกวนช่วยวิเคราะห์หน่อยนะคะ
ข้อมูลไม่ได้แก้อะไรเลยค่ะ แค่เขียนเพิ่มไปว่าเราเคยถูก refuse เพราะอะไร เขียนยาวเป็นเอสเสเลยค่ะ
และมั่นหน้าไปคนเดียวเหมือนเดิม เอกสารก็พกอันเดิมไป
แล้วก็ผ่านมาแบบ...ถามสองสามคำถามอ่ะค่ะ 555555555
Your visa was approved คือเป็นคำที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน เพราะถอดใจจะไม่ไปละ ที่กลับมาเพราะอยากให้เค้า have a good look at my documents ผ่านแล้วก็ดีใจแบบไม่สุดอ่ะค่ะ
หนูขอบคุณสำหรับคำแนะนำของทุกๆคนเลยนะ ถึงหนูจะไม่ทันได้ทำตามคำแนะนำอะไร แต่หนูคิดว่าคำตอบของทุกคนคงเป็นประโยชน์กับคนที่หาข้อมูลในด้านนี้อยู่ ขอบคุณที่ช่วยเหลือเด็กหญิงตัวน้อยๆคนนี้นะคะ ^_____^
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สวัสดีค่ะ ไม่คิดว่าจะเจอกับตัวว่าไม่ผ่าน 55555555555 อยากให้พี่ๆช่วยหนูวิเคราะห์หน่อยค่ะว่าทำไมหนูถึงไม่ผ่าน คราวหน้าจะได้เตรียมตัวให้ดีกว่านี้
หนูอยู่ปี 4 เทอม 1 ค่ะ เรียนมธ.อินเตอร์ มีแพลนว่าจะไป NYC ช่วงสิ้นเดือนมกรา เป็นเวลา 7 วัน (ช่วงวันหยุดกีฬามหาลัยพอดี)
หนูเคยมี J1 ค่ะเพราะเคยไป WAT ปี 2016 ระยะเวลาที่ไปตอนนั้น 2 เดือนค่ะ กลับก่อนวีซ่าหมดเป็นเดือน เพราะจะเปิดเทอมแล้ว
สิ่งที่เตรียมไป
1. DS-160 หนูกรอกเองหมดค่ะ
2. Confirmation
3. Passport
4. Statement แม่ (7 หลัก)
5. ใบรับรองอาชีพแม่ที่ต้นสังกัดออกให้ ทั้งไทยทั้งอังกฤษ
คร่าวๆก็เท่านี้แหละค่ะ
(11/16/2017) หนูนัดสัมเวลา 7.15 ค่ะ วันนี้รอสัมพร้อมกับพี่ๆ cabin crew Japan Airlines (พี่เค้ามากันเยอะมาก และก็น่ารักกันมากๆค่ะ)
พอใกล้จะถึงหนูแล้ว มีพี่ผช cabin crew ได้สัมกะฝรั่งผิวสี พี่เค้าไม่ผ่านค่ะ ท่ามกลางความงงของพี่ๆ cabin crew คนอื่นๆว่าทำไมไม่ผ่านอ่ะ
ในใจตอนนั้นภาวนาขออย่าได้ช่องนั้นเลย...แต่พระเจ้าไม่ฟังคำขอหนูค่ะ 5555555
จนท: Why you go?
หนู: For travel during the winter break
(ระหว่างนั้นเสียงหนูพูดไม่ตรงไมค์ค่ะ เค้าก็มองจิกละ หนูก็รีบเขยิบตัวไปใกล้ๆไมค์ ละพูดให้ดังขึ้น)
จนท: When?
หนู: The last week of January
จนท: Where you go?
หนู: Spreading good vibes in NYC
จนท: How long?
หนู: 7 days
จนท: What's your job?
หนู: I'm undergraduate student, and I didn't graduated yet.
(ยื่น proof of student status ไป แต่เค้าไม่ดู เค้าดูแต่ ds-160)
จนท: Who travel with you?
หนู: Alone but I meet up my close friend at NY
(คือเค้าทำเสียงตกใจมาก และถามย้ำหนูว่านี่ไปคนเดียวจริงๆเหรอ T__T หนูรู้สึกว่าหนูซวยละ ก็ปกติหนูไปตปท.คนเดียวตลอดอ่ะ ละเพื่อนผญหนูคนนี้เค้าเรียนอยู่เมกาตั้งแต่ high school แล้วอ่ะ จนทเค้าก็พิมๆข้อมูล หรือดูข้อมูลเพื่อนหนูอยู่ล่ะมั้ง)
จนท: Did you have US visa before?
หนู: Yes, I have J1 student before
จนท: Are you exchange student?
หนู: No, it's a WAT program
(ตอนนี้เค้าพิมข้อมูลถี่ยิกมากค่า ใจแป้วมาก เริ่มยิ้มไม่ออกแล้ว)
จนท: Who's your sponsor?
หนู: My mom
(ตอนหนูขอครั้งแรกคุณปู่หนูเป็น sponsor ให้ค่ะ เค้าเป็นหมอ แต่ตอนนี้เค้าไปสบายแล้วค่ะ)
จนท: What's your mom job?
หนู: She is a government officer, do you want to see the statement or certificate employee?
(คือแม่หนูเป็นตำรวจค่ะ มันก็คือ government officier ถูกมั้ยคะ ตอนนั้นคิดแค่ว่าต้องหาอะไรมา prove myself แต่เค้าไม่ดูค่ะ)
แล้วเค้าก็พิมยิกๆ ไม่ถามไรหนู แล้วก็ยื่นพาสปอร์ตคืน เค้าบอกว่า "Your documents are insufficient, you should to come back soon"
ตอนนั้นเป๋เลยค่ะ...แต่ก็พยายามไม่โทษจนทเค้า หนูต้องมองที่ตัวหนูก่อนค่ะ
หนูคิดว่าสิ่งที่ทำให้หนูไม่ผ่านคือ...
1. บอกว่าเดินทางไปคนเดียว
2. ระยะเวลาในการเที่ยว
3. หนูไม่มีความสัมพันธ์กับประเทศ?
4. กรอกข้อมูล contact ในเมกา หนูกรอกชื่อ-ที่อยู่เพื่อน ซึ่งเค้าอยู่ CA แต่นัดเจอกัน NYC
รบกวนพี่ๆแนะนำหน่อยนะคะว่ามีอะไรนอกเหนือจากนี้บ้าง
ถ้าสมมติหนูกรอก ds ใหม่ แก้ข้อมูลเพิ่มว่าบินไปกับเพื่อน เพื่อนเคยมี j1,f1 แต่ยังไม่มี b1/b2 ค่ะ
แล้วไปสัมวันจันทร์เลย เพราะหนูอยากจะ prove myself as a student who have a bound and intention to have a holiday week in the state.
หรือว่าหนูควรจะเว้นระยะห่างไปเลยคะ หนูกังวลมากกลัวการขอวีซ่าประเทศอื่นจะลำบากมากขึ้น
หนูขอโทษนะคะที่พิมไทยคำอังกฤษคำ หนูนึกไม่ออกจริงๆค่ะว่าจะอธิบายยังไงดี อย่าว่าหนูแรงนะคะ หนูอ่อนไหวง่าย T^T
ขอบคุณสำหรับคำตอบนะคะ