ตามหัวข้อเลยค่ะ คุณเคยทำอะไรที่คิดว่าเป็นการทำความดี ทำไปด้วยเจตนาที่ดี แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันส่งผลกระทบที่ไม่ดีมั้ยคะ
ช่วงนี้มีข่าวพบหนอนตัวแบนนิวกินีในไทย แล้วได้ยินคำว่า เอเลียนสปีชีส์ ก็เลยลองหาดูว่ามันคืออะไร แล้วก็เปิดอ่านไปเรื่อยๆ พืชต่างถิ่น สัตว์ต่างถิ่น ระบบนิเวศน์ การอนุรักษ์ธรรมชาติ ฯลฯ แล้วก็มาคิดๆดูว่าหลายๆอย่างที่เราเคยทำ มันมีผลกระทบที่ไม่ดีตามมา บางอย่างเราคิดว่าเราช่วย แต่ความจริงแล้วเราไปรบกวนมันต่างหาก (เสียใจ)
เรื่องแรกเลย
บ้านเราเป็นบ้านสวนชนบท ตัวบ้านตั้งอยู่บนเชิงเขาขนาดย่อม หน้าบ้านจะมีลำธารเล็กๆ ขนาดเด็กห้าขวบกระโดดข้ามได้สบายๆ น้ำตื้นๆ (ช่วงที่น้ำลึกสุดก็ไม่ถึงหัวเข่า) คือเป็นต้นน้ำเลยล่ะค่ะ เดินย้อนลำธารไปก็จะเป็นเชิงหุบเขา ช่วงหน้าฝนจะเห็นน้ำไหลออกมาจากตาน้ำชัดเจนเลยค่ะ เราชอบเอาใบสับปะรดมาต่อเป็นรางน้ำออกมาจากตาน้ำเล่นกันกับพี่ๆ สนุกมาก (แต่ตั้งแต่ภูเขาด้านหลังถูกโค่นต้นไม้ออกไปหมด ก็ไม่มีตาน้ำแบบนี้ให้เห็นอีกเลย เสียดาย)
เริ่มออกนอกเรื่องละ กลับมาๆ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ลำธารสายนี้เป็นที่อยู่ของปลาซิว ปลาขาว ปลาหางนกยูง ปลาช่อนตัวเล็กๆ และมีปลาชะโดเจ้าถิ่น1ตัว (พี่ชายหวงมาก ถ้าใครจับปลาชะโดได้จะบอกให้ปล่อยกลับไปไว้ที่เดิม)
เรากับพี่ๆเราชอบขุดเอาทรายและหินมากั้นลำธารตรงต้นน้ำ ทำเป็นเขื่อนเล็กๆ (กว้างไม่ถึง2ฟุต สูงแค่คืบนึง คือเล็กจริงๆ) แล้วใช้ก้านมะละกอที่มันกลวงตรงกลางมาทำเป็นท่อระบายน้ำ จะให้น้ำล้นสันเขื่อนไม่ได้ เพราะมันจะเซาะทรายทำให้เขื่อนพัง เสร็จแล้วก็จับปลาในลำธารมาใส่รวมกันไว้ในเขื่อนน้อยของเรา เดินหิ้วถังน้ำตะลอนๆตามสายธารในเขตสวน เอาสวิง(บางทีก็ขโมยฝาชีแม่มาใช้)จ้วงช้อนปลาตัวเล็กตัวน้อยมาใส่ในถัง แล้วค่อยเอามาปล่อยใส่เขื่อน (เอามันมาขังนั่นแหละ) พอเห็นปลาในเขื่อนน้อยว่ายไปมาแล้วมันสุขใจ โอ้โห สวนเรานี่ช่างอุดมสมบูรณ์(ตามความคิดของเด็กๆตอนนั้นอ่ะนะ) ความจริงที่มันว่ายๆอยู่นั้น มันตกใจและหาที่ซ่อนไม่ได้ต่างหากเล่า
โดยปกติแล้วเขื่อนน้อยจะอยู่ได้แค่ไม่กี่วัน พอฝนตกหนัก เขื่อนก็แตก ปลาก็หลุดออกไปหมด น้ำที่มันอั้นๆอยู่ในเขื่อน พอทะลักทีน้ำมันแรง ลำธารตรงที่ใกล้ๆเขื่อนจะสะอาดเป็นพิเศษ เศษใบไม้ถูกชะไปหมดเลย มองเห็นพื้นทรายน้ำใสไหลเย็น ส๊วยสวย (ยังชอบใจ ยังไม่รู้อีกตัวว่านั่นคือการทำลายบ้านปลา เด็กหนอเด็ก) แต่เนื่องจากลำธารมันเล็กนิดเดียว เขื่อนที่สร้างก็เล็กนิดเดียว หลังเขื่อนแตก ปล่อยทิ้งไว้เดือนสองเดือนมันก็กลับมาเป็นปกติได้ละ
ถ้าเขื่อนใหญ่ มีน้ำขังนานๆ ต้นไม้บางชนิดแช่น้ำนานๆก็อาจจะตายได้(คิดไปนู่นเลย)
ข้างต้นนั้นเป็นการเล่นสนุกแล้วทำร้ายปลาโดยไม่รู้ตัว
ความหวังดีที่ไม่ได้ดีมันเริ่มตรงนี้ค่ะ
หน้าแล้งปีหนึ่ง น้ำในลำธารเหลือน้อยมาก(ปีหลังจากที่ภูเขาหลังสวนถูกโค่นต้นไม้ออกนั่นแหละค่ะ) แทบจะเหลือแค่ขี้โคลนกับเศษใบไม้ที่ทับถมกัน เรากลัวปลาจะไม่มีน้ำให้แหวกว่าย กลัวมันจะแห้งตายค่ะ ก็เลยเอาจอบที่ใช้ทำสวนผักของแม่มาขุดลำธารเลยค่ะ ลอกเอาใบไม้ขึ้นมาหมดเลย รากหญ้าตรงขอบลำธารก็ขุดด้วยค่ะ ปวดแขนระบมไปหลายวัน แต่เพื่อช่วยน้องปลาเรายอมค่ะ จากลำธารที่ตื้นๆก็ดูเป็นร่องเป็นคูสวยงาม แต่น้ำก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่หรอกค่ะ (มันจะเพิ่มได้ไงเล่า ปัญหาคือมันแล้ง มันไม่มีน้ำ ไม่ใช่ลำธารไม่มีพื้นที่จุน้ำซะหน่อย)
รู้สึกเหนื่อยฟรีเลยเรา 555
ทีนี้พอฝนมาอีกที น้ำก็ชะลำธารไปเยอะเลยค่ะ ปลาก็หายไปเยอะเลย จับได้น้อยลง(สกิลจับปลาด้วยฝาชีของเราก็ไม่ได้แย่ลงนะ)
ตอนหลังเพิ่งมารู้ว่า พวกรากหญ้าเศษใบไม้เหล่านั้นมันคือที่ซ่อน ที่อาศัย และเป็นที่หาอาหารของปลา ไอ้ที่เราขุดลอกมันคือมาก็คือการทำลายบ้าน ทำลายแหล่งอาหารของมันนั่นเอง แล้วพอหน้าฝนมา ก็ไม่มีรากหญ้ารากไม้มาช่วยชะลอความแรงของน้ำ ปลาก็ไม่มีที่หลบ ก็ยิ่งทำให้ปลาน้อยลงไปอีก (ถ้าลำธารใหญ่หน่อย น้ำมาแรงๆแบบนี้คงมีตลิ่งพังให้เห็นอ่ะค่ะ)
เรื่องที่สอง ทำบุญปล่อยสัตว์
เราชอบทำบุญปล่อยปลาปล่อยเต่า(บางทีก็ปล่อยกบ) ตอนนั้นแค่คิดว่า เราไม่อยากให้เขาถูกขัง เราไม่อยากให้เขาถูกฆ่า ซื้อมาปล่อย มันรอดตาย คือเราได้บุญ
พอมาอ่านๆ อ้าว.. เต่ามีแยกเป็นเต่าบกเต่าน้ำ แล้วที่เราซื้อๆมาแล้วปล่อยจ๋อมลงคลองมันเป็นเต่าอะไรหว่า กบก็เป็นกบฟาร์ม ปล่อยแล้วจะรอดมั้ย คลองบางที่ก็น้ำดำเชียว ริมสองฝั่งก็เป็นผนังคอนกรีต มันจะหาที่ขึ้นฝั่งมาพักหายใจได้มั้ย หรือหากอผักตบชวาเกาะๆไปก็แล้วกันนะ คิดเยอะไปหมด
ส่วนพวกปลาพวกนกที่เขาจับเอามาขายเพื่อให้คนปล่อย ถ้าเราไปซื้อก็เท่ากับส่งเสริมให้เขาจับมาขายอีก หลังๆเราก็เลยเลิกซื้อแบบนั้น ซื้อแต่ปลาที่เขาจะเอามาทำอาหารจริงๆ
ปลาที่เราซื้อมาปล่อยบ่อยสุดคือปลาดุกแกง เอาปล่อยในคลองข้างวัด มีคนให้อาหาร มีกังหันเพิ่มออกซิเจนในน้ำ มันคงไม่ตายมั้ง
แต่แล้วก็ไปอ่านเจออีก ถ้าเอาปลาแปลกถิ่นไปปล่อย มันอาจจะไปกินปลาท้องถิ่นนั้นจนสูญพันธุ์ หรือถ้าเราเอาไปปล่อยเยอะๆ สัดส่วนปลาไม่สมดุลก็อาจจะส่งผลกระทบ แต่ก็เอาเถอะ คลองข้างวัดนี้ก็คงจะเสียสมดุลคงเสียไปนานละ แค่เราไม่เอาไปปล่อยในคลองธรรมชาติก็น่าจะโอเคแล้วมั้ง
เรื่องที่สาม การปลูกป่า
เป็นสิ่งที่เรายังไม่เคยทำหรอก แต่เรามีข้อสงสัยว่ามันดีจริงมั้ย
การที่เราเอาต้นไม้ไปปลูกในป่า ถ้ามันเป็นไม้ต่างถิ่นสำหรับพื้นที่นั้น ก็เท่ากับเราไปรุกรานป่านั้นรึเปล่า หรือต่อให้เป็นต้นไม้พันธุ์เดียวกันกับถิ่นนั้น การที่เราเอาเข้าไปปลูกมากๆก็อาจจะทำให้สัดส่วนมันเสียสมดุลรึเปล่า (เราคิดเปรียบเทียบกับตอนปล่อยปลาน่ะ)
แล้วถ้าเราทิ้งป่าไว้เฉยๆโดยไม่ไปยุ่งอะไรกับมัน มันจะฟื้นฟูตัวเองได้เหมือนเขื่อนน้อยที่เราเล่นตอนเด็กๆรึเปล่าคะ
เรื่องที่สี่ หมาป่วยเลยให้กินยาพาราเซตามอล
น้องหมาที่บ้านป่วยซึม ไอ้เราก็คิดว่าคงเหมือนคนน่ะแหละ เป็นไข้กินยาลดไข้เดี๋ยวก็คงหาย หมาตัวเล็กกว่าคน อ้ะ..ให้กินครึ่งเม็ดก็พอ(ป้าด...) เพิ่งมารู้ทีหลังว่า ห้ามเอายาพาราให้หมาแมวกินจ้าา เพราะจะทำให้ตับไตน้องพังได้ (รู้สึกผิดเลย)
ที่ตั้งคำถามนี่ไม่ได้อยากให้กลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลยนะคะ แต่กลัวตัวเองจะเผลอไปทำอะไรผิดๆเพราะคิดว่ามันดีอ่ะค่ะ
ใครมีประสบการณ์อะไรมาร่วมแชร์กันได้นะคะ
คุณเคยทำอะไรที่คิดว่าเป็นการทำความดีหรือหวังดี แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่คิดมั้ยคะ
ช่วงนี้มีข่าวพบหนอนตัวแบนนิวกินีในไทย แล้วได้ยินคำว่า เอเลียนสปีชีส์ ก็เลยลองหาดูว่ามันคืออะไร แล้วก็เปิดอ่านไปเรื่อยๆ พืชต่างถิ่น สัตว์ต่างถิ่น ระบบนิเวศน์ การอนุรักษ์ธรรมชาติ ฯลฯ แล้วก็มาคิดๆดูว่าหลายๆอย่างที่เราเคยทำ มันมีผลกระทบที่ไม่ดีตามมา บางอย่างเราคิดว่าเราช่วย แต่ความจริงแล้วเราไปรบกวนมันต่างหาก (เสียใจ)
เรื่องแรกเลย
บ้านเราเป็นบ้านสวนชนบท ตัวบ้านตั้งอยู่บนเชิงเขาขนาดย่อม หน้าบ้านจะมีลำธารเล็กๆ ขนาดเด็กห้าขวบกระโดดข้ามได้สบายๆ น้ำตื้นๆ (ช่วงที่น้ำลึกสุดก็ไม่ถึงหัวเข่า) คือเป็นต้นน้ำเลยล่ะค่ะ เดินย้อนลำธารไปก็จะเป็นเชิงหุบเขา ช่วงหน้าฝนจะเห็นน้ำไหลออกมาจากตาน้ำชัดเจนเลยค่ะ เราชอบเอาใบสับปะรดมาต่อเป็นรางน้ำออกมาจากตาน้ำเล่นกันกับพี่ๆ สนุกมาก (แต่ตั้งแต่ภูเขาด้านหลังถูกโค่นต้นไม้ออกไปหมด ก็ไม่มีตาน้ำแบบนี้ให้เห็นอีกเลย เสียดาย)
เริ่มออกนอกเรื่องละ กลับมาๆ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ลำธารสายนี้เป็นที่อยู่ของปลาซิว ปลาขาว ปลาหางนกยูง ปลาช่อนตัวเล็กๆ และมีปลาชะโดเจ้าถิ่น1ตัว (พี่ชายหวงมาก ถ้าใครจับปลาชะโดได้จะบอกให้ปล่อยกลับไปไว้ที่เดิม)
เรากับพี่ๆเราชอบขุดเอาทรายและหินมากั้นลำธารตรงต้นน้ำ ทำเป็นเขื่อนเล็กๆ (กว้างไม่ถึง2ฟุต สูงแค่คืบนึง คือเล็กจริงๆ) แล้วใช้ก้านมะละกอที่มันกลวงตรงกลางมาทำเป็นท่อระบายน้ำ จะให้น้ำล้นสันเขื่อนไม่ได้ เพราะมันจะเซาะทรายทำให้เขื่อนพัง เสร็จแล้วก็จับปลาในลำธารมาใส่รวมกันไว้ในเขื่อนน้อยของเรา เดินหิ้วถังน้ำตะลอนๆตามสายธารในเขตสวน เอาสวิง(บางทีก็ขโมยฝาชีแม่มาใช้)จ้วงช้อนปลาตัวเล็กตัวน้อยมาใส่ในถัง แล้วค่อยเอามาปล่อยใส่เขื่อน (เอามันมาขังนั่นแหละ) พอเห็นปลาในเขื่อนน้อยว่ายไปมาแล้วมันสุขใจ โอ้โห สวนเรานี่ช่างอุดมสมบูรณ์(ตามความคิดของเด็กๆตอนนั้นอ่ะนะ) ความจริงที่มันว่ายๆอยู่นั้น มันตกใจและหาที่ซ่อนไม่ได้ต่างหากเล่า
โดยปกติแล้วเขื่อนน้อยจะอยู่ได้แค่ไม่กี่วัน พอฝนตกหนัก เขื่อนก็แตก ปลาก็หลุดออกไปหมด น้ำที่มันอั้นๆอยู่ในเขื่อน พอทะลักทีน้ำมันแรง ลำธารตรงที่ใกล้ๆเขื่อนจะสะอาดเป็นพิเศษ เศษใบไม้ถูกชะไปหมดเลย มองเห็นพื้นทรายน้ำใสไหลเย็น ส๊วยสวย (ยังชอบใจ ยังไม่รู้อีกตัวว่านั่นคือการทำลายบ้านปลา เด็กหนอเด็ก) แต่เนื่องจากลำธารมันเล็กนิดเดียว เขื่อนที่สร้างก็เล็กนิดเดียว หลังเขื่อนแตก ปล่อยทิ้งไว้เดือนสองเดือนมันก็กลับมาเป็นปกติได้ละ
ถ้าเขื่อนใหญ่ มีน้ำขังนานๆ ต้นไม้บางชนิดแช่น้ำนานๆก็อาจจะตายได้(คิดไปนู่นเลย)
ข้างต้นนั้นเป็นการเล่นสนุกแล้วทำร้ายปลาโดยไม่รู้ตัว
ความหวังดีที่ไม่ได้ดีมันเริ่มตรงนี้ค่ะ
หน้าแล้งปีหนึ่ง น้ำในลำธารเหลือน้อยมาก(ปีหลังจากที่ภูเขาหลังสวนถูกโค่นต้นไม้ออกนั่นแหละค่ะ) แทบจะเหลือแค่ขี้โคลนกับเศษใบไม้ที่ทับถมกัน เรากลัวปลาจะไม่มีน้ำให้แหวกว่าย กลัวมันจะแห้งตายค่ะ ก็เลยเอาจอบที่ใช้ทำสวนผักของแม่มาขุดลำธารเลยค่ะ ลอกเอาใบไม้ขึ้นมาหมดเลย รากหญ้าตรงขอบลำธารก็ขุดด้วยค่ะ ปวดแขนระบมไปหลายวัน แต่เพื่อช่วยน้องปลาเรายอมค่ะ จากลำธารที่ตื้นๆก็ดูเป็นร่องเป็นคูสวยงาม แต่น้ำก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่หรอกค่ะ (มันจะเพิ่มได้ไงเล่า ปัญหาคือมันแล้ง มันไม่มีน้ำ ไม่ใช่ลำธารไม่มีพื้นที่จุน้ำซะหน่อย)
รู้สึกเหนื่อยฟรีเลยเรา 555
ทีนี้พอฝนมาอีกที น้ำก็ชะลำธารไปเยอะเลยค่ะ ปลาก็หายไปเยอะเลย จับได้น้อยลง(สกิลจับปลาด้วยฝาชีของเราก็ไม่ได้แย่ลงนะ)
ตอนหลังเพิ่งมารู้ว่า พวกรากหญ้าเศษใบไม้เหล่านั้นมันคือที่ซ่อน ที่อาศัย และเป็นที่หาอาหารของปลา ไอ้ที่เราขุดลอกมันคือมาก็คือการทำลายบ้าน ทำลายแหล่งอาหารของมันนั่นเอง แล้วพอหน้าฝนมา ก็ไม่มีรากหญ้ารากไม้มาช่วยชะลอความแรงของน้ำ ปลาก็ไม่มีที่หลบ ก็ยิ่งทำให้ปลาน้อยลงไปอีก (ถ้าลำธารใหญ่หน่อย น้ำมาแรงๆแบบนี้คงมีตลิ่งพังให้เห็นอ่ะค่ะ)
เรื่องที่สอง ทำบุญปล่อยสัตว์
เราชอบทำบุญปล่อยปลาปล่อยเต่า(บางทีก็ปล่อยกบ) ตอนนั้นแค่คิดว่า เราไม่อยากให้เขาถูกขัง เราไม่อยากให้เขาถูกฆ่า ซื้อมาปล่อย มันรอดตาย คือเราได้บุญ
พอมาอ่านๆ อ้าว.. เต่ามีแยกเป็นเต่าบกเต่าน้ำ แล้วที่เราซื้อๆมาแล้วปล่อยจ๋อมลงคลองมันเป็นเต่าอะไรหว่า กบก็เป็นกบฟาร์ม ปล่อยแล้วจะรอดมั้ย คลองบางที่ก็น้ำดำเชียว ริมสองฝั่งก็เป็นผนังคอนกรีต มันจะหาที่ขึ้นฝั่งมาพักหายใจได้มั้ย หรือหากอผักตบชวาเกาะๆไปก็แล้วกันนะ คิดเยอะไปหมด
ส่วนพวกปลาพวกนกที่เขาจับเอามาขายเพื่อให้คนปล่อย ถ้าเราไปซื้อก็เท่ากับส่งเสริมให้เขาจับมาขายอีก หลังๆเราก็เลยเลิกซื้อแบบนั้น ซื้อแต่ปลาที่เขาจะเอามาทำอาหารจริงๆ
ปลาที่เราซื้อมาปล่อยบ่อยสุดคือปลาดุกแกง เอาปล่อยในคลองข้างวัด มีคนให้อาหาร มีกังหันเพิ่มออกซิเจนในน้ำ มันคงไม่ตายมั้ง
แต่แล้วก็ไปอ่านเจออีก ถ้าเอาปลาแปลกถิ่นไปปล่อย มันอาจจะไปกินปลาท้องถิ่นนั้นจนสูญพันธุ์ หรือถ้าเราเอาไปปล่อยเยอะๆ สัดส่วนปลาไม่สมดุลก็อาจจะส่งผลกระทบ แต่ก็เอาเถอะ คลองข้างวัดนี้ก็คงจะเสียสมดุลคงเสียไปนานละ แค่เราไม่เอาไปปล่อยในคลองธรรมชาติก็น่าจะโอเคแล้วมั้ง
เรื่องที่สาม การปลูกป่า
เป็นสิ่งที่เรายังไม่เคยทำหรอก แต่เรามีข้อสงสัยว่ามันดีจริงมั้ย
การที่เราเอาต้นไม้ไปปลูกในป่า ถ้ามันเป็นไม้ต่างถิ่นสำหรับพื้นที่นั้น ก็เท่ากับเราไปรุกรานป่านั้นรึเปล่า หรือต่อให้เป็นต้นไม้พันธุ์เดียวกันกับถิ่นนั้น การที่เราเอาเข้าไปปลูกมากๆก็อาจจะทำให้สัดส่วนมันเสียสมดุลรึเปล่า (เราคิดเปรียบเทียบกับตอนปล่อยปลาน่ะ)
แล้วถ้าเราทิ้งป่าไว้เฉยๆโดยไม่ไปยุ่งอะไรกับมัน มันจะฟื้นฟูตัวเองได้เหมือนเขื่อนน้อยที่เราเล่นตอนเด็กๆรึเปล่าคะ
เรื่องที่สี่ หมาป่วยเลยให้กินยาพาราเซตามอล
น้องหมาที่บ้านป่วยซึม ไอ้เราก็คิดว่าคงเหมือนคนน่ะแหละ เป็นไข้กินยาลดไข้เดี๋ยวก็คงหาย หมาตัวเล็กกว่าคน อ้ะ..ให้กินครึ่งเม็ดก็พอ(ป้าด...) เพิ่งมารู้ทีหลังว่า ห้ามเอายาพาราให้หมาแมวกินจ้าา เพราะจะทำให้ตับไตน้องพังได้ (รู้สึกผิดเลย)
ที่ตั้งคำถามนี่ไม่ได้อยากให้กลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลยนะคะ แต่กลัวตัวเองจะเผลอไปทำอะไรผิดๆเพราะคิดว่ามันดีอ่ะค่ะ
ใครมีประสบการณ์อะไรมาร่วมแชร์กันได้นะคะ