อิตาลี กับ เวิลด์คัพ ... และการอำลาพร้อมน้ำตาของ 'ตำนาน'

กระทู้ข่าว
13 พ.ย. 2017 ฟุตบอลโลก 2018 รอบเพลย์ออฟ โซนยุโรป ณ ซาน ซีโร่ ประเทศอิตาลี, อิตาลี 0-0 สวีเดน
    การพลาดตั๋วฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1958 หรือกว่า 60 ปี อิตาลีไม่เคยพาตัวเองต้องห่างหายจากทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ทุกอย่างมักมีครั้งแรกเสมอ แต่นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 6 ทศวรรษ ที่แฟนบอลทั่วโลกจะไม่ได้เห็นเสื้อสีฟ้าปัก 4 ดาวที่โลโก้โลดแล่นในศึกใหญ่ครั้งนี้

    หลังจบเกมที่สวีเดน กับผลการแข่งขันที่พ่ายแพ้ออกมา 0-1 ถ้านับบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงทัพ "อัซซูร์รี่" ยังมีโอกาสมากกว่าครึ่งที่จะแย่งตั๋วใบสำคัญนี้ แต่เหตุไฉนกลับกลายเป็น "ศูนย์" แบบนี้
    ไล่ตั้งแต่ผู้เป็นนายใหญ่ "จามปิเอโร่ เวนตูร่า" ถ้าว่าถึงประสบการณ์มีมาอย่างโชกโชนกับการคุมมากกว่า 10 สโมสรและในวัย 69 ปี แต่... เกมในระดับนานาชาติมีเพียงน้อยนิด ไม่เคยได้เข้าใกล้สคูเด็ตโต้เมื่อเป็นเช่นนี้อนาคตไม่จำเป็นต้องพึ่งหมอดูหลายคนคงนึกสภาพออก
    เพียงง่ายๆ ในนัดล่าสุดเกมดำเนินมาถึงช่วงท้าย ทัพอิตาลียังเจาะเกมรับผู้มาเยือนไม่ได้ แต่ผู้เป็นโค้ชกับสั่งให้ "ดานิเอเล่ เด รอสซี่" กองกลางเชิงรับไปวอร์มร่างกายหวังส่งลงสนาม แทนที่จะเป็นตัวเลือกแผนกเกมรุกคนอื่นๆ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึง กึ๋น ของผู้เป็นโค้ช บอลตามหลัง, ต้องการประตู และที่สำคัญมากกว่าหนึ่ง แต่กลับจะส่งมิดฟิลด์ตัวรับลงสนาม?

    เมื่อเรื่องโค้ชผ่านไป ต่อไปถามหานักเตะที่เป็นแกนหลักโดยเฉพาะในแนวรุก
    ชิโร อิมโมบิเล ...?
    อันเดรีย เบลอตติ ...?
    ลอเรนโซ อินซิเย่ ...?
ใช่ว่าชื่อชั้นในเซเรียอา ไม่มีใครกล้าเถียงนี่คือแถวหน้า แต่ถ้าเป็นในระดับโลกหรือยุโรป มันยังไม่สามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้
    เมื่อทุกอย่างผ่านไป ทุกคนไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ทั้งนั้น

    แน่นอนว่าน้ำตาหลายครั้งมักมาพร้อมกับความผิดหวังและ "จานลุยจิ บุฟฟ่อน" เป็นหนึ่งในนั้นกับค่ำคืนที่แสนปวดร้าวที่สุดอีกครั้งในชีวิตนักฟุตบอล ในวัย 39 นี่อาจจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายในอาชีพเฝ้าหว่างเสา ตั้งแต่เจ้าตัวเริ่มค้าแข้งเขาผ่านฟุตบอลโลกมาแล้วมากถึง 5 สมัย 1998, 2002, 2006, 2010 และ 2014 ดังนั้นสถิติที่จะเป็นผู้ชายคนแรกที่ลงสนามในศึก "เวิลด์คัพ" มากถึง 6 สมัยได้พังถลายลงอย่างสิ้นซาก
    ชายผู้ที่แทบไม่เคยได้ยินเรื่องผ่านหูว่าปฏิเสธถอนตัวจากทีมชาติสักครั้ง เกมอุ่นเครื่อง, เกมเป็นทางการ ทุกคนจะพบชายร่างใหญ่ยืนเป็นยักษ์เฝ้าเสาให้ทีมชาติอิตาลี อยู่เสมอ

    "มีคนเคยถามผมว่าทำไมต้องแหกปากร้องเพลงชาติ? เพราะผมมีความสุขและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้เป็นคนอิตาเลียน" คำตอบจากปากผู้เสียสละเพื่อทีมชาติทุกครั้ง
    เป้าหมายหลักของ บุฟฟ่อน คือการลงสนามรับใช้ชาติบ้านเกิดให้ถึง 150 นัด และเขาสามารถทำภารกิจนั้นได้อย่างเสร็จสิ้นแล้ว ขาดแต่เพียง... ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายในชีวิต
   "ผมเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมขอโทษทุกคน พวกเราขอโทษ ผมไม่ได้ขอโทษเพื่อตัวเอง แต่ขอโทษแฟนบอลอิตาลีทุกคน เราพลาดในบางสิ่งที่มีความหมาย มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ต้องมีจุดจบแบบนี้" คำสัมภาษณ์สุดท้ายในนามทีมชาติ หลังจากนี้หลงเหลือเพียงคำว่า "ตำนาน"  หลังจากที่บุฟฟ่อนประกาศอำลาทีมชาติเป็นที่เรียบร้อย
    175 นัด เสียประตู 124 ลูก และสามารถรักษาคลีนชีตได้มากถึง 64 ครั้ง คงไม่มีคำไหนยิ่งใหญ่ไปกว่า ตำนาน สำหรับเขาคนนี้

   "ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าลูกเซฟที่ดีที่สุดในชีวิตนักฟุตบอลของผมคือลูกไหน แต่ลูกที่ผมปัดการยิงของซีดานในช่วงต่อเวลานัดชิงฟุตบอลโลกปี 2006 ลูกนั้น คือลูกเซฟที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผมแน่นอน" และนั้นคือโทรฟี่ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้าย
    และอีกหนึ่งเป้าหมายของเขาอย่างการไปแขวนถุงมือที่รัสเซียกลับจบลงแค่ ซาน ซิโร่ เท่านั้น
    โทรฟี่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เจ้าตัวยังคงหวังที่จะเอื้อมมือไปสัมผัส หลังเจ็บซ้ำมาแล้วมาหลายรอบ ถ้าฟ้าไม่ได้ใจร้ายหวังว่าปีนี้คงได้เห็นถ้วยสีเงินใบยักษ์อยู่เหนือหัวนายทวารวัย 39 ปี
    
    ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา... ทุกคนจะจดจำคุณอย่างตำนาน "จานลุยจิ บุฟฟ่อน"

     ที่มา : http://th.13322.com/news/football/20171114/21580.html

น่าเสียดายที่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่มีทีมอย่าง อิตาลี
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่