ยกตัวอย่าง
ชายคนหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งจาก คมช. เป็นกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อปี 2549
ชายคนนี้ เป็นกรรมการในองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไรองค์กรหนึ่ง
ซึ่งกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 11 บัญญัติไว้ว่า

แต่ชายคนนี้ ทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช. ซะเอง
เพราะไม่ได้ลาออกจากองค์กรธุรกิจภายใน 15 วันตามกฎหมายบัญญัติไว้ (ลาออกหลังจากได้รับแต่งตั้ง 2 เดือน)
มีการร้องต่อศาล ศาลพิพากษาว่า เมื่อไม่มีองค์กรใดชี้ว่าชายคนนี้ขาดคุณสมบัติการเป็น ป.ป.ช.
จึงถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็น ป.ป.ช. ยกฟ้อง
ร้องต่อ ป.ป.ช.
ป.ป.ช. ตอบหน้าตาเฉยว่า ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบตัวเอง
ร้องต่อวุฒิสภา
วุฒิสภาบอกง่าย ๆ ว่า เคยพิจารณาและมีมติไปแล้วว่าไม่ขาดคุณสมบัติ
ทั้งที่เรื่องที่มีมตินั้น เป็นเรื่องอื่น ไม่ใช่เรื่องลาออกภายใน 15 วัน
สรุปก็คือ ชายคนนี้ ก็เป็นกรรมการ ป.ป.ช. จนครบวาระ 9 ปีเต็ม
พ้นจากตำแหน่ง ป.ป.ช. ไปเมื่อต้นปี 59 (เป็นครบ 9 ปี ต่อด้วยรักษาการเพื่อรอคนใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน)
เป็น ป.ป.ช. อย่างผิดกฎหมาย ผิดกฎหมาย ป.ป.ช. เองนั่นแหละ
ไม่มีใครทำอะไร ร้องไปเหอะ ร้องไปก็เท่านั้น เหมือนกฎหมายไม่มี (แต่หากเป็นอีกพวกล่ะก็.....)
ขนาดนี้ ชัดขนาดนี้ แต่พวกคุณยังร้องเชียร์ให้ชายคนนี้และพรรคพวกตรวจสอบเอาผิดคนอื่นอยู่เย้ว ๆ
ไม่เรียกว่า อยู่ในกะลาแล้วจะให้เรียกว่าอะไร ?
หรือ กรณีล่าสุด
ที่แสดงความสะอกสะใจกันทั่วหน้าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งโดนพิพากษาจำคุก 5 ปี จนจำเป็นต้องหนีหายตัวไป
ทั้งที่ รธน. ปี 2550 มาตรา 277 บัญญัติไว้ชัดว่า
ทั้งที่ รธน. ปี 2560 มาตรา 235 บัญญัติไว้ชัดว่า
คือ ต้องยึดสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาคดี
แต่ผลกลายเป็นว่า ข้อกล่าวหาตามสำนวนของ ป.ป.ช. นั้น ยกฟ้องเรียบ
แล้วตัดสินว่าผิดตามข้อกล่าวหาของอัยการที่เพิ่มเข้ามาทีหลัง
อย่างนี้ พวกคุณก็ไม่รู้เรื่อง เอาแต่เย้ว ๆ สะใจ
ไม่เรียกว่าอยู่ในกะลาแล้วจะเรียกว่าอะไรครับ ?
หากจะให้ยกตัวอย่างอีกสักร้อยตัวอย่าง
กะลาทั้งนั้นครับ ยกเรื่องไหนก็กะลาเรื่องนั้น
ฉะนั้น อย่าเอาแต่กล่าวหาว่าคนอื่นชังชาติอยู่เลย
แง้มกะลาโผล่ออกมาดูโลกบ้างสักนิดเถอะครับ
กะลาชนคนไหนจะเถียงในทู้นี้
ตามสบายครับ ไม่เถียงด้วย เพราะเมียสั่งห้ามเถียง ไม่กล้าขัดคำสั่ง เด๋วหน้าสามจะมาอีก
ส่งทู้แล้วจะนอนอมไข่ เอ๊ย อมไข้ตามประสาคนหล่อ
ถามแบบธรรมดา ๆ ครับ ไม่ถามแบบหล่อ ว่า ถึงขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้ตัวจริง ๆ เลยหรือว่าอยู่ในกะลากันจนเพลิน โวยวายทำไม
ชายคนหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งจาก คมช. เป็นกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อปี 2549
ชายคนนี้ เป็นกรรมการในองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไรองค์กรหนึ่ง
ซึ่งกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 11 บัญญัติไว้ว่า
แต่ชายคนนี้ ทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช. ซะเอง
เพราะไม่ได้ลาออกจากองค์กรธุรกิจภายใน 15 วันตามกฎหมายบัญญัติไว้ (ลาออกหลังจากได้รับแต่งตั้ง 2 เดือน)
มีการร้องต่อศาล ศาลพิพากษาว่า เมื่อไม่มีองค์กรใดชี้ว่าชายคนนี้ขาดคุณสมบัติการเป็น ป.ป.ช.
จึงถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็น ป.ป.ช. ยกฟ้อง
ร้องต่อ ป.ป.ช.
ป.ป.ช. ตอบหน้าตาเฉยว่า ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบตัวเอง
ร้องต่อวุฒิสภา
วุฒิสภาบอกง่าย ๆ ว่า เคยพิจารณาและมีมติไปแล้วว่าไม่ขาดคุณสมบัติ
ทั้งที่เรื่องที่มีมตินั้น เป็นเรื่องอื่น ไม่ใช่เรื่องลาออกภายใน 15 วัน
สรุปก็คือ ชายคนนี้ ก็เป็นกรรมการ ป.ป.ช. จนครบวาระ 9 ปีเต็ม
พ้นจากตำแหน่ง ป.ป.ช. ไปเมื่อต้นปี 59 (เป็นครบ 9 ปี ต่อด้วยรักษาการเพื่อรอคนใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน)
เป็น ป.ป.ช. อย่างผิดกฎหมาย ผิดกฎหมาย ป.ป.ช. เองนั่นแหละ
ไม่มีใครทำอะไร ร้องไปเหอะ ร้องไปก็เท่านั้น เหมือนกฎหมายไม่มี (แต่หากเป็นอีกพวกล่ะก็.....)
ขนาดนี้ ชัดขนาดนี้ แต่พวกคุณยังร้องเชียร์ให้ชายคนนี้และพรรคพวกตรวจสอบเอาผิดคนอื่นอยู่เย้ว ๆ
ไม่เรียกว่า อยู่ในกะลาแล้วจะให้เรียกว่าอะไร ?
หรือ กรณีล่าสุด
ที่แสดงความสะอกสะใจกันทั่วหน้าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งโดนพิพากษาจำคุก 5 ปี จนจำเป็นต้องหนีหายตัวไป
ทั้งที่ รธน. ปี 2550 มาตรา 277 บัญญัติไว้ชัดว่า
ทั้งที่ รธน. ปี 2560 มาตรา 235 บัญญัติไว้ชัดว่า
คือ ต้องยึดสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาคดี
แต่ผลกลายเป็นว่า ข้อกล่าวหาตามสำนวนของ ป.ป.ช. นั้น ยกฟ้องเรียบ
แล้วตัดสินว่าผิดตามข้อกล่าวหาของอัยการที่เพิ่มเข้ามาทีหลัง
อย่างนี้ พวกคุณก็ไม่รู้เรื่อง เอาแต่เย้ว ๆ สะใจ
ไม่เรียกว่าอยู่ในกะลาแล้วจะเรียกว่าอะไรครับ ?
หากจะให้ยกตัวอย่างอีกสักร้อยตัวอย่าง
กะลาทั้งนั้นครับ ยกเรื่องไหนก็กะลาเรื่องนั้น
ฉะนั้น อย่าเอาแต่กล่าวหาว่าคนอื่นชังชาติอยู่เลย
แง้มกะลาโผล่ออกมาดูโลกบ้างสักนิดเถอะครับ
กะลาชนคนไหนจะเถียงในทู้นี้
ตามสบายครับ ไม่เถียงด้วย เพราะเมียสั่งห้ามเถียง ไม่กล้าขัดคำสั่ง เด๋วหน้าสามจะมาอีก
ส่งทู้แล้วจะนอนอมไข่ เอ๊ย อมไข้ตามประสาคนหล่อ