ถ้าผู้อ่านเป็นผม ท่านจะหยุดแค่นี้หรือพยายามอีกครั้งครับ?

สวัสดีครับทุกท่าน ที่ตั้งกระทู้นี้ก็เพื่อปรึกษาปัญหาส่วนตัวในใจที่ผมกำลังเผชิญอยู่ครับ นั่นคือปัญหาความรัก(ไม่ใช่คงใกล้เคียง)
ท้าวความก่อนว่าผมได้จากเมืองไทยอันเป็นที่รักมาร่วมสิบปีเต็มเพื่อมาเรียนที่อเมริกาตั้งแต่ ม.3เทอมสอง
ตลอดสิบปีที่ผ่านมาได้โตและเรียนรู้อะไรในโลกมามากมาย แต่นั่นก็แลกกับการที่สูญเสียความเป็นตัวเองตอนที่อยู่เมืองไทยไปมากมาย
ทั้งเพื่อนฝูง ญาติๆ และ อะไรสนุกๆที่อเมริกาไม่มี ไม่ได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างที่ทุกๆท่านได้ใช้อย่างทีความสุข
เพราะชีวิตที่นี่นั้นซ้ำซากและจำเจมาก ผมไม่ค่อยได้คลุกคลีกับคนไทยเลย มันวนเป็นลูปเดิมทุกๆสัปดาห์
ตื่นแล้วไปทำงานไม่ก็ไปเรียนแล้วก็กลับบ้านนอนเพื่อทำตามแพทแทริ์นเดิมๆแบบนี้ นานๆถึงจะได้กลับเมืองไทยเสียที
ผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงนะ แต่สำหรับผมไม่มีที่ไหนมีความสุขเท่าอยู่เมืองไทยแล้ว
กล้าพูดไม่แคร์สังคมเลยว่าอยู่เมืองไทยหนึ่งเดือนมีความสุขกว่าอยู่อเมริกาสิบปีรวมกันเสียอีก
ผมไม่มีดวงเรื่องความรัก ไม่เคยมีแฟน แต่ก็ไม่ได้เหงาพอดีโลกส่วนตัวสูง ไม่มีก็ได้แต่ถ้ามีก็ดีมาก
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

หลังจากกลับเมืองไทยครั้งก่อนล่าสุดเมื่อปลายปี2558  ในที่สุดผมก็ว่างจากเรื่องเรียนและทำงาน
จึงได้ตัดสินใจกลับมาเมืองไทยอีกครั้งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ กลับมาหนึ่งเดือนก็อย่างเคย มีความสุขมากๆ
แม้นว่าหลายๆอย่างจะเปลี่ยนไปในทางลบ(เศรษฐกิจ,แผ่นหนังผิดลิขสิทธิ์ซึ่งผมต่อต้าน) แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสุขลดลง
ผมรู้สึกว่าผมได้กลับเป็นเด็กบ้านๆคนเดิมอีกครั้งในบ้านเกิด คนละPersonaกับที่อยู่อเมริกา
ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมาก ผมไปทำบุญ เยี่ยมญาติ เดินห้าง เหมือนกับที่เคยทำ แต่วันนึงคงเป็นโชคดีของผม or so I thought

วันหนึ่งขณะนั่งรถป.อ.กลับบ้าน มีโอกาสได้นั่งคู่กับเด็กนักศึกษาคนหนึ่งซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
แต่บังเอิญเราบังเอิญลงป้ายเดียวกัน และที่บังเอิญยิ่งกว่าก็คือถึงผมจะเดินเร็วกว่าน้องเขา ผมก็สังเกตุได้ว่าน้องเขาเดินเข้าซอยเดียวกันกับบ้านผม
ใช่แล้ว เราเป็นเพื่อนบ้านกัน หน้าตาน้องเขาก็ธรรมดาแต่ดูดีและน่ารักมากสำหรับผม ผมจึงหยุดเดินและชวนน้องเขาคุยด้วยทันที
จึงได้ทราบว่าเราอายุห่างกัน5ปีครึ่ง ได้ทราบว่าน้องเขาเรียนที่ไหน ทักทายแนะนำตัวกันเสร็จก็ต่างคนต่างแยกย้ายเข้าบ้านกันไป
ผมคิดว่าน้องเขาก็น่ารักดี จึงตัดสินใจเดินกลับมาหน้าบ้านเพื่อให้ของที่ซื้อมาจาก Duty Free ที่ซื้อมาจากตอนต่อเครื่องเข้าเมืองไทยให้น้องเขาทันที
ชวนคุยนิดหน่อย ผมไม่เคยเห็นน้องเขาเลยในทุกๆครั้งที่กลับเมืองไทย จึงได้ถามและทราบว่าน้องเขาเป็นสาวเหนือปี1ที่เพิ่งมาเรียนในกรุงเทพ
มาอาศัยอยู่บ้านญาติและกลับบ้านทุกๆปิดเทอม ไม่รอช้าครับจึงขอ social เพื่อเดินหน้าจีบทันทีทั้งๆที่รู้ว่าตอนนั้นเหลือเวลาแค่สามสัปดาห์ก่อนบินกลับ

พอได้มาก็เดินหน้าทันทีครับ ชวนคุยด้วยทุกวันทุกคืน แต่ไม่เคยแอบส่องนะครับ เพราะไม่ชอบส่อง social ใคร
ก็คุยเรื่องทั่วๆไป เรื่องเรียน อนาคต แต่ไม่ค่อยได้คุยเชิงชู้สาวเท่าไรเพราะไม่มีพรสวรรค์เรื่องนี้ (ทั้งชีวิตเคยจีบแค่3คน)
ก็แค่อยากทำความรู้จักให้มากกว่านี้ โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ น้องเขามักจะตอบผมสั้นๆห้วนๆ แต่ไม่ได้ถามคำตอบคำ ตอบผมทุกครั้งที่ทักไป
ผมไม่ค่อยได้เจอน้องเขาหรอกครับเพราะน้องเขาเรียน ได้เจอจริงๆประมาณสามถึงสี่ครั้งเองเห็นจะได้
คุยได้สักหนึ่งอาทิตย์ผมก็ชวนน้องเขาไปทานข้าวที่ห้าง จะไปรับจากและส่งถึงบ้านตามเวลา
พอดีช่วงนั้นน้องเขายุ่งเพราะเขายุ่ง ผมก็เข้าใจไม่ได้อยากรบกวน ไม่กี่วันต่อมาก็บังเอิญได้นั่งรถเมล์คันเดียวกันอีก
แต่ไม่ได้คุยกันเพราะรถคนแน่น แต่ก็มีโอกาสได้ยิ้มและทักทายกัน คุยกันทุกคืน น้องเขาก็คุยกับผมทุกครั้ง
เราคุยกันผ่านโซเชี่ยลมากกว่าได้เจอกันซะอีก ผมว่าง24/7แต่น้องเขาเรียน ก็ไม่แปลกหรอก
หนึ่งสัปดาห์ให้หลังจึงชวนไปกินข้าวอีกครั้ง แต่น้องก็ติดกินข้าวกับที่บ้าน ในขณะเดียวกันก็ได้ทราบว่าวันเกิดน้องกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน
สองสามวันก่อนวันเกิดผมไปเดินห้างทุกวันเพื่อไปดูว่าควรจะให้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดดี เลือกแล้วเลือกอีกเลือกไม่ถูก
ผมอยากให้อะไรน่ารักๆแบบไม่แพงเกินไป(ยังไม่คิดจะให้ของแพง แค่เริ่มจีบกัน ค่อยๆให้ตามความสัมพันธ์) จนมาจบที่กระเป๋าสะพายลดราคา
วันเกิดน้องผมบอกน้องเขาผ่านโซเชี่ยลว่าขอเจอหน้าบ้าน มีของจะให้ และนี่คือจุดหักเห

น้องเขาปฏิเสธครับ เขาบอกว่าไม่เป็นไร ยอมรับเลยครับว่าไม่ได้ผิดหวังแต่หน้าชาเลย
เพราะตั้งใจไปเดินเลือกตั้งนานและจะให้ด้วยความเต็มใจ ชอบเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ
โดนปฏิเสธแบบนี้ มันไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่ถูกผู้หญิงปฏิเสธ ชินแล้วล่ะ แต่หน้าชาไปวันนึงเลย
หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ทักน้องเขาไปอีกเลย ไม่ใช่เพราะโกรธหรือเสียความรู้สึก
แต่เพราะอีกไม่ถึงอาทิตย์ต้องบินแล้ว และตอนนั้นไม่รู้ด้วยว่าจะได้กลับมาบ้านอีกเมื่อไหร่
ประมาณสองวันก่อนบิน ได้เจอน้องเขาอีกครั้งที่ป้ายรถเมล์ แต่ไม่ได้คุยหรือมองหน้ากันราวกับเป็นคนไม่รู้จักกันเหมือนวันแรกที่เจอกัน
กรุณาอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้โกรธน้องเขา แต่ผมแค่ไม่มีแผนตายตัวในตอนนั้นว่าจะกลับบ้านอีกเมื่อไร
เลยไม่ต้องการจะทำอะไรเปล่าประโยชน์ ผมแค่เริ่มจะนับ1 ไม่ได้หมายความว่าจะต้องหัวปักหัวปำแบบหน้ามืดตามัว
โอกาสคือผมจะค่อยๆชอบเธอถ้าเธอให้โอกาสผมพิสูจน์ตัวเองมากขึ้นๆต่างหาก เลยไม่ได้รู้สึกว่าถูกหักอกแต่อย่างใด
กระเป๋าใบนั้นตอนนี้จึงอยู่ในถังขยะทั้งๆที่ยังอยู่ในกล่องของขวัญที่ผมห่อเอง เพราะเธอไม่ได้รับ
และแล้วผมก็บินกลับอเมริกาโดยไม่ได้ติดต่อเธออีกเลย

พอกลับมาถึงที่นี่ผมก็ทำงานเก็บเงินอย่างเดียวรอวันไปเรียน เลยไม่ได้มีเวลาคิดถึงน้องเขาเลย
พอดีมีพี่ที่ทำงานมาถามผมเรื่องวันพักผ่อนของผมตลอดหนึ่งเดือนที่เมืองไทย ผมเลยเล่าเรื่องเธอให้ฟังพร้อมๆกับให้อ่านข้อความที่เรา2คนคุยกัน
พี่คนนี้เขาบอกว่าน้องเขาอาจจะเกรงใจผมก็ได้ ไม่ได้รังเกียจ และหลายๆคนที่จีบผู้หญิงนั้นล้วนถูกปฏิเสธก่อนที่สาวเจ้าจะให้โอกาสอยู่แล้ว
พี่เขาบอกว่าผมมองโลกในแง่ร้ายเกินไป ผมน่าจะลองอีกสักครั้งถ้ามีโอกาส แต่ผมไม่ได้ใส่ใจเพราะตอนนั้นคืออยากทำงานเก็บเงิน
อยากมีบ้านที่เมืองไทย สร้างความมั่นคงให้ตัวเองและครอบครัวในอนาคต คนเรามันต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
เพราะเงินจำนวนน้อยนิดที่นี่นั้นแลกเป็นเงินบาทได้มหาศาล คนที่อยู่ต่างประเทศน่าจะรู้ดี
อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ไม่โลกสวยถึงขั้นมองโลกในแง่ร้ายเลยก็ว่าได้เพราะชีวิตผ่าฟันอะไรมาเยอะมาก
แต่ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้ หลังจากไปปรึกษากับรุ่นพี่คนนี้แล้ว ภาพของน้องเขาได้ผุดขึ้นมา ผมกลับคิดถึงน้องเขาอีกแบบไม่ได้ตั้งใจ
ผมรู้สึกได้เลยว่ามีบางอย่างหายไปในช่วง2เดือนที่ไม่ได้คุยกัน สงสัยผมคงจะชอบเธอแล้วมั้ง
ตอนนี้ตารางเรียนผมออกมาแล้ว ผมจึงวางแผนกลับเมืองไทยทริปต่อไปไว้แล้วรวมถึงซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วด้วย
จะยอมโลกสวยสักครั้งในชีวิต ถ้ากลับเมืองไทยแล้วได้เจอน้องเขาอีก ผมจะลองอีกครั้ง
ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะเรามันก็แค่คนติดดินคนนึงที่อยากจะพัฒนาตัวเองเพื่ออนาคตด้วยการศึกษาและการอดออม
ไม่รู้หรอกว่าจะเป็นอย่างไร แต่ผมว่าถ้ามัวแต่คิดแล้วไม่ทำมันก็จะไม่มีการเริ่มต้น ถ้ามัวแต่ลังเลมันก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มตลอดนั่นแหละ

เพื่อนๆคิดว่าไงครับ ถ้าเพื่อนๆเป็นผมจะหยุดหรือจะลุยต่อครับ
ก่อนน้องเขาปิดเทอมใหญ่ก็เวลากลับเมืองไทยผมครั้งต่อไปพอดี คราวนี้มีเวลา1เดิอน
ถ้าได้พัฒนาความสัมพันธ์ ผมจะดูแลน้องเขาให้ดีที่สุดครับ ไม่ได้คิดจะล่วงเกินแน่หากไม่ได้แต่งงานกัน
ไม่นิยมชิงสุกก่อนห่าม หากเรายังไม่มีความมั่นคงระดับนึง(มีบ้านของตัวเองก่อนแต่งงาน)

ขอโทษครับที่พิมพ์ซะยาวเลย ขอบคุณที่อ่านครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่