ผมออกตัวก่อนนิดเลยว่านี่คือกระทู้แรกของผม จริงๆผมอ่านลิ๊งของพันทิปบ่อยนะครับแต่แค่ไม่ได้สมัคร ไม่ได้เข้ามาดูว่ามีกี่ห้องอะไรพวกนี้ ผมตัดสินใจอยู่นานมากครับที่จะเล่าและปรึกษาในเรื่องราวของผมนะครับ เลยอาจเขียนถูกๆผิดๆ ไปบ้างเพราะผมก็ไม่ใช่นักเขียนอะไรนะครับ
เรื่องที่อยากถาม
ตามข้างบนเลยครับ ขอขยายหน่อยนึงครับ
ก็คือเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 ผมได้ไปหาเพื่อนสนิทผมคนนึง ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ ม.1 ถึงตอนนี้คง 20 ปีละครับ ผมจากเพื่อนคนนี้ไป 9 ปี และที่เขาหายไป ผมก็หายไปจากมัน คือเขามีลูกครับ แต่ไม่อยากให้ทางบ้านทราบ เขาเลี้ยงลูกเองอยู่ 8 ปี ครอบครัวก็ไม่รู้ ไม่ติดต่อเพื่อนคนไหนเลยครับ
ตอนที่เจอกันหรือครับ น้ำตาลูกผู้ชายไหลกันเลยครับ จริงๆเรื่องนี้ต้องยกให้ความกล้าของน้องสาวผมครับ มันเป็นคนที่พูดน้อยครับ มีไรไม่ค่อยบอกใคร เวลามันป่วยก็ไม่ค่อยบอก รู้อีกทีตัวร้อนเป็นไฟละครับ นาทีที่เราเจอกันตอนนั้นผมจำได้ดี น้องผมเดินเข้าไปหามันที่ทำงานก่อนครับ แล้วมาคุยข้างนอก ผมเป็นคนไม่กล้าเหมือนเดิม พอเดินไปหามันแอบหลังน้องแบบอายๆ จนมันมาตบไหล่ "ว่าพรื่อ" ผมนี่โผเข้ากอดเลยครับ แบบไม่อายคน น้ำตาก็ไหลกันทั้งคู่เลยครับ น้องสาวผมก็ร้องให้ครับ มันจับมือผมลูบแขนผม "ดำหมดแล้วนะ ลำบากมากไหม" แววตาแบบว่าห่วงใยอยู่ไม่รู้ผมคิดไปเองไหมนะ
แบบนี้เพื่อนๆ ว่าเขายังรักเราอยู่ไหม ความห่วงใยยังเหมือนเดิมไหม ถ้าผมกลับไปอยู่ กทม. จะมีโอกาสใกล้กันมากขึ้นจะอึดอัดกันไหม ผมไม่ได้ต้องการอะไรคืนนะครับ นอกจากคำว่าเพื่อน มีไรช่วยเหลือกัน ปรึกษากัน บอกกัน เพราะผมเองในชีวิตไม่มีใครแทนมันได้เลย ถ้าเป็นเพื่อนๆจะเลือกอยู่เชียงใหม่ต่อไหมกับงานที่ลงตัวแล้วหรือว่ากับ 9 ปีที่เรารอทุกวัน แต่ต้องเริ่มใหม่หมด แต่อาจมีโอกาสได้แก้ไขบางอย่างแม้ผลมันไม่รู้ก็ตาม
เรื่องที่จะเล่า
เอาเป็นเล่าปัจจุบันก่อนนะครับ ผมทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ จริงๆ ไม่ใช่คนที่นี่อะไรเลยครับ ผมเป็นคนใต้แต่เพราะเบื่อปัญหาอะไรหลายอย่างทางครอบครัวและชีวิตความรัก ผมเลยมาเที่ยวที่นี่และกลายเป็นหางาน และทำงานที่เชียงใหม่ยาวไปเลยครับ ตอนนี้อยู่มา 4 ปีแล้วครับ มาตั้งแต่ปลายปี 56 จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมอยู่ กทม.ครับ ผมเข้ามาเรียน กทม.ปี 46 เรียนจบและทำงานกลับไปอยู่บ้านกับแม่และยายเมื่อปี 52 ครับ เพราะยายแก่ละและแม่ผมเองก็อยู่คนเดียวครับ ใช่ครับบ้านผมพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่ผม ม.1ละครับ
คือผมมีเพื่อนสนิทมากคนหนึ่ง รักกันทีเดียวครับ บางคนอาจเรียกว่าเกย์ หรือเรียกชายรักชาย ผมไม่รู้จะเรียกมันอย่างไรเหมือนกันครับ ผมเคยถามเพื่อนคนนี้แบบอายๆ พิมพ์ใส่โทรศัพท์แล้วให้มันอ่าน เพราะผมเขินอายว่า "เราเป็นไรกันหรือแบบนี้"
เขาตอบผมว่า ตอบแบบพูดนะ "มันเป็นความรัก ใครจะเรียกไรช่างมัน แต่มันคือความรัก "
ม.หนึ่งแอบมอง
ม.สองได้ทัก
ม.สามทำความรู้จัก
ม.สี่อยู่ห้องเดียวกัน
ม.ห้าฝันถึง
ม.หกกูรัก
ปีหนึ่ง ก็รักกู
จริงๆ ผมกับมันรู้จักกันมาตั้งแต่ ม.1 แล้วครับ และผมจากเขาไปแบบสนิทที่ไม่ได้เห็นหน้ากัน คือเมื่อปี 52 ครับ สาเหตุหนึ่งที่อยากไปจาก กทม. ในช่วงปี 52 นั้นนอกจากทางบ้านแล้ว เพราะเรื่องเขาด้วยครับ เขาเป็นคนมีเสน่ห์ ใครเห็นใครก็ชอบ มันมีทั้งกิ๊ก ทั้งแฟนเยอะครับ อ่าว ! แล้วผมละครับเป็นใคร ในวัยเดียงสาผมก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันคืออะไร ผมมาเรียน กทม.ปี 46 สมัยที่เทคโนโลยี่ไม่มาก ตอนแรกๆ นั้นผมอยู่กับพี่สาวเพราะทางบ้านผมจะหวงๆ และห่วงๆ หน่อย เพราะผมลูกชายคนเดียว ส่วนเขาอยู่กับเพื่อนแก๊งส์เดียวที่มาจากใต้ด้วยกัน ก็คือเพื่อนผมเหมือนกันนั้นละ จนเพื่อนคนอื่นทิ้งมันไปอยู่กับแฟนบ้างไรว่าไป ตามวิถีในเมืองที่เปลี่ยนไปกับช่วงวัยรุ่นที่อิสระขึ้น ผมเลยมาอยู่กับมันก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น จริงๆ สนิทกันมากแต่ ม.6 ละครับ เราไปไหนมาไหนก็แบบเพื่อนปกติ ผมเรียนนิติศาสตร์ เขาเรียนบริหาร ต่างคนต่างไป ตกเย็นค่อยมาก็เจอกันครับ แรกๆเรียนพื้นฐาน ก็ไปด้วยกันบ่อยได้เพราะเหมือนๆกัน พอปีหนึ่งเทอม 2 ก็จะเรียนวิชาเอกของแต่ละคณะเพิ่มขึ้น ก็แยกย้ายกัน เย็นก็กลับมาเจอกันที่ห้อง ผมยอมรับครับว่าผมอ่านหนังสือมาก เพราะนอกจากทำความเข้าใจในตัวบทกฏหมายแล้ว มาตรานั้นๆ เราต้องท่องจำด้วยครับ เพราะเวลายกไปอ้างในข้อสอบจะได้ไม่พลาดมาตราครับ
หลังๆผมอ่านหนังสือเยอะ กลับบ้านดึก ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งครับชื่อวิทย์ ไอ้วิทย์นี่ก็ติดผมครับ ผมไปไหนมาไหนกับไอ้วิทย์บ่อยมาก จนเพื่อนในคณะก็ล้อผมกับมันครับ จนวันหนึ่งไม่รู้มันเป็นห่าอะไร มันเดินมาแถวๆ คณะผม เอาละสิ ! เจอผมกับไอ้วิทย์พอดี ผมก็ไม่อะไรนะ เพราะไม่ได้ชอบไรไอ้วิทย์ อีกอย่างมันมีแฟนละครับ สวยน่ารัก แต่อยู่ที่ใต้ครับ
ปกติผมไม่ทานน้ำโค้ก หรือแป๊บซี่เลยครับ น้ำเขียว ส้ม พอได้ วันนั้นปรากฏว่าไอ้วิทย์ซื้อมาให้ผม ผมไม่ยอมกินมันก็บอกว่าตั้งใจซื้อมา ผมเลยดื่มสักหน่อยเพื่อถนอมน้ำใจที่ไอ้วิทย์มันที่ตั้งใจซื้อมา ปรากฎว่าไอ้เพื่อนสนิทผมคนนี้มันเดินมาเจอผมตอนกินน้ำโค๊กพอดี มันก็ทักทาย "กลับหอกี่โมง กลับดึกอีกไหม" น้ำเสียงนิ่งเรียบแบบที่ผมไม่เคยเจอ พร้อมสายตาก็มองไอ้วิทย์แบบนิ่งๆ ผมเลยแนะนำเพื่อนผม และตอบมันว่า "ไม่รู้อ่า น่าจะดึก จะชวนไปไหนป่าว" มันก็ว่า "ป่าว ถามเฉยๆ" จนสัก 6 โมงได้มั้ง มันโทรมาหาผมว่าอยู่หอ ป่วย ไม่สบาย ผมเลยกลับไปหา ป่วยจริงๆ ครับ แบบ ว่าตัวร้อนจี๋เลย ผมเลยเช็ดตัวให้ครับ แล้วมันก็เพ้อว่าอย่าทิ้งมันไปนะ ผมว่าทิ้งอะไรว่ะ มันว่าไม่เคยกินน้ำโค้ก ทำไมต้องกินน้ำโค้กกับมันว่ะ 5555+ (มันหึงผมครับ) ถึงตอนนี้ผมจึงรู้ว่ามันรักผมเหมือนกัน ผมนี่แอบยิ้ม แล้วกอดมันพร้อมพูดว่า "เดี๋ยวผมพาไปหาหมอนะ" แล้วผมก็พาไป รพ.ครับ
ผมยอมลดเรื่องเรียนเพื่อที่จะมีเวลาอยู่กับมัน บางทีนั่งอ่านหนังสือดึกมาก แม้ระยะเวลาผมจะมีให้เขา แต่มันก็ยังน้อยไม่เหมือนเดิม มันก็เริ่มมีคนมาเข้าหาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ชายสูงวัยมีเงินก็เข้ามา ในที่สุดความห่างและอะไรหลายอย่างเข้ามา จนมันไปมีอะไรกับพี่ที่หอเดียวกันครับ เป็นรุ่นพี่คณะผม คนนี้ผมดีทุกอย่าง ไปเที่ยวไหน กลับบ้านผมมีของฝากเขาเสมอ ชวนกินข้าว ตอนนั้นมันหายไปผมนี่ออกตามหาว่าไปไหน สุดท้ายไปนอนห้องพี่คนนั้นที่อยู่ชั้นล่างครับ
วันหนึ่งมันมาหาผมนี่ คอแดง ตัวเป็นรอยแดงหมด คงไม่ต้องบอกนะว่ารอยมาจากไหน มันมาแบบสารภาพผิด ส่วนผมหรือใจสลาย แบบคนเฉยชาน้ำตาก็ออกมาเองครับ ร้องแบบโลกหยุดหมุนไม่รู้ทำไง มันเองก็ร้องให้ครับ ปากบอกขอโทษ ผมนี่ไม่ไหว สับสน ผมจำวันนั้นได้ดีครับ ครั้งแรกที่ผมลุกหนีมันซึ่งเวลาทะเลาะกันมันจะหนีไป แต่นี่ไม่ใช่การทะเลาะครับ เวลาผมเดินข้างนอกนี่ลอยๆ เก็บอาการไว้ บอกใครไม่ได้ เข้าใจคำว่าน้ำตาตกใน ผมพวกรักศักดิ์ศรีหน่อยครับ
จนผมกลับมาอยู่กับพี่สาวอีกครั้ง พี่สาวถามว่าทำไมละ ผมก็ไม่ได้บอกความจริงไร คือเรื่องความรักแบบชายรักชาย หรือเกย์ เมื่อก่อนมันไม่ได้เหมือนสมัยนี้นักครับ จนวันหนึ่งมันโทรมาถาม และเป็นเรื่องที่ผมโกรธตัวเองที่สุดคือ มันว่า"ผมขอโทษ กลับมาเป็นแบบเดิมได้ไหมครับ" ผมนี่อยากบอกว่าได้ แต่พวกขี้กลัว กลัวว่าจะตอบพี่ว่าอย่างไร หรือรักศักดิ์ศรี แบบว่าเมื่อดก้าวมาละจะไม่ก้าวกลับเด็ดขาดแต่รักนะ รับได้นะ อภัยได้ แต่ศักดิ์ศรีอะไรวะที่ค้ำคอ ตรรกกะอะไรกูว่ะ.?
มีสิทธิ์รัก หวงนะแต่แสดงออกไม่ได้ ห่วงด้วยนะ แต่จะให้ไปแย่งหรือแฟนผมไม่ใช่สิ่งของ
ผมถอยออกมาอยู่กับพี่สาวไม่ได้ทะเลาะกันกับรุ่นพี่คนนั้น ทั้งที่พี่เขาเหมือนจะหาเรื่อง ผมพวกนิ่งครับ ผมว่าคนรักผมไม่ใช่สิ่งของจะให้กูทะเลาะแย่งกันไม่ได้หรอก แต่กูรักนะ
ถึงแม้ว่าผมมาอยู่กับพี่สาวมันจะมาหาผมทุกเช้า เพราะหอพี่สาวผมอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยครับ พร้อมกับซื้อข้าวมากินกับผม ในขณะที่อยู่กับพี่คนนั้นไปด้วยมันจะพยายามง้อผมหลายวิธี แต่ความนิ่งของผมคือความน่ากลัว แบบว่าบุคลิคผมเวลานิ่งๆ คนจะว่าดุ จริงๆรักเด็กครับ ทำงานเชียงใหม่ก็เกี่ยวกับเด็กๆ เป็นแบบนี้ประมาณ 6 เดือนครับ จนในที่สุดเจ็บอีกครั้ง
น้ำตาตกในใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งที่ฉันเป็นอยู่น้ำตาตกใน
เรื่องคือมันมีอะไรกันกับพี่คนนั้นแล้วดันถ่ายวิดีโอเก็บไว้ครับ ช่วงนั้นกล้องมีมือถือยังไม่แพร่หลายนะ โลกโซเชี่ยวยังไม่มีจะเล่นเน็ตทีนึงต้องเข้าร้านเน็ตคาเฟ่ครับ แต่จะมีกล้องถ่ายรูปแบบดิจิตอลอยู่ เขาก็ถ่ายเรื่องอย่างว่าของเขา แต่มันอยากจะไรด์เก็บไว้แผ่นซีดีเลยเอามาลงที่ห้องผม เพราะผมมีคอมพ์ ปกติเวลาจะเคลียร์ถังขยะผมจะเข้ามาดูอีกที ดันไปสะกิดของมันเลยทำการกู้คืน แจ็คพอตสิครับ !ผมไปหามันที่มาหาวิทยาลัยพร้อมซีดีผม ผมบอกว่ามีอะไรให้ดูตามมาที่ห้องนะ เมื่อผมเปิด มันกอดผมแน่น ผมนี่น้ำตามาอีกแล้วครับกับคำขอโทษของมัน เวลากลางคืนผมนอนข้างเตียง พี่สาวนอนบนเตียงผมร้องให้ทุกคืนเลยครับ กลางวันนี่น้ำตาตกใน การเรียนผมแย่มาก ตกหลายวิชาอย่างที่ใครก็ไม่ทราบสาเหตุเพราะผมเรียนค่อนข้างดี ผมเป็นแบบนี้ 3 เดือน ในขณะที่มันก็มาหาเหมือนเดิม แต่หน้าเจื่อนๆหน่อย ผมตัดสินใจพึ่งพระศาสนารักษาจิต บวชเข้าพรรษาครับ และคิดว่าถ้าบวชเรียนตอนเรียนจบคงบวชได้ไม่กี่วัน อีกอย่างยายยังไปวัดไหวครับ ผมสึกจากพระออกมาปี 49 ครับ มาเรียนต่อให้จบ กำลังใจดีขึ้นมาหน่อยครับ
มาทีนี้เพื่อนสนิทผมคนนี้ผมเปลี่ยนแฟนครับ ตอนบวชนั้นผมฝากแหวนไว้ที่เขาเป็นแหวนเงินธรรมดา 2 วงคู่กัน ซึ่งมันนั้นละซื้อให้ผมตอน ม.6 บอกว่าให้เก็บไว้นะ ระหว่างที่ผมบวชนั้นมันเจอคนใหม่ แล้วคนใหม่ขอมันเลยให้ ผมมาแล้วเจอคนใหม่นี่มันมาแนะรู้ให้รู้จัก แล้วเห็นแหวนที่นิ้วเขา ผมแอบมอง แล้วเหมือนมันรู้ วันหลังมันเลยเอามาคืน "แล้วบอกว่าเราจะมีกันและกันตลอดไปนะ" พร้อมกับถามว่าผมรักมันไหม ผมได้แต่อายแล้วหันหน้าหนีไม่ตอบ นี่ละอีกเรื่องที่เจ็บใจตนเอง เพราะว่าความไม่ชัดเจนและความกลัวของผม ที่ไม่เคยบอกไรไป แต่ใจจริงอยากบอก "รักมากนะ รักมานานแล้ว"
และในการที่มันมีใคร เพราะอาจเจ้าเสน่ห์ และแม้คนอื่นมองว่าเราเพื่อนสนิททั่วไปแต่ถ้าถามมันรักผมไหมก็ไม่อยากเข้าข้างตัวเอง แต่มันจะมีใครยังไง มาบอกผมก่อนเสมอ และไม่เคยทิ้งห่างผม ผมป่วยมันมาดูแล ตอนผมมีปัญหาทางตา มันก็พาไปหาหมอ จนที่สุดผ่าตัดออกมา มองไม่เห็นได้มันมาดูแล ป้อนข้าว ป้อมน้ำ มันคืออะไรวะ ผมไม่เข้าใจเลย แต่ผมมีคนเข้ามานะ แต่ถ้าใครเข้ามามากจนเกินไป มันจะกันผมออกห่าง ออกอาการหึงหวงละ ผมก็อยู่แบบนี้มาได้ 2 ปี
จนปี 52
มันคบซ้อนครับ 3 คน ผมนี่ปวดหัวกับมันมาก คือใครมาแต่ละคนนี่เขาต้องรู้จักผมหมด แล้วมีปัญหาไรมาถามตามเอาที่ผม เช่นเขาไปไหน ได้เจอเขาไหม อยู่ด้วยกันป่าว ขอคุยกับ..หน่อยเวลาติดต่อมันไม่ได้
ส่วนเวลามันกินเหล้ามาก็มาเคาะห้องผมตลอด ดึกดื่นยังไง เมามาก็มาหาผมเป็นภาระผมอีก จนผมทนไม่ได้บอกความจริงแก่พี่คนหนึ่งที่เข้ามาชอบมัน และช่วยเรื่องเงินมัน ผมเลวมากครับ เพราะผมทำลายความไว้ใจเพื่อน (มาถึงตรงนี้ใครด่าผม ผมยอมรับครับ) จนผมละอายใจตนและผมกลับไปบ้าน ไปกรีดยางที่ใต้ 5เดือน เลยกลับมาเรียนต่อจนจบ แต่ไม่งดที่จะติดตามข่าวสารเขาและผมเจอเขาแต่เราห่างกัน
ผมเคยไปหาที่พักเขาครั้งนึง เขามีเด็กใหม่อีกคน ซึ่งเด็กคนนี้ที่มันเคยเอามาฝากผมไว้ตอนเมาเพราะเด็กรู้ความจริงว่ามันมีแฟนสมัยปลายปี 51 นอนห้องผม ครั้งนั้นมันหึงผมกับเด็กมัน ผมนี่ใจสลายเลยความเชื่อใจและรักแบบเก่าของเราจบลง แต่สมควรกับกรรมของผมเพราะผมเผยความลับมันกับพี่อีกคน หลังๆเวลามันมีปัญหากับแฟนมันไม่ค่อยบอกผม ผมไปหามันที่พักสงสารมันมาก เพราะว่ามันต้องขายของ เวลาแฟนงอลมันจะทิ้งมันไว้ ดูแววตามันมีหลายอย่างครับที่อยากบอกผม จำได้ครั้งหนึ่งเคยไปซื้อของเป็นเพื่อนมันมาขาย เพราะมันต้องขายของส่งตัวเองเรียนด้วย ไม่รบกวนที่บ้าน ผมเองไม่ใช่คนรวยอะไรเลยนะแต่มาคิดทีหลังอีกที บางทีบางครั้งเงินสำคัญนะ กับการที่หาใครสักคนมาช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย แม้ไม่ได้รักไม่ใช่แฟนก็ตาม แต่ผมถูกเลี้ยงมาในจารีตไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ครับ ปี 52หลังเรียนจบ ในขณะมันไม่ได้จบด้วย ผมทำงานสักพักแล้วกลับบ้านอยู่กับแม่กับยาย
ค่อยมาต่อนะ
จากกันไป 9 ปี การกลับไปดีไหม.? อาจไม่ใช่แบบเดิม แค่ได้ใกล้และเพื่อแก้ไขบางอย่าง คิดยังไงครับกับ"ความทรงจำสียังไม่จาง"
เรื่องที่อยากถาม
ตามข้างบนเลยครับ ขอขยายหน่อยนึงครับ
ก็คือเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 ผมได้ไปหาเพื่อนสนิทผมคนนึง ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ ม.1 ถึงตอนนี้คง 20 ปีละครับ ผมจากเพื่อนคนนี้ไป 9 ปี และที่เขาหายไป ผมก็หายไปจากมัน คือเขามีลูกครับ แต่ไม่อยากให้ทางบ้านทราบ เขาเลี้ยงลูกเองอยู่ 8 ปี ครอบครัวก็ไม่รู้ ไม่ติดต่อเพื่อนคนไหนเลยครับ
ตอนที่เจอกันหรือครับ น้ำตาลูกผู้ชายไหลกันเลยครับ จริงๆเรื่องนี้ต้องยกให้ความกล้าของน้องสาวผมครับ มันเป็นคนที่พูดน้อยครับ มีไรไม่ค่อยบอกใคร เวลามันป่วยก็ไม่ค่อยบอก รู้อีกทีตัวร้อนเป็นไฟละครับ นาทีที่เราเจอกันตอนนั้นผมจำได้ดี น้องผมเดินเข้าไปหามันที่ทำงานก่อนครับ แล้วมาคุยข้างนอก ผมเป็นคนไม่กล้าเหมือนเดิม พอเดินไปหามันแอบหลังน้องแบบอายๆ จนมันมาตบไหล่ "ว่าพรื่อ" ผมนี่โผเข้ากอดเลยครับ แบบไม่อายคน น้ำตาก็ไหลกันทั้งคู่เลยครับ น้องสาวผมก็ร้องให้ครับ มันจับมือผมลูบแขนผม "ดำหมดแล้วนะ ลำบากมากไหม" แววตาแบบว่าห่วงใยอยู่ไม่รู้ผมคิดไปเองไหมนะ
แบบนี้เพื่อนๆ ว่าเขายังรักเราอยู่ไหม ความห่วงใยยังเหมือนเดิมไหม ถ้าผมกลับไปอยู่ กทม. จะมีโอกาสใกล้กันมากขึ้นจะอึดอัดกันไหม ผมไม่ได้ต้องการอะไรคืนนะครับ นอกจากคำว่าเพื่อน มีไรช่วยเหลือกัน ปรึกษากัน บอกกัน เพราะผมเองในชีวิตไม่มีใครแทนมันได้เลย ถ้าเป็นเพื่อนๆจะเลือกอยู่เชียงใหม่ต่อไหมกับงานที่ลงตัวแล้วหรือว่ากับ 9 ปีที่เรารอทุกวัน แต่ต้องเริ่มใหม่หมด แต่อาจมีโอกาสได้แก้ไขบางอย่างแม้ผลมันไม่รู้ก็ตาม
เรื่องที่จะเล่า
เอาเป็นเล่าปัจจุบันก่อนนะครับ ผมทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ จริงๆ ไม่ใช่คนที่นี่อะไรเลยครับ ผมเป็นคนใต้แต่เพราะเบื่อปัญหาอะไรหลายอย่างทางครอบครัวและชีวิตความรัก ผมเลยมาเที่ยวที่นี่และกลายเป็นหางาน และทำงานที่เชียงใหม่ยาวไปเลยครับ ตอนนี้อยู่มา 4 ปีแล้วครับ มาตั้งแต่ปลายปี 56 จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมอยู่ กทม.ครับ ผมเข้ามาเรียน กทม.ปี 46 เรียนจบและทำงานกลับไปอยู่บ้านกับแม่และยายเมื่อปี 52 ครับ เพราะยายแก่ละและแม่ผมเองก็อยู่คนเดียวครับ ใช่ครับบ้านผมพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่ผม ม.1ละครับ
คือผมมีเพื่อนสนิทมากคนหนึ่ง รักกันทีเดียวครับ บางคนอาจเรียกว่าเกย์ หรือเรียกชายรักชาย ผมไม่รู้จะเรียกมันอย่างไรเหมือนกันครับ ผมเคยถามเพื่อนคนนี้แบบอายๆ พิมพ์ใส่โทรศัพท์แล้วให้มันอ่าน เพราะผมเขินอายว่า "เราเป็นไรกันหรือแบบนี้"
เขาตอบผมว่า ตอบแบบพูดนะ "มันเป็นความรัก ใครจะเรียกไรช่างมัน แต่มันคือความรัก "
ม.หนึ่งแอบมอง
ม.สองได้ทัก
ม.สามทำความรู้จัก
ม.สี่อยู่ห้องเดียวกัน
ม.ห้าฝันถึง
ม.หกกูรัก
ปีหนึ่ง ก็รักกู
จริงๆ ผมกับมันรู้จักกันมาตั้งแต่ ม.1 แล้วครับ และผมจากเขาไปแบบสนิทที่ไม่ได้เห็นหน้ากัน คือเมื่อปี 52 ครับ สาเหตุหนึ่งที่อยากไปจาก กทม. ในช่วงปี 52 นั้นนอกจากทางบ้านแล้ว เพราะเรื่องเขาด้วยครับ เขาเป็นคนมีเสน่ห์ ใครเห็นใครก็ชอบ มันมีทั้งกิ๊ก ทั้งแฟนเยอะครับ อ่าว ! แล้วผมละครับเป็นใคร ในวัยเดียงสาผมก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันคืออะไร ผมมาเรียน กทม.ปี 46 สมัยที่เทคโนโลยี่ไม่มาก ตอนแรกๆ นั้นผมอยู่กับพี่สาวเพราะทางบ้านผมจะหวงๆ และห่วงๆ หน่อย เพราะผมลูกชายคนเดียว ส่วนเขาอยู่กับเพื่อนแก๊งส์เดียวที่มาจากใต้ด้วยกัน ก็คือเพื่อนผมเหมือนกันนั้นละ จนเพื่อนคนอื่นทิ้งมันไปอยู่กับแฟนบ้างไรว่าไป ตามวิถีในเมืองที่เปลี่ยนไปกับช่วงวัยรุ่นที่อิสระขึ้น ผมเลยมาอยู่กับมันก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น จริงๆ สนิทกันมากแต่ ม.6 ละครับ เราไปไหนมาไหนก็แบบเพื่อนปกติ ผมเรียนนิติศาสตร์ เขาเรียนบริหาร ต่างคนต่างไป ตกเย็นค่อยมาก็เจอกันครับ แรกๆเรียนพื้นฐาน ก็ไปด้วยกันบ่อยได้เพราะเหมือนๆกัน พอปีหนึ่งเทอม 2 ก็จะเรียนวิชาเอกของแต่ละคณะเพิ่มขึ้น ก็แยกย้ายกัน เย็นก็กลับมาเจอกันที่ห้อง ผมยอมรับครับว่าผมอ่านหนังสือมาก เพราะนอกจากทำความเข้าใจในตัวบทกฏหมายแล้ว มาตรานั้นๆ เราต้องท่องจำด้วยครับ เพราะเวลายกไปอ้างในข้อสอบจะได้ไม่พลาดมาตราครับ
หลังๆผมอ่านหนังสือเยอะ กลับบ้านดึก ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งครับชื่อวิทย์ ไอ้วิทย์นี่ก็ติดผมครับ ผมไปไหนมาไหนกับไอ้วิทย์บ่อยมาก จนเพื่อนในคณะก็ล้อผมกับมันครับ จนวันหนึ่งไม่รู้มันเป็นห่าอะไร มันเดินมาแถวๆ คณะผม เอาละสิ ! เจอผมกับไอ้วิทย์พอดี ผมก็ไม่อะไรนะ เพราะไม่ได้ชอบไรไอ้วิทย์ อีกอย่างมันมีแฟนละครับ สวยน่ารัก แต่อยู่ที่ใต้ครับ
ปกติผมไม่ทานน้ำโค้ก หรือแป๊บซี่เลยครับ น้ำเขียว ส้ม พอได้ วันนั้นปรากฏว่าไอ้วิทย์ซื้อมาให้ผม ผมไม่ยอมกินมันก็บอกว่าตั้งใจซื้อมา ผมเลยดื่มสักหน่อยเพื่อถนอมน้ำใจที่ไอ้วิทย์มันที่ตั้งใจซื้อมา ปรากฎว่าไอ้เพื่อนสนิทผมคนนี้มันเดินมาเจอผมตอนกินน้ำโค๊กพอดี มันก็ทักทาย "กลับหอกี่โมง กลับดึกอีกไหม" น้ำเสียงนิ่งเรียบแบบที่ผมไม่เคยเจอ พร้อมสายตาก็มองไอ้วิทย์แบบนิ่งๆ ผมเลยแนะนำเพื่อนผม และตอบมันว่า "ไม่รู้อ่า น่าจะดึก จะชวนไปไหนป่าว" มันก็ว่า "ป่าว ถามเฉยๆ" จนสัก 6 โมงได้มั้ง มันโทรมาหาผมว่าอยู่หอ ป่วย ไม่สบาย ผมเลยกลับไปหา ป่วยจริงๆ ครับ แบบ ว่าตัวร้อนจี๋เลย ผมเลยเช็ดตัวให้ครับ แล้วมันก็เพ้อว่าอย่าทิ้งมันไปนะ ผมว่าทิ้งอะไรว่ะ มันว่าไม่เคยกินน้ำโค้ก ทำไมต้องกินน้ำโค้กกับมันว่ะ 5555+ (มันหึงผมครับ) ถึงตอนนี้ผมจึงรู้ว่ามันรักผมเหมือนกัน ผมนี่แอบยิ้ม แล้วกอดมันพร้อมพูดว่า "เดี๋ยวผมพาไปหาหมอนะ" แล้วผมก็พาไป รพ.ครับ
ผมยอมลดเรื่องเรียนเพื่อที่จะมีเวลาอยู่กับมัน บางทีนั่งอ่านหนังสือดึกมาก แม้ระยะเวลาผมจะมีให้เขา แต่มันก็ยังน้อยไม่เหมือนเดิม มันก็เริ่มมีคนมาเข้าหาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ชายสูงวัยมีเงินก็เข้ามา ในที่สุดความห่างและอะไรหลายอย่างเข้ามา จนมันไปมีอะไรกับพี่ที่หอเดียวกันครับ เป็นรุ่นพี่คณะผม คนนี้ผมดีทุกอย่าง ไปเที่ยวไหน กลับบ้านผมมีของฝากเขาเสมอ ชวนกินข้าว ตอนนั้นมันหายไปผมนี่ออกตามหาว่าไปไหน สุดท้ายไปนอนห้องพี่คนนั้นที่อยู่ชั้นล่างครับ
วันหนึ่งมันมาหาผมนี่ คอแดง ตัวเป็นรอยแดงหมด คงไม่ต้องบอกนะว่ารอยมาจากไหน มันมาแบบสารภาพผิด ส่วนผมหรือใจสลาย แบบคนเฉยชาน้ำตาก็ออกมาเองครับ ร้องแบบโลกหยุดหมุนไม่รู้ทำไง มันเองก็ร้องให้ครับ ปากบอกขอโทษ ผมนี่ไม่ไหว สับสน ผมจำวันนั้นได้ดีครับ ครั้งแรกที่ผมลุกหนีมันซึ่งเวลาทะเลาะกันมันจะหนีไป แต่นี่ไม่ใช่การทะเลาะครับ เวลาผมเดินข้างนอกนี่ลอยๆ เก็บอาการไว้ บอกใครไม่ได้ เข้าใจคำว่าน้ำตาตกใน ผมพวกรักศักดิ์ศรีหน่อยครับ
จนผมกลับมาอยู่กับพี่สาวอีกครั้ง พี่สาวถามว่าทำไมละ ผมก็ไม่ได้บอกความจริงไร คือเรื่องความรักแบบชายรักชาย หรือเกย์ เมื่อก่อนมันไม่ได้เหมือนสมัยนี้นักครับ จนวันหนึ่งมันโทรมาถาม และเป็นเรื่องที่ผมโกรธตัวเองที่สุดคือ มันว่า"ผมขอโทษ กลับมาเป็นแบบเดิมได้ไหมครับ" ผมนี่อยากบอกว่าได้ แต่พวกขี้กลัว กลัวว่าจะตอบพี่ว่าอย่างไร หรือรักศักดิ์ศรี แบบว่าเมื่อดก้าวมาละจะไม่ก้าวกลับเด็ดขาดแต่รักนะ รับได้นะ อภัยได้ แต่ศักดิ์ศรีอะไรวะที่ค้ำคอ ตรรกกะอะไรกูว่ะ.?
มีสิทธิ์รัก หวงนะแต่แสดงออกไม่ได้ ห่วงด้วยนะ แต่จะให้ไปแย่งหรือแฟนผมไม่ใช่สิ่งของ
ผมถอยออกมาอยู่กับพี่สาวไม่ได้ทะเลาะกันกับรุ่นพี่คนนั้น ทั้งที่พี่เขาเหมือนจะหาเรื่อง ผมพวกนิ่งครับ ผมว่าคนรักผมไม่ใช่สิ่งของจะให้กูทะเลาะแย่งกันไม่ได้หรอก แต่กูรักนะ
ถึงแม้ว่าผมมาอยู่กับพี่สาวมันจะมาหาผมทุกเช้า เพราะหอพี่สาวผมอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยครับ พร้อมกับซื้อข้าวมากินกับผม ในขณะที่อยู่กับพี่คนนั้นไปด้วยมันจะพยายามง้อผมหลายวิธี แต่ความนิ่งของผมคือความน่ากลัว แบบว่าบุคลิคผมเวลานิ่งๆ คนจะว่าดุ จริงๆรักเด็กครับ ทำงานเชียงใหม่ก็เกี่ยวกับเด็กๆ เป็นแบบนี้ประมาณ 6 เดือนครับ จนในที่สุดเจ็บอีกครั้ง
น้ำตาตกในใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งที่ฉันเป็นอยู่น้ำตาตกใน
เรื่องคือมันมีอะไรกันกับพี่คนนั้นแล้วดันถ่ายวิดีโอเก็บไว้ครับ ช่วงนั้นกล้องมีมือถือยังไม่แพร่หลายนะ โลกโซเชี่ยวยังไม่มีจะเล่นเน็ตทีนึงต้องเข้าร้านเน็ตคาเฟ่ครับ แต่จะมีกล้องถ่ายรูปแบบดิจิตอลอยู่ เขาก็ถ่ายเรื่องอย่างว่าของเขา แต่มันอยากจะไรด์เก็บไว้แผ่นซีดีเลยเอามาลงที่ห้องผม เพราะผมมีคอมพ์ ปกติเวลาจะเคลียร์ถังขยะผมจะเข้ามาดูอีกที ดันไปสะกิดของมันเลยทำการกู้คืน แจ็คพอตสิครับ !ผมไปหามันที่มาหาวิทยาลัยพร้อมซีดีผม ผมบอกว่ามีอะไรให้ดูตามมาที่ห้องนะ เมื่อผมเปิด มันกอดผมแน่น ผมนี่น้ำตามาอีกแล้วครับกับคำขอโทษของมัน เวลากลางคืนผมนอนข้างเตียง พี่สาวนอนบนเตียงผมร้องให้ทุกคืนเลยครับ กลางวันนี่น้ำตาตกใน การเรียนผมแย่มาก ตกหลายวิชาอย่างที่ใครก็ไม่ทราบสาเหตุเพราะผมเรียนค่อนข้างดี ผมเป็นแบบนี้ 3 เดือน ในขณะที่มันก็มาหาเหมือนเดิม แต่หน้าเจื่อนๆหน่อย ผมตัดสินใจพึ่งพระศาสนารักษาจิต บวชเข้าพรรษาครับ และคิดว่าถ้าบวชเรียนตอนเรียนจบคงบวชได้ไม่กี่วัน อีกอย่างยายยังไปวัดไหวครับ ผมสึกจากพระออกมาปี 49 ครับ มาเรียนต่อให้จบ กำลังใจดีขึ้นมาหน่อยครับ
มาทีนี้เพื่อนสนิทผมคนนี้ผมเปลี่ยนแฟนครับ ตอนบวชนั้นผมฝากแหวนไว้ที่เขาเป็นแหวนเงินธรรมดา 2 วงคู่กัน ซึ่งมันนั้นละซื้อให้ผมตอน ม.6 บอกว่าให้เก็บไว้นะ ระหว่างที่ผมบวชนั้นมันเจอคนใหม่ แล้วคนใหม่ขอมันเลยให้ ผมมาแล้วเจอคนใหม่นี่มันมาแนะรู้ให้รู้จัก แล้วเห็นแหวนที่นิ้วเขา ผมแอบมอง แล้วเหมือนมันรู้ วันหลังมันเลยเอามาคืน "แล้วบอกว่าเราจะมีกันและกันตลอดไปนะ" พร้อมกับถามว่าผมรักมันไหม ผมได้แต่อายแล้วหันหน้าหนีไม่ตอบ นี่ละอีกเรื่องที่เจ็บใจตนเอง เพราะว่าความไม่ชัดเจนและความกลัวของผม ที่ไม่เคยบอกไรไป แต่ใจจริงอยากบอก "รักมากนะ รักมานานแล้ว"
และในการที่มันมีใคร เพราะอาจเจ้าเสน่ห์ และแม้คนอื่นมองว่าเราเพื่อนสนิททั่วไปแต่ถ้าถามมันรักผมไหมก็ไม่อยากเข้าข้างตัวเอง แต่มันจะมีใครยังไง มาบอกผมก่อนเสมอ และไม่เคยทิ้งห่างผม ผมป่วยมันมาดูแล ตอนผมมีปัญหาทางตา มันก็พาไปหาหมอ จนที่สุดผ่าตัดออกมา มองไม่เห็นได้มันมาดูแล ป้อนข้าว ป้อมน้ำ มันคืออะไรวะ ผมไม่เข้าใจเลย แต่ผมมีคนเข้ามานะ แต่ถ้าใครเข้ามามากจนเกินไป มันจะกันผมออกห่าง ออกอาการหึงหวงละ ผมก็อยู่แบบนี้มาได้ 2 ปี
จนปี 52
มันคบซ้อนครับ 3 คน ผมนี่ปวดหัวกับมันมาก คือใครมาแต่ละคนนี่เขาต้องรู้จักผมหมด แล้วมีปัญหาไรมาถามตามเอาที่ผม เช่นเขาไปไหน ได้เจอเขาไหม อยู่ด้วยกันป่าว ขอคุยกับ..หน่อยเวลาติดต่อมันไม่ได้
ส่วนเวลามันกินเหล้ามาก็มาเคาะห้องผมตลอด ดึกดื่นยังไง เมามาก็มาหาผมเป็นภาระผมอีก จนผมทนไม่ได้บอกความจริงแก่พี่คนหนึ่งที่เข้ามาชอบมัน และช่วยเรื่องเงินมัน ผมเลวมากครับ เพราะผมทำลายความไว้ใจเพื่อน (มาถึงตรงนี้ใครด่าผม ผมยอมรับครับ) จนผมละอายใจตนและผมกลับไปบ้าน ไปกรีดยางที่ใต้ 5เดือน เลยกลับมาเรียนต่อจนจบ แต่ไม่งดที่จะติดตามข่าวสารเขาและผมเจอเขาแต่เราห่างกัน
ผมเคยไปหาที่พักเขาครั้งนึง เขามีเด็กใหม่อีกคน ซึ่งเด็กคนนี้ที่มันเคยเอามาฝากผมไว้ตอนเมาเพราะเด็กรู้ความจริงว่ามันมีแฟนสมัยปลายปี 51 นอนห้องผม ครั้งนั้นมันหึงผมกับเด็กมัน ผมนี่ใจสลายเลยความเชื่อใจและรักแบบเก่าของเราจบลง แต่สมควรกับกรรมของผมเพราะผมเผยความลับมันกับพี่อีกคน หลังๆเวลามันมีปัญหากับแฟนมันไม่ค่อยบอกผม ผมไปหามันที่พักสงสารมันมาก เพราะว่ามันต้องขายของ เวลาแฟนงอลมันจะทิ้งมันไว้ ดูแววตามันมีหลายอย่างครับที่อยากบอกผม จำได้ครั้งหนึ่งเคยไปซื้อของเป็นเพื่อนมันมาขาย เพราะมันต้องขายของส่งตัวเองเรียนด้วย ไม่รบกวนที่บ้าน ผมเองไม่ใช่คนรวยอะไรเลยนะแต่มาคิดทีหลังอีกที บางทีบางครั้งเงินสำคัญนะ กับการที่หาใครสักคนมาช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย แม้ไม่ได้รักไม่ใช่แฟนก็ตาม แต่ผมถูกเลี้ยงมาในจารีตไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ครับ ปี 52หลังเรียนจบ ในขณะมันไม่ได้จบด้วย ผมทำงานสักพักแล้วกลับบ้านอยู่กับแม่กับยาย
ค่อยมาต่อนะ