คลังเดินหน้าศึกษาแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 คาดเสร็จ ธ.ค. และประกาศใช้ปี 61
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเร่งจัดทำฐานข้อมูลแบบ Big Data เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้มีรายได้น้อยก่อนจะออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยระยะ 2 หรือเฟส 2 ที่จะเน้นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อยต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี ที่มีอยู่ 11.64 ล้านคน ให้มีรายได้สูงขึ้น และหลุดพ้นจากความยากจน โดยจะเน้น 4 ด้าน คือ การให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ พร้อมมีโอกาสทางด้านการศึกษาในการพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาสการมีงานทำ และการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต โดยจะพยายามสรุปแผนเฟส 2 ให้ได้ภายในเดือนธันวาคม ก่อนจะประกาศใช้มาตรการปีหน้า เชื่อว่า การเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย จะเป็นส่วนหนึ่งให้กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้สูงขึ้น และในอนาคต จะสามารถลดงบประมาณช่วยเหลือที่อยู่ในบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยได้
อย่างไรก็ตาม แผนในเฟส 2 จะมีมากน้อยเพียงใด และจะมีความแตกต่างของการช่วยเหลือระหว่างคนเมืองและคนต่างจังหวัดหรือไม่ จะต้องทำการศึกษาข้อมูลที่มีอยู่ก่อน โดยอาจจะศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศจีนที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการใช้วิธีสอบถามข้อมูลเป็นรายบุคคล เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะนำมารวบรวม เพื่อออกมาตรการต่อไป ซึ่งอาจจะใช้เงินงบประมาณหรือเงินจากกองทุนประชารัฐดำเนินการ
นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงการคลังยังยอมรับการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยครั้งที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในการดำเนินการของรัฐบาล จึงอาจจะมีช่องโหว่เกิดขึ้นบ้าง แต่มองว่าไม่ถึงร้อยละ 1 ของจำนวนผู้ลงทะเบียนเท่านั้น จึงถือว่าไม่ได้มีปัญหา ขณะที่การเปิดรับลงทะเบียนรอบใหม่ปี 2562 เพราะต้องการให้ข้อมูลที่มีอยู่นิ่ง เพื่อนำมาพัฒนาโครงการต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะโครงการดังกล่าวเป็นโครงการระยะยาวที่ไม่จำเป็นต้องทำต่อเนื่องทุกปี
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
http://www.thainews.easybranches.com/story/%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E2%80%9D+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AA+2+%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88+%E0%B8%98.%E0%B8%84.+%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-135730
ทีดีอาร์ไอ ชี้รัฐช่วยเข้าถึงสวัสดิการ ลดเหลื่อมล้ำได้

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยอยู่ในระดับสูง แต่ยังไม่น่ากังวล หากภาครัฐสามารถส่งเสริมให้ประชากรเข้าถึงปัจจัย 4 และการศึกษา จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การจัดอันดับของสถาบันเครดิตสวิส ที่ให้ไทย ติดอันดับ 3 ของประเทศที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากที่สุดในโลก สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยของประเทศที่เกินจริง
เนื่องจากเมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า สถาบันเครดิตสวิส ใช้ข้อมูลอ้างอิงที่แบ่งระดับความน่าเชื่อ ออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำสุด คือข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ ถึงระดับสูงสุดคือข้อมูลที่ดีมาก แต่ได้ตัดข้อมูลในระดับเชื่อถือไม่ได้และระดับย่ำแย่ออกไป ทำให้เหลือประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ เพียง 30-40 ประเทศ จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบกับทุกประเทศในโลก
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาดัชนีขององค์กรอื่น ชี้ว่าไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงจริง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่เป็นปัญหาจนน่ากังวลใจ โดยธนาคารโลก ซึ่งใช้ดัชนีค่าสัมประสิทธิ์ Gini Coefficient ที่คำนวณจากตัวแปร เช่น รายได้ สาธารณสุข การศึกษา พบว่าไทยอยู่ที่ระดับ 0.379 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อเทียบกับเกณฑ์ธนาคารโลก ที่ระบุประเทศที่มีค่าสัมประสิทธิ์จีนี่ สูงกว่า 0.4 แสดงว่ามีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้
ขณะที่ประเทศจีน สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น อยู่ที่ 0.47 , 0.41 , 0.33 และ 0.32 ตามลำดับ ส่วนในอาเซียน พบว่าไทยยังเหลื่อมล้ำน้อยกว่ามาเลเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ที่ 0.46 และ 0.43 และยังใกล้เคียงกับเวียดนาม ซึ่งอยู่ที่ 0.376
นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า การพิจารณาปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่สามารถพิจารณเพียงรายได้ หรือจากเงินฝากในบัญชีธนาคาร เพราะผู้มีรายได้สูง อาจเลือกลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ภาครัฐ ควรส่งเสริมให้ประชากรเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่มีคุณภาพ เช่น การศึกษา สวัสดิการรักษาพยาบาล แหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อในระบบ หากประชากรสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเสมอภาค จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้
ทั้งนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงในบางประเทศถือเป็นมิติที่ดี เช่น กรณีสตีฟ จ็อบส์ บิล เกตส์ ซึ่งมีสินทรัพย์มาก จากการคิดค้นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม
https://news.voicetv.co.th/business/438054.html
ได้ฟังมาว่านักวิชาการทีดีอาร์ไอก็สนับสนุนโครงการเฟส2นี้ด้วยค่ะ
ยินดีที่ตรงเป้าหมายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้นะคะ
~มาลาริน~** "คลัง” เร่งสรุปแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 คาดเสร็จ ธ.ค. นี้
คลังเดินหน้าศึกษาแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 คาดเสร็จ ธ.ค. และประกาศใช้ปี 61
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเร่งจัดทำฐานข้อมูลแบบ Big Data เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้มีรายได้น้อยก่อนจะออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยระยะ 2 หรือเฟส 2 ที่จะเน้นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อยต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี ที่มีอยู่ 11.64 ล้านคน ให้มีรายได้สูงขึ้น และหลุดพ้นจากความยากจน โดยจะเน้น 4 ด้าน คือ การให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ พร้อมมีโอกาสทางด้านการศึกษาในการพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาสการมีงานทำ และการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต โดยจะพยายามสรุปแผนเฟส 2 ให้ได้ภายในเดือนธันวาคม ก่อนจะประกาศใช้มาตรการปีหน้า เชื่อว่า การเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย จะเป็นส่วนหนึ่งให้กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้สูงขึ้น และในอนาคต จะสามารถลดงบประมาณช่วยเหลือที่อยู่ในบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยได้
อย่างไรก็ตาม แผนในเฟส 2 จะมีมากน้อยเพียงใด และจะมีความแตกต่างของการช่วยเหลือระหว่างคนเมืองและคนต่างจังหวัดหรือไม่ จะต้องทำการศึกษาข้อมูลที่มีอยู่ก่อน โดยอาจจะศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศจีนที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการใช้วิธีสอบถามข้อมูลเป็นรายบุคคล เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะนำมารวบรวม เพื่อออกมาตรการต่อไป ซึ่งอาจจะใช้เงินงบประมาณหรือเงินจากกองทุนประชารัฐดำเนินการ
นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงการคลังยังยอมรับการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยครั้งที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในการดำเนินการของรัฐบาล จึงอาจจะมีช่องโหว่เกิดขึ้นบ้าง แต่มองว่าไม่ถึงร้อยละ 1 ของจำนวนผู้ลงทะเบียนเท่านั้น จึงถือว่าไม่ได้มีปัญหา ขณะที่การเปิดรับลงทะเบียนรอบใหม่ปี 2562 เพราะต้องการให้ข้อมูลที่มีอยู่นิ่ง เพื่อนำมาพัฒนาโครงการต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะโครงการดังกล่าวเป็นโครงการระยะยาวที่ไม่จำเป็นต้องทำต่อเนื่องทุกปี
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ทีดีอาร์ไอ ชี้รัฐช่วยเข้าถึงสวัสดิการ ลดเหลื่อมล้ำได้
นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยอยู่ในระดับสูง แต่ยังไม่น่ากังวล หากภาครัฐสามารถส่งเสริมให้ประชากรเข้าถึงปัจจัย 4 และการศึกษา จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การจัดอันดับของสถาบันเครดิตสวิส ที่ให้ไทย ติดอันดับ 3 ของประเทศที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากที่สุดในโลก สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยของประเทศที่เกินจริง
เนื่องจากเมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า สถาบันเครดิตสวิส ใช้ข้อมูลอ้างอิงที่แบ่งระดับความน่าเชื่อ ออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำสุด คือข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ ถึงระดับสูงสุดคือข้อมูลที่ดีมาก แต่ได้ตัดข้อมูลในระดับเชื่อถือไม่ได้และระดับย่ำแย่ออกไป ทำให้เหลือประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ เพียง 30-40 ประเทศ จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบกับทุกประเทศในโลก
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาดัชนีขององค์กรอื่น ชี้ว่าไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงจริง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่เป็นปัญหาจนน่ากังวลใจ โดยธนาคารโลก ซึ่งใช้ดัชนีค่าสัมประสิทธิ์ Gini Coefficient ที่คำนวณจากตัวแปร เช่น รายได้ สาธารณสุข การศึกษา พบว่าไทยอยู่ที่ระดับ 0.379 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อเทียบกับเกณฑ์ธนาคารโลก ที่ระบุประเทศที่มีค่าสัมประสิทธิ์จีนี่ สูงกว่า 0.4 แสดงว่ามีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้
ขณะที่ประเทศจีน สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น อยู่ที่ 0.47 , 0.41 , 0.33 และ 0.32 ตามลำดับ ส่วนในอาเซียน พบว่าไทยยังเหลื่อมล้ำน้อยกว่ามาเลเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ที่ 0.46 และ 0.43 และยังใกล้เคียงกับเวียดนาม ซึ่งอยู่ที่ 0.376
นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า การพิจารณาปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่สามารถพิจารณเพียงรายได้ หรือจากเงินฝากในบัญชีธนาคาร เพราะผู้มีรายได้สูง อาจเลือกลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ภาครัฐ ควรส่งเสริมให้ประชากรเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่มีคุณภาพ เช่น การศึกษา สวัสดิการรักษาพยาบาล แหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อในระบบ หากประชากรสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเสมอภาค จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้
ทั้งนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงในบางประเทศถือเป็นมิติที่ดี เช่น กรณีสตีฟ จ็อบส์ บิล เกตส์ ซึ่งมีสินทรัพย์มาก จากการคิดค้นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม
https://news.voicetv.co.th/business/438054.html
ได้ฟังมาว่านักวิชาการทีดีอาร์ไอก็สนับสนุนโครงการเฟส2นี้ด้วยค่ะ
ยินดีที่ตรงเป้าหมายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้นะคะ