
สวัสดีครับ สมาชิก pantip และผู้อ่านทุกๆท่าน วันนี้ผมมีเรื่องที่สงสัยและอยากถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ "ก.ค.ศ.ชงเกณฑ์สอบครูผู้ช่วยแนวใหม่ หน่วยงานกลางสอบภาค ก ภาคข ภาค ค ให้กศจ.ร.ร. ร่วมจัดเริ่มใช้ปี‘61 ดีจริงหรือ?" ถ้าเป็นคนในวงการศึกษาหรือผู้ที่ติดตามข่าวอยู่เสมอๆก็จะทราบดีว่าการสอบเข้าราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยจะมีการจัดสอบทุกปีโดยแต่ละครั้งจะสอบวัดความรู้ ภาค ก ภาค ข และภาค ค เหมือนการสอบงานราชการตำแหน่งอื่นๆ แต่มักมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อยๆไม่ว่าจะเป็นข้อสอบไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน สอบ 77 จังหวัด คนออก 77 คน ออก ยากง่ายไม่เหมือนกัน ทั้งๆที่สอบเพื่อทำงานแบบเดียวกัน ก็จะมีเสียงบ่นว่าเขตนี้คนผ่านเยอะเกิน น้อยเกิน หรือบางเขตไม่มีคนผ่านเลยก็มี ความยุติธรรมอยู่ตรงไหนสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดสอบไปก็ไม่ใช่น้อยๆเลย ใช่ไหมครับ....ผมเองในฐานะคนทำงานในวงการศึกษาด้วยกันเจอแบบนี้มาตลอด มันจริงอย่างที่บ่นกันนั่นแหละครับ ทางศธ. ก.ค.ศ. และ สพฐ. หน่วยงานต้นเรื่องก็พยายามแก้ปัญหามาตลอด ครับแต่ไม่เคยแก้ได้แบบอยู่หมัดสักที ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทาง ศธ. และ ก.ค.ศ. พยายามแก้โดย รมว.ศึกษาธิการคนปัจจุบัน มีนโยบาย คือ
1. ให้ออกข้อสอบ ภาค ก ให้ได้มาตรฐานเดียวกันโดยให้ สทศ. รับผิดชอบเรื่องนี้
แหม! ฟังดูเผินๆก็ดีนะครับ... แต่นั่นแหละครับหากมองย้อนไป สอบ GAT PAT หรือ O-Net ของนักเรียน ป.6 ม.3 และ ม.6 ที่ใช้ข้อสอบ สทศ.ออกมีครั้งไหนบ้างที่ไม่โดนด่าตามมา ถกเถียงกันไปๆมาๆ ข้อสอบยากเกินความรู้เด็ก ออกเกินเนื้อหาที่สอนในหลักสูตร หรือข้อสอบผิดเป็นต้น
2. ให้โรงเรียนหรือ กศจ. ที่ต้องการครูมาบรรจุในเขตรับผิดชอยของตนออกข้อสอบภาค ข
แหม! ช่างเป็น good idea เสียจริงๆ แต่มันขัดกับข้อ 1 นะครับ แล้วไอ้คำว่ามาตรฐานเดียวกันนะครับอยู่ตรงไหน และท่านอย่าลืมว่าถ้า โรงเรียนออกเอง เพื่อรับครูผู้ช่วยมาสอนในโรงเรียนของตน มันจะไม่พ้น ศิษย์ฉัน ลูกท่าน หลานเธอ เด็กของผู้มีอุปการะคุณ ไปได้หรือครับ???
ดังนั้นผมจึงอยากจะขอเรียนให้ทราบว่ามันก็จะเป็นแบบเก่าๆอีกคือเจอแต่ปัญหาตามมาอีกดังเช่นที่เคยเกิดขึ้น...ถ้าเปรียบการทำงานของผู้ใหญ่ ผู้บริหาร รัฐมนตรีทั้งหลายคือ ผู้ผลิตสินค้าและบริการ บรรดาข้าราชการ ลุกจ้างระดับล่างลงมา หรือ เหล่าบัณฑิตครูที่ต้องสอบบรรจุทั้งหลายเป้นผู้บริโภคสินค้าและบริการ ซึ่งก็หมายถึงตัวผมเองด้วย จะขอ feedback กลับไปนิดนึงในเรื่องนี้ว่าอย่าทำแบบเลยนะครับ เพราะดูท่าจะไม่ไปข้างหน้าแต่จะดิ่งลงเหวมากกว่า เปลี่ยนหัวหน้าที ก็หมายถึง นโบายเปลี่ยน เกณฑ์เปลี่ยน จะขัดของเก่ายังไง?ก็คงไม่สน เอาที่ท่านสบายใจ ท่านจะได้สดชื่น

แต่พวกผมไม่สดชื่นกับท่านหรอกนะครับ จะบ้าตายอยู่แล้ว ปรับตัวไม่ถุก พวกท่านทั้งหลาย นอกจากไม่สานงานต่อ แต่ดันก่อเรื่องใหม่ บ่อยแบบนี้ ไม่ไหวนะครับ เฮ้อๆ อย่าให้มันเป็นอย่างที่เขาบ่นๆกันเลยนะครับว่า "หมอคิด ครูรับกรรม"
กระทู้นี้ผมไม่ประสงค์จะให้เกิดข้อวิวาทหรือปลุกระดมใดๆ แต่อยากให้ท่านผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกๆท่านช่วยทบทวน และไต่ตรองให้รอบคอบว่ามีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน
ปล.หากท่านใดได้อ่าน ขอให้อ่านอย่างไม่มีอคติใดๆและคิดดูว่าเป็นจริงอย่างที่ผมสาธยายมาหรือเปล่า? ขอบคุณครับ
https://www.matichon.co.th/news/628585
ก.ค.ศ.ชงเกณฑ์สอบครูผู้ช่วยแนวใหม่ หน่วยงานกลางสอบภาค ก ภาคข-ค ให้กศจ.ร.ร. ร่วมจัดเริ่มใช้ปี‘61 ดีจริงหรือ?
1. ให้ออกข้อสอบ ภาค ก ให้ได้มาตรฐานเดียวกันโดยให้ สทศ. รับผิดชอบเรื่องนี้
แหม! ฟังดูเผินๆก็ดีนะครับ... แต่นั่นแหละครับหากมองย้อนไป สอบ GAT PAT หรือ O-Net ของนักเรียน ป.6 ม.3 และ ม.6 ที่ใช้ข้อสอบ สทศ.ออกมีครั้งไหนบ้างที่ไม่โดนด่าตามมา ถกเถียงกันไปๆมาๆ ข้อสอบยากเกินความรู้เด็ก ออกเกินเนื้อหาที่สอนในหลักสูตร หรือข้อสอบผิดเป็นต้น
2. ให้โรงเรียนหรือ กศจ. ที่ต้องการครูมาบรรจุในเขตรับผิดชอยของตนออกข้อสอบภาค ข
แหม! ช่างเป็น good idea เสียจริงๆ แต่มันขัดกับข้อ 1 นะครับ แล้วไอ้คำว่ามาตรฐานเดียวกันนะครับอยู่ตรงไหน และท่านอย่าลืมว่าถ้า โรงเรียนออกเอง เพื่อรับครูผู้ช่วยมาสอนในโรงเรียนของตน มันจะไม่พ้น ศิษย์ฉัน ลูกท่าน หลานเธอ เด็กของผู้มีอุปการะคุณ ไปได้หรือครับ???
ดังนั้นผมจึงอยากจะขอเรียนให้ทราบว่ามันก็จะเป็นแบบเก่าๆอีกคือเจอแต่ปัญหาตามมาอีกดังเช่นที่เคยเกิดขึ้น...ถ้าเปรียบการทำงานของผู้ใหญ่ ผู้บริหาร รัฐมนตรีทั้งหลายคือ ผู้ผลิตสินค้าและบริการ บรรดาข้าราชการ ลุกจ้างระดับล่างลงมา หรือ เหล่าบัณฑิตครูที่ต้องสอบบรรจุทั้งหลายเป้นผู้บริโภคสินค้าและบริการ ซึ่งก็หมายถึงตัวผมเองด้วย จะขอ feedback กลับไปนิดนึงในเรื่องนี้ว่าอย่าทำแบบเลยนะครับ เพราะดูท่าจะไม่ไปข้างหน้าแต่จะดิ่งลงเหวมากกว่า เปลี่ยนหัวหน้าที ก็หมายถึง นโบายเปลี่ยน เกณฑ์เปลี่ยน จะขัดของเก่ายังไง?ก็คงไม่สน เอาที่ท่านสบายใจ ท่านจะได้สดชื่น
กระทู้นี้ผมไม่ประสงค์จะให้เกิดข้อวิวาทหรือปลุกระดมใดๆ แต่อยากให้ท่านผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกๆท่านช่วยทบทวน และไต่ตรองให้รอบคอบว่ามีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน
ปล.หากท่านใดได้อ่าน ขอให้อ่านอย่างไม่มีอคติใดๆและคิดดูว่าเป็นจริงอย่างที่ผมสาธยายมาหรือเปล่า? ขอบคุณครับ
https://www.matichon.co.th/news/628585