สถาบันเกษตรกร-พ่อค้าช็อก ราคายางตกตํ่าแบงก์งดปล่อยกู้ หวั่นถูกชักดาบ วงการประเมินบริษัทร่วมทุนขาดทุนซื้อยาง 9,300 ตัน กว่า 400 ล้าน แกนนำใต้เดือดทวงสัตยาบันตัวแทนเกษตรกรนั่งบอร์ด กยท.ให้ลาออก หลังล้มเหลวเป็นปากเสียง
นาย
อุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยกับ “
ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ราคายางพารายังคงตกตํ่า โดย ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 45.05
บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 45.89 บาท/กก. นํ้ายางสด 43 บาท/กก. เศษยาง ณ โรงงาน 37 บาท/กก. เทียบกับวันเดียวกัน ณ ปีที่แล้ว(1 พ.ย.59) ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 54.76 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 57.58 บาท/กก.นํ้ายางสด 55.50 บาท/กก. และเศษยาง ณ โรงงาน 50 บาท/กก.
“จากราคายางตกตํ่า ไม่มีเสถียรภาพ ส่งผลทำให้สถาบันเกษตรกร พ่อค้าทั่วประเทศ
เดือดร้อนไปตามกัน เพราะเวลานี้สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ซื้อยางแล้ว เกรงจะไม่มีเงินจ่าย เนื่องจากราคายางลดลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากบริษัท ร่วมทุนยางพารา จำกัด (กยท.+ 5 บริษัทค้ายางรายใหญ่) ไม่มีแผน การซื้อที่ชัดเจน ซื้อตลาดโน้นบ้าง นี้บ้างในแต่ละวัน ไม่ได้ช่วยกระตุกราคาขึ้นเลย ท้ายสุดยางที่ซื้อก็มากองไว้จนทำให้ 3 ตลาดกลาง (สงขลา สุราษฎร์ธานี บุรีรัมย์) ไม่สามารถซื้อขายยางได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์”

แหล่งข่าวจากวงการค้ายาง กล่าวว่า จากปริมาณยางคงเหลือของบริษัทร่วมทุนยางพาราไทย 9,368 ตัน (กราฟิกประกอบ) ซึ่งเริ่มการประมูลตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม-12 ตุลาคม 2560 ปริมาณยางที่ประมูลทั้งหมด 1.16 หมื่นตัน ปริมาณยางขายไปแล้ว 2.23 พันตัน หากเทขายทั้งหมด ณ วันนี้จะขาดทุนไม่ตํ่ากว่า 400 ล้านบาท เพราะราคายางต้นทุนสูง จากจ้างโรงงานแปรรูปอัดก้อน และมีค่าขนส่ง แต่ถ้าเก็บไว้ แล้วราคายางยังไม่ดีขึ้น จะเพิ่มขาดทุนไปอีก ไม่แน่ใจว่า บริษัทร่วมทุนฯ มีการบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งข้อมูลต่างๆ ควรจะเปิดเผย เนื่องจาก กยท.เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่เอกชน และการไปร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชนนั้นถูกต้องหรือไม่
ด้านนาย
สาย อิ่นคำ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในส่วนของตัวแทนสถาบัน
เกษตรกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เสนอความเดือดร้อนของเกษตรกรผ่านบอร์ดหลายครั้งแต่ไม่มีใครฟัง และยังถูกประธานต่อว่าอีก เสนอว่าให้แกนนำแต่ละคนรวบรวมรายชื่อชาวสวนยาง เสนอนายกรัฐมนตรีให้
ใช้ ม.44 ยุบ กยท. และ
ไม่ต้องเก็บค่าธรรมเนียมส่งออก (เซสส์) สูบเลือดชาวสวนยาง
สอดคล้องกับนาย
สังเวียน ทวดห้อย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ กยท. (ตัวแทนสถาบันเกษตรกร) เผยว่า การทำงานต้องรับผิดชอบทั้งคณะ ในฐานะที่เป็นตัวแทนเข้าไปนั่งในบอร์ดได้เสนอแนวทางไปแล้วก็มีการคัดค้าน แต่ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่
ขณะที่นาย
ทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มนํ้ามัน 16 จังหวัดภาคใต้ (คยป.) กล่าวว่า ตัวแทนเกษตรกร 5 คนก่อนเข้าไปเป็นบอร์ด กยท. ได้มีการเซ็นใบลาออกก่อนรับตำแหน่งว่าถ้าปฏิบัติหน้าที่
เป็นปากเสียงไม่ได้ยินดีที่จะลาออกทันที ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ถ้าไม่ปฏิบัติตามสัตยาบันจะโชว์หลักฐาน
ผู้สื่อข่าว “
ฐานเศรษฐกิจ” ได้ตรวจสอบข้อมูลการจัดตั้งบริษัท
ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด จดทะเบียน วันที่
20 กรกฎาคม 2560 ทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านบาท กรรมการบริษัทมี 6 คน ได้แก่
1. นาย
ธีธัช สุขสะอาด
2. นาย
วิชญ์พล สินเจริญกุล
3. นาย
ภัทรพล วงศาสุทธิกุล
4. นาย
กรกฎ กิตติพล
5. นาย
บัณฑิต เกิดวงศ์บัณฑิต
และ 6. นาย
ชำนาญ นพคุณขจร
กรรมการมีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท คือ นาย
ธีธัช สุขสะอาด ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีก 2 คน รวมเป็น 3 คน หรือกรรมการจำนวน 4 คนลงลายมือชื่อร่วมกัน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 67/25 ถ.บางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม.
JJNY : ปฏิรูปเสดตะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสูญ ยางราคาดิ่ง!แบงก์งดปล่อยกู้ สถาบันเกษตรกร-พ่อค้าไข้ขึ้น-บ.ร่วมทุนขาดทุน400ล.
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ราคายางพารายังคงตกตํ่า โดย ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 45.05 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 45.89 บาท/กก. นํ้ายางสด 43 บาท/กก. เศษยาง ณ โรงงาน 37 บาท/กก. เทียบกับวันเดียวกัน ณ ปีที่แล้ว(1 พ.ย.59) ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 54.76 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 57.58 บาท/กก.นํ้ายางสด 55.50 บาท/กก. และเศษยาง ณ โรงงาน 50 บาท/กก.
“จากราคายางตกตํ่า ไม่มีเสถียรภาพ ส่งผลทำให้สถาบันเกษตรกร พ่อค้าทั่วประเทศ เดือดร้อนไปตามกัน เพราะเวลานี้สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ซื้อยางแล้ว เกรงจะไม่มีเงินจ่าย เนื่องจากราคายางลดลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากบริษัท ร่วมทุนยางพารา จำกัด (กยท.+ 5 บริษัทค้ายางรายใหญ่) ไม่มีแผน การซื้อที่ชัดเจน ซื้อตลาดโน้นบ้าง นี้บ้างในแต่ละวัน ไม่ได้ช่วยกระตุกราคาขึ้นเลย ท้ายสุดยางที่ซื้อก็มากองไว้จนทำให้ 3 ตลาดกลาง (สงขลา สุราษฎร์ธานี บุรีรัมย์) ไม่สามารถซื้อขายยางได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์”
แหล่งข่าวจากวงการค้ายาง กล่าวว่า จากปริมาณยางคงเหลือของบริษัทร่วมทุนยางพาราไทย 9,368 ตัน (กราฟิกประกอบ) ซึ่งเริ่มการประมูลตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม-12 ตุลาคม 2560 ปริมาณยางที่ประมูลทั้งหมด 1.16 หมื่นตัน ปริมาณยางขายไปแล้ว 2.23 พันตัน หากเทขายทั้งหมด ณ วันนี้จะขาดทุนไม่ตํ่ากว่า 400 ล้านบาท เพราะราคายางต้นทุนสูง จากจ้างโรงงานแปรรูปอัดก้อน และมีค่าขนส่ง แต่ถ้าเก็บไว้ แล้วราคายางยังไม่ดีขึ้น จะเพิ่มขาดทุนไปอีก ไม่แน่ใจว่า บริษัทร่วมทุนฯ มีการบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งข้อมูลต่างๆ ควรจะเปิดเผย เนื่องจาก กยท.เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่เอกชน และการไปร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชนนั้นถูกต้องหรือไม่
ด้านนายสาย อิ่นคำ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในส่วนของตัวแทนสถาบัน เกษตรกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เสนอความเดือดร้อนของเกษตรกรผ่านบอร์ดหลายครั้งแต่ไม่มีใครฟัง และยังถูกประธานต่อว่าอีก เสนอว่าให้แกนนำแต่ละคนรวบรวมรายชื่อชาวสวนยาง เสนอนายกรัฐมนตรีให้ใช้ ม.44 ยุบ กยท. และไม่ต้องเก็บค่าธรรมเนียมส่งออก (เซสส์) สูบเลือดชาวสวนยาง
สอดคล้องกับนายสังเวียน ทวดห้อย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ กยท. (ตัวแทนสถาบันเกษตรกร) เผยว่า การทำงานต้องรับผิดชอบทั้งคณะ ในฐานะที่เป็นตัวแทนเข้าไปนั่งในบอร์ดได้เสนอแนวทางไปแล้วก็มีการคัดค้าน แต่ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่
ขณะที่นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มนํ้ามัน 16 จังหวัดภาคใต้ (คยป.) กล่าวว่า ตัวแทนเกษตรกร 5 คนก่อนเข้าไปเป็นบอร์ด กยท. ได้มีการเซ็นใบลาออกก่อนรับตำแหน่งว่าถ้าปฏิบัติหน้าที่ เป็นปากเสียงไม่ได้ยินดีที่จะลาออกทันที ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ถ้าไม่ปฏิบัติตามสัตยาบันจะโชว์หลักฐาน
ผู้สื่อข่าว “ฐานเศรษฐกิจ” ได้ตรวจสอบข้อมูลการจัดตั้งบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด จดทะเบียน วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านบาท กรรมการบริษัทมี 6 คน ได้แก่
1. นายธีธัช สุขสะอาด
2. นายวิชญ์พล สินเจริญกุล
3. นายภัทรพล วงศาสุทธิกุล
4. นายกรกฎ กิตติพล
5. นายบัณฑิต เกิดวงศ์บัณฑิต
และ 6. นายชำนาญ นพคุณขจร
กรรมการมีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท คือ นายธีธัช สุขสะอาด ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีก 2 คน รวมเป็น 3 คน หรือกรรมการจำนวน 4 คนลงลายมือชื่อร่วมกัน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 67/25 ถ.บางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม.