"ทำงานไปทำไมให้คนอื่นรวย"
"เรียนไปทำไมสุดท้ายก็ออกมาเตะฝุ่นอยู่ดี"
"ขายควายส่งควายเรียน อยู่กรุงเทพก็ต้องทำงานเป็นวัวเป็นควาย สุดท้ายก็ต้องกลับบ้านมาไถนาแทนแทนควาย"
"จะทำงานไปทำไมสุดท้ายรัฐก็เลี้ยง ได้เงินเยอะกว่าไอ้พวกที่ทำงานจ่ายภาษีด้วยซ้ำ"
เป็นคำถามที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ในสังคมของชนชั้นกลาง หรือแม้แต่สังคมของคนจนชนบท เป็นคำถามที่เด็กจบใหม่ เด็กที่กำลังเรียน และผู้ใหญ่ที่อายุยังห่างไกลวัยเกษียรทุกคนตั้งคำถามกับชีวิต ทำไมเราขายของได้เป็นล้านๆ แต่ค่าตอบแทนที่ได้กลับได้ไม่กี่%ของสิ่งที่ขายได้ ทำไมเราทำงานหนักแทบตายสุดท้ายบริษัทไม่เห็นหัวเชิญเราออกอย่างไม่ใยดี เพื่อแค่ลดต้นทุน ทำไมต้องตื่นเช้าทำงานตั้งแต่ตี5 กลับบ้าน2ทุ่มเป็นลูปไปทั้งชีวิต ทำไมชั้นต้องเรียนหนักอ่านหนังสือหนักๆเพื่อแค่จะสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงแล้วจบมาตกงาน ทำไมชั้นต้องจ่ายเงินค่าเทอมเป็นแสนๆแล้วสุดท้ายมันก็ต้องมาเกาะเรากินต่อไปอยู่ดี
สมัยก่อน คนเจนเบบี้บูมมักถูกปลูกฝังมาว่า จงตั้งใจเรียนจบไปจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เรียนสูงๆเพื่อจะได้งานดีๆทำ ทำงานก็ต้องขยันมากๆจะได้รวยๆ จะได้เลื่อนตำแหน่ง เคยสงสัยไหมทำไมคนญีปุ่นถึงขยันมาก เพราะถ้าเราได้งานบริษัทญี่ปุ่นจะเลี้ยงไปจนเกษียรจึงต้องทำงานหนักเพื่อตอบแทนบริษัท ซึ่งสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่เรียกว่าMotive เป็นตัวขับเคลื่อนคนให้ทำงาน บริษัทไม่ได้ให้แค่เงิน ให้ทั้งความมั่นคง ความฝัน ความผูกผันจากองค์กร เงินอาจเป็นแค่ความต้องการขั้นพื้นฐานแต่มนุษย์ต้องการอะไรมากกว่านั้น ความมั่นคง ความรัก ความฝันที่จะประสบความสำเร็จ
แต่ในสภาพความเป็นจริงไม่ใช่ ทุกอย่างเป็นต้นทุน มนุษย์เป็นแค่ทรัพยากร เป็นค่าใช้จ่าย ไม่มีใครที่อยากจะเลี้ยงคนไปยาวๆแล้วให้เงินเดือนเยอะๆแน่ และต่ำแหน่งต่างระดับสูงต่างๆก็มีจำกัด ไม่ใช้ทุกคนจะไต่ไปถึง และตัวบริษัทเองก็ใช้ว่าจะอยู่กันตลอดไปแบบราชการ หลายบริษัทที่เคนรุ่งโรจน์10ปีต่อมาอาจรุ่งริ่ง เช่นบริษัทโนเกีย หรือฟิมพ์ โกดัก รวมถึงธุรกิจต่างๆเช่น นิตยาสาร ร้านเช่าวีดีโอ ธุรกิจสื่อDVD ที่ทยอยปิดตัวลงตามความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
รูปแบบการจ้างงานจึงเปลี่ยนไป แทนที่จะจ้างกันยาวๆก็จ้างแบบเป็นสัญญา รายปี ราย6เดือน รายไตรมาศ แทนที่จะใช้พนักงานเยอะๆ ก็ใช้คน น้อยลงให้งานมากขึ้น เพิ่มเวลาการทำงาน เพิ่มวันการทำงาน สั่งงานนอกเวลา และการจ้างพนักงานเอาร์สอร์ตที่จ้างผ่านอีกบริษัทใหนรูปแบบฟรีแลนต์ ก็ฟรีแลนต์มันไม่ต้องมีสวัสดิการนิ ประกันสังคมก็ไม่ต้องจ่ายลดต้นทุนไปได้อีก และสุดท้ายใครไม่พอใจก็ล่าออกไป เราหาคนอย่างคุณมาแทนได้เรื่อยๆ จริงๆเราสามารถเปลี่ยนคนได้แบบเปลี่ยน สินค้าด้วยซ้ำ
ค่าของทรัพยากรบุคคลจึงลดลงไปมาก สมัยสงครามโลกทหารโซเวียต1คนมีค่าน้อยกว่าหมู1ตัว แต่สมัยนี้มนุษย์เงินเดือน1คนอาจถูกกว่า โทรศัพท์มือถือรุ่นล่างๆ สักเครื่องด้วยซ้ำ แทบจะเรียกว่าเป็นทรัพยากรแบบใช้แล้วทิ้ง เหมือนขนมซักห่อที่เราทานหมดก็ทิ้งกันแบบไม่มีเยื่อใย ไม่มีความผูกพัน ไม่มีคุณค่า เพราะเขาเป็นแค่ซองเปล่าที่เรารีดทุกอย่างมาจากเขาหมดแล้ว
และยิ่งการมีเครื่องจักรและหุ่นยนต์เขามาแทนที่ หุ่นยนต์ทำงานแม่นยำกว่า ขยันกว่า ค่าแรงในระยะยาวถูกกว่ามนุษย์1คนมาก หุ่นยนต์ไม่มาสาย ไม่อู้งาน ไม่ขี้เกียจ ไม่แอบไปสูบบุหรี่ ไม่ลาคลอด เสียก็เปลี่ยนใหม่ ไม่ก็เรียกช่างมาซ่อม ทำงาน24ชั่วโมง 7วันต่อสัปดาห์365วันต่อปี และบริหารจัดการง่ายกว่ามนุษย์เยอะ การจัดซื้อหุ่นยนต์จึงคุ้มกว่าคนมาก โดยเฉพาะแรงงานระดับล่างไร้ฝีมือ
ซึ่งมันเป็นการบีบตลาดแรงงานทางอ้อมงานน้อยลง แต่คนมากขึ้น ยิ่งกดเงินเดือนมนุษย์ได้มากขึ้น คนต้องแข่งขันกันมากขึ้น แต่เรามีทางเลือกไม่มาก ต้องยอมรับหรือไม่ก็ไปทำอย่างอื่น
ซึ่งก็จะมีทางเลือกคือ
1.ไปทำธุรกิจ ซึ่งในระบบทุนนิยมก็จะเจอปัญหาอีกคือ ธุรกิจเกิดใหม่ยาก อะไรง่ายๆอย่างร้านขายของชำ รายใหญ่มักทำกันหมดแล้วเราไม่อาจไปแทรกตัวเข้าไปได้เลย ทำให้30%มักไปไม่รอด และที่เหลือมักจบลงคือถ้าไม่โดนรายใหญ่ทุบตาย ก็โดนซื้อกิจการไป หรือโดนจำกัดให้ไม่โต และอย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำธุรกิจได้ มีทุนใหม่ มีที่ทางไหม มีเงินจ้างพนักงานไหม และตัวผู้ประกอบการเองมีหัวธุรกิจแค่ไหน การทำธุรกิจไม่ใช่เล่นขายของ เจ๊งสำหรับหลายคนคือล้มละลาย แม้แต่การสืบทอดกิจการต่างๆก็ตามลูกหลายคนไม่ชอบ หลายคนถึงขั้นเกลียด หลายคนก็ไม่เหมาะสมที่จะทำธุรกิจ และหลายธุรกิจของครอบครัวก็เป็นธุรกิจล้าสมัย กลายเป็นว่าลูกต้องมาแบกความฝันของพ่อแม่ไว้บนบ่า พ่อแม่อยากทำ ลูกไม่อยากทำ และทำไม่ไหว
2.กลับบ้านเข้าสู่ภาคการเกษตร แต่แน่นอนหลายคนก็ใช่ว่าจะเหมาะกับการเป็นเกษตรกร รับได้ไหมกับงานที่ต้องใช้แรงงานกลางแดด รับได้ไหมกับสภาพภูมิอากาศที่เดียวแล้งก็แล้งชนิดไม่พอใช้ พอมีน้ำก็เล่นขนาดท่วมจนต้องไปอยู่บนหลังคา ไหนจะโรค แมลง ภาวะการตลาดที่ผันผวน และนายทุนหน้าเลือดที่มาพร้อมระบบเกษตรพันธ-สัญญา และต่อให้คุณเป็นลูกเกษตรกรก็ตาม กลับบ้านไปปรากฏว่าแม่ขายนาขายควาย ส่งควายเรียนไปแล้ว ควายคงหมดโอกาสไปไถนาแล้วหละ ชีวิตเกษตรกรมันไม่สวยหรู ไม่ได้สบาย หรือเป็นเศรษฐกิจพอเพียงอะไรเลยมันคือธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่มีกำไรขาดทุน มีต้นทุน ต้องซื้อพันธุ์ข้าว ซื้อลูกปลา ซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ส่วนใหญ่ตัดต่อพันธุกรรมมาให้เป็นหมัน และบ้านเราเองก็ต้องมีรายจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าปุ๋ย เราไม่มีวันอยู่แบบพึ่งตนเองได้ โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว รายจ่ายสมัยนี้มันมีมากกว่าปัจจัย4เยอะ
3.ไปสมัครราชการ เป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับคนแสวงหาความมั่นคง และการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม แต่กระนั้นใช่ว่าเป็นแบบนั้นเสมอไป หลายหน่วยงานเลิกจ้างข้าราชการแต่ไปจ้างพนักงานของรัฐแทน คือเหมือนพนักงานเอกชนทุกอย่างสัญญาปีต่อปี แต่ได้เงินเดือนน้อยแบบราชการและอย่าหวังหาความก้าวหน้า หลายหน่วยงานก็ไม่ใช่ว่าจะสบาย ด้วยระเบียบราชการต่างๆที่มากขึ้น เอกสารก็เพิ่มขึ้น การตรวจสอบ การเลื่อนต่ำแหน่งต่างๆก็ยากขึ้น ข้าราชการหลายหน่วยงาน ต้องทำแต่เอกสารไร้สาระ จนไม่สามารถทำงานหลักได้ก็มีเช่น ครูหรือหมอ และพยาบาล
และที่ยากที่สุดคือการสอบเข้า คนตกงานมากยิ่งไปสอบราชการมาก มีตำแหน่งว่าง6ตำแหน่งแต่คนสอบ6000คน หลายครั้งเป็นหมื่นๆคน หลายครั้งก็เป็นแสน ทุกครั้งที่มีการสอบราชการมันจะกลายเป็นงานแฟร์ย่อมๆ ขนาดโต๊ะนั่งกินข้าวยังแทบไม่มี แล้วไซร์จะมีโต๊ะทำงานว่างได้อย่างไร แถม สอบข้อเขียนได้ใช่ว่าจะสอบสัมพาร์ทผ่าน แล้วเด็กเส้นอีกหละ คนในอีกหละ พวกโปรไฟล์เทพๆอีกหละ 6คนเก้าอี้จริงๆอาจแค่3หรือไม่มีเลย
และสุดท้ายเข้าไปได้คุณรับได้ไหมกับระบบราชการ การใช้เส้นสายพรรคพวก การเลียขา ไต่ด้วยเต้า ต่ำแหน่งหลอกๆที่ทำไว้กินเงินเดือนเล่น การขโมยงานไปเป็นของตัวเอง และการคอรัปชั่น ทนได้ไหมกับความเน่าเฟะนั้น คนไม่ทำงานสบาย แต่คนทำงานลำบาก หลายคนนี้พอมีการเออรี่รี่ไทย์ได้ก็รีบออกมาเลยก็มี เพราะเบื่อระบบราชการที่เน่าเฟะ ตรวจสอบไม่ได้ และห้าใครมาเสนอหน้าแก้ไข
4.นีต ฮิคกี้ ฟรีเตอร์ เป็นอาชีพใหม่เทรนใหม่ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ชนชั้นกลางมีเงิน ถ้าระบบการทำงานมันห่วยนักก็ไม่ต้องทำ เพราะไม่ทำเราก็มีเงินใช้ เงินพ่อแม่ เงินรัฐ มรดก เรามีบ้านอยู่ มีไฟใช้ เน็ตใช้พอ งานที่ทำอาจแค่ทำฆ่าเวลา เป็นงานอดิเรก ทำไปสนุกๆก็เท่านั้น บางคนทำงานพาสไทม์ตามร้านอาหาร บางคนเป็นนักเขียนอิสระ เป็นยูทูปเปอร์ เป็นคนขายของบนเน็ต แต่ถามว่ามันพอใช้ในรายจ่ายจริงๆไหม ไม่แค่พอมีค่าขนมกินนิดหน่อยแค่นั้น หรือจะอาศัยของเหลือจากร้านกิน หรือกินดอลล่าเมนูประทังชีวิตเอา หรือเคสหนักๆคือนีตหรือฮิคกี้ ที่ไม่ทำงานเลย เพราะไม่รู้จะทำไปทำไม ก็เมื่อเงินที่รัฐให้พ่อแม่ให้ มากกว่ารายได้จากการทำงานจริงๆด้วยซ้ำ เพราะหักค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการทำงานต่างๆ มันก็ใช่ว่าจะเหลือ แต่ถามว่ามันมั่นคงไหม "ไม่" เงินมรดกซักวันมันก็หมด พ่อแม่ซักวันก็ต้องตายหรือไม่ก็ซับพอร์ตต่อไม่ไหว นโยบายรัฐเองก็อาจเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ แต่เหล่านีตก็ถามกลับว่าแล้วคิดหรอว่าการทำงานบริษัท บริษัทจะเลี้ยงเราไปจนตาย ซักวันมันก็เฉดหัวเราออกอยู่ดี ฟรีเตอร์เองก็คิดไม่ต่างกันว่าการทำงานประจำสมัยนี้ก็ไม่ต่างจากงานพาสไทม์ที่ทำเลย แถมต้องโดนบีบรัดด้วยข้อจำกัดต่างๆ ต่างจากทำงานพาสไทม์ที่ไม่อยากไปทำก็ไม่ต้องทำ
แม้แต่เด็กๆเองก็ใช่ว่าจะไม่เจอปัญหานี้ ทุกคนตั้งคำถามกันว่า ชั้นเรียนไปทำไมเรียนแล้วได้ใช้ไหม อ่านหนังสือไปทำไม แข่งขันกันสอบไปทำไม หลายประเทศการแข่งขันในการเข้ามหาลัยสูงมาก อย่างจีนเองถึงขนาดต้องต่อสายน้ำเกลืออ่านหนังสือกัน แต่บัณฑิตจบใหม่กลับต้องเดินออกมาเตะฝุ่นกันเป็นว่าเล่น
และการศึกษาเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ในอเมริกาค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเป็นระดับแสนเหรียญ พอๆกับการผ่อนบ้านหลังหนึ่งทีเดียว แต่เงินเดือนที่ได้กลับน้อยมากไม่กี่พันเหรียญ การศึกษาจึงเริ่มเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ลงทุนสูง กำไรต่ำ และความรู้สมัยนี้ก็หาง่ายมากๆ มีร้านหนังสือมากมาย มีห้องสมุด มีอินเตอร์เน็ต มีครูยูทูป ครูกูเกิล ครูวิกิ
และการศึกษานั้นหลายคนมองว่ามันเป็นแค่ระบบเอาไว้ปลูกฝังอุดมการณ์ของรัฐ โฆษณาชวนเชื่อ ความเป็นชาตินิยม มีไว้แค่ล้างสมองเยาวชน ไม่ได้มีไว้เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แต่อย่างใด หรือเป็นแค่ธุรกิจอันหนึ่งที่มีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ จากการจ้างคนที่มีความรู้มากกว่าผู้เรียนมาพูดหน้าชั้น
และการเรียนในระดับมัธยมเองก็เป็นการเรียนแบบจับฉ่าย เรียนตั้งแต่เลื่อยไม้ยันแคลคูลัส ซึ่งหลายคนเองก็ไม่ได้ได้ใช้ และชาตินี้ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้และไม่ได้เรียนตามความถนัดของตัวผู้เรียน บางคนเก่งเลขแต่โดนบังคับให้เรียนแต่งกลอน บางคนเก่งภาษาแต่บังคับให้เรียนแคลคูลัส กลายเป็นว่าเป้นการพัฒนาคนไม่ถูกจุด
และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่าการสอบที่ส่วนใหญ่เป็นอัตนัย ซึ่งต้องตอบให้ตรงกับใจผู้ถาม ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กได้ฝึกคิดวิเคราะห์อะไรเลย รวมถึงไม่ได้ฝึกให้เด็กเสนอความคิดเห็นต่างๆซึ่งการเสนอความคิดเห็นนั้นเป็นพื้นฐานของพื้นฐานของระบบประชาธิปไตย แต่กลับเน้นให้ตอบแบบตรงใจผู้ถามหรือก็คือการบังคับให้คิดแบบตรงใจผู้มีอำนาจนั้นเอง
และยังเป็นการประเมินเด็กแบบจับฉ่ายอีกด้วย เด็กทุกคนไม่ได้เก่งเหมือนๆกันหมดแต่เอาข้อสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันมาวัดเด็ก ปลาไม่สามารถปีนต้นไม้แข่งกับลิงได้ ลิงเองก็ไม่สามารถว่ายน้ำแข่งกับปลาได้ ปลาและลิงเองก็ไม่สามารถร่อนลงมาอย่างกระรอกบินได้
สุดท้ายไม่แปลกใจเลยที่เด็กทั่วโลกจะเริ่มตั้งถามกับสิ่งที่พวกเขาต้องไปเจอทุกวัน พ่อแม่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองทุกครั้งที่ต้องไปจ่ายค่าเทอม เด็กหลายคนเริ่มไม่อยากเรียน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาทางออกยังไง เพราะระดับการศึกษาก็ยังเป็นตัวชี้วัดรายได้ที่ควรจะได้ของบุคคล เหมือนเป็นใบแปะราคาสินค้าในท้องตลาด แต่ถามว่าจะมีคนซื้อเราหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ เราอาจจะโดนวางไว้บนชั้นจนเน่าตายไปเลยก็ได้
ทุกคนตั้งคำถาม ถึงการกระจายรายได้ในโลกทุนนิยม คนรวยครองทรัพยากร99%แต่คนจน99%ต้องแย่งทรัพยากร1%ที่เหลือ มีแต่การแข่งขันเต็มไปหมด และช่องทางการแข่งขันก็ลดน้อยลง จากสายเคเบิลเส้นหนาและมั่นคงเหลือแค่เส้นด้ายเส้นบางๆ ที่ทั้งคมและอาจขาดเมื่อไหร่ก็ได้ บางคนยอมโดนด่าโดนว่า โดนตีตราว่าเป็นนีตก็เพื่อหลีกหนีการแข่งขัน การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนรวยรังแกคนจน คนรวยฆ่าคนจน สูบเลือด สูบเนื้อ แล้วเอากระดูกมาป่นเอาไปทำอาหารสัตว์เพื่อให้คนจนกิน เราเป็นแค่สัตว์เศรษฐกิจในโลกทุนนิยม เป็นแค่หมูโง่ๆ ในคอกเล็กๆแต่ราคาแพงนรกที่เรียกว่าคอนโด ต้องนั่งรถขนหมูที่ทั้งเล็กทั้งเบียดเสียดไปกับหมูตัวอื่น ไปออกไข่และรีดนมให้คนรวย แล้วตอนเย็นก็นั่งรถคันเดิมกลับเข้าคอก ไปกินอาหารหมู แล้วตื่นเช้ามาไปออกไข่ รีดนมใหม่ และเมื่อเราออกไข่ไม่ได้ รีดนมไม่ได้แล้วเราก็โดนเชือดทิ้งไปขายหน้าฟาร์ม อนิจจาHuman Cattle
บทความโดย
นายรัชตะ โยธาประเสริฐ
วิกฤตศรัทธาของเหล่าHuman Cattle
"เรียนไปทำไมสุดท้ายก็ออกมาเตะฝุ่นอยู่ดี"
"ขายควายส่งควายเรียน อยู่กรุงเทพก็ต้องทำงานเป็นวัวเป็นควาย สุดท้ายก็ต้องกลับบ้านมาไถนาแทนแทนควาย"
"จะทำงานไปทำไมสุดท้ายรัฐก็เลี้ยง ได้เงินเยอะกว่าไอ้พวกที่ทำงานจ่ายภาษีด้วยซ้ำ"
เป็นคำถามที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ในสังคมของชนชั้นกลาง หรือแม้แต่สังคมของคนจนชนบท เป็นคำถามที่เด็กจบใหม่ เด็กที่กำลังเรียน และผู้ใหญ่ที่อายุยังห่างไกลวัยเกษียรทุกคนตั้งคำถามกับชีวิต ทำไมเราขายของได้เป็นล้านๆ แต่ค่าตอบแทนที่ได้กลับได้ไม่กี่%ของสิ่งที่ขายได้ ทำไมเราทำงานหนักแทบตายสุดท้ายบริษัทไม่เห็นหัวเชิญเราออกอย่างไม่ใยดี เพื่อแค่ลดต้นทุน ทำไมต้องตื่นเช้าทำงานตั้งแต่ตี5 กลับบ้าน2ทุ่มเป็นลูปไปทั้งชีวิต ทำไมชั้นต้องเรียนหนักอ่านหนังสือหนักๆเพื่อแค่จะสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงแล้วจบมาตกงาน ทำไมชั้นต้องจ่ายเงินค่าเทอมเป็นแสนๆแล้วสุดท้ายมันก็ต้องมาเกาะเรากินต่อไปอยู่ดี
สมัยก่อน คนเจนเบบี้บูมมักถูกปลูกฝังมาว่า จงตั้งใจเรียนจบไปจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เรียนสูงๆเพื่อจะได้งานดีๆทำ ทำงานก็ต้องขยันมากๆจะได้รวยๆ จะได้เลื่อนตำแหน่ง เคยสงสัยไหมทำไมคนญีปุ่นถึงขยันมาก เพราะถ้าเราได้งานบริษัทญี่ปุ่นจะเลี้ยงไปจนเกษียรจึงต้องทำงานหนักเพื่อตอบแทนบริษัท ซึ่งสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่เรียกว่าMotive เป็นตัวขับเคลื่อนคนให้ทำงาน บริษัทไม่ได้ให้แค่เงิน ให้ทั้งความมั่นคง ความฝัน ความผูกผันจากองค์กร เงินอาจเป็นแค่ความต้องการขั้นพื้นฐานแต่มนุษย์ต้องการอะไรมากกว่านั้น ความมั่นคง ความรัก ความฝันที่จะประสบความสำเร็จ
แต่ในสภาพความเป็นจริงไม่ใช่ ทุกอย่างเป็นต้นทุน มนุษย์เป็นแค่ทรัพยากร เป็นค่าใช้จ่าย ไม่มีใครที่อยากจะเลี้ยงคนไปยาวๆแล้วให้เงินเดือนเยอะๆแน่ และต่ำแหน่งต่างระดับสูงต่างๆก็มีจำกัด ไม่ใช้ทุกคนจะไต่ไปถึง และตัวบริษัทเองก็ใช้ว่าจะอยู่กันตลอดไปแบบราชการ หลายบริษัทที่เคนรุ่งโรจน์10ปีต่อมาอาจรุ่งริ่ง เช่นบริษัทโนเกีย หรือฟิมพ์ โกดัก รวมถึงธุรกิจต่างๆเช่น นิตยาสาร ร้านเช่าวีดีโอ ธุรกิจสื่อDVD ที่ทยอยปิดตัวลงตามความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
รูปแบบการจ้างงานจึงเปลี่ยนไป แทนที่จะจ้างกันยาวๆก็จ้างแบบเป็นสัญญา รายปี ราย6เดือน รายไตรมาศ แทนที่จะใช้พนักงานเยอะๆ ก็ใช้คน น้อยลงให้งานมากขึ้น เพิ่มเวลาการทำงาน เพิ่มวันการทำงาน สั่งงานนอกเวลา และการจ้างพนักงานเอาร์สอร์ตที่จ้างผ่านอีกบริษัทใหนรูปแบบฟรีแลนต์ ก็ฟรีแลนต์มันไม่ต้องมีสวัสดิการนิ ประกันสังคมก็ไม่ต้องจ่ายลดต้นทุนไปได้อีก และสุดท้ายใครไม่พอใจก็ล่าออกไป เราหาคนอย่างคุณมาแทนได้เรื่อยๆ จริงๆเราสามารถเปลี่ยนคนได้แบบเปลี่ยน สินค้าด้วยซ้ำ
ค่าของทรัพยากรบุคคลจึงลดลงไปมาก สมัยสงครามโลกทหารโซเวียต1คนมีค่าน้อยกว่าหมู1ตัว แต่สมัยนี้มนุษย์เงินเดือน1คนอาจถูกกว่า โทรศัพท์มือถือรุ่นล่างๆ สักเครื่องด้วยซ้ำ แทบจะเรียกว่าเป็นทรัพยากรแบบใช้แล้วทิ้ง เหมือนขนมซักห่อที่เราทานหมดก็ทิ้งกันแบบไม่มีเยื่อใย ไม่มีความผูกพัน ไม่มีคุณค่า เพราะเขาเป็นแค่ซองเปล่าที่เรารีดทุกอย่างมาจากเขาหมดแล้ว
และยิ่งการมีเครื่องจักรและหุ่นยนต์เขามาแทนที่ หุ่นยนต์ทำงานแม่นยำกว่า ขยันกว่า ค่าแรงในระยะยาวถูกกว่ามนุษย์1คนมาก หุ่นยนต์ไม่มาสาย ไม่อู้งาน ไม่ขี้เกียจ ไม่แอบไปสูบบุหรี่ ไม่ลาคลอด เสียก็เปลี่ยนใหม่ ไม่ก็เรียกช่างมาซ่อม ทำงาน24ชั่วโมง 7วันต่อสัปดาห์365วันต่อปี และบริหารจัดการง่ายกว่ามนุษย์เยอะ การจัดซื้อหุ่นยนต์จึงคุ้มกว่าคนมาก โดยเฉพาะแรงงานระดับล่างไร้ฝีมือ
ซึ่งมันเป็นการบีบตลาดแรงงานทางอ้อมงานน้อยลง แต่คนมากขึ้น ยิ่งกดเงินเดือนมนุษย์ได้มากขึ้น คนต้องแข่งขันกันมากขึ้น แต่เรามีทางเลือกไม่มาก ต้องยอมรับหรือไม่ก็ไปทำอย่างอื่น
ซึ่งก็จะมีทางเลือกคือ
1.ไปทำธุรกิจ ซึ่งในระบบทุนนิยมก็จะเจอปัญหาอีกคือ ธุรกิจเกิดใหม่ยาก อะไรง่ายๆอย่างร้านขายของชำ รายใหญ่มักทำกันหมดแล้วเราไม่อาจไปแทรกตัวเข้าไปได้เลย ทำให้30%มักไปไม่รอด และที่เหลือมักจบลงคือถ้าไม่โดนรายใหญ่ทุบตาย ก็โดนซื้อกิจการไป หรือโดนจำกัดให้ไม่โต และอย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำธุรกิจได้ มีทุนใหม่ มีที่ทางไหม มีเงินจ้างพนักงานไหม และตัวผู้ประกอบการเองมีหัวธุรกิจแค่ไหน การทำธุรกิจไม่ใช่เล่นขายของ เจ๊งสำหรับหลายคนคือล้มละลาย แม้แต่การสืบทอดกิจการต่างๆก็ตามลูกหลายคนไม่ชอบ หลายคนถึงขั้นเกลียด หลายคนก็ไม่เหมาะสมที่จะทำธุรกิจ และหลายธุรกิจของครอบครัวก็เป็นธุรกิจล้าสมัย กลายเป็นว่าลูกต้องมาแบกความฝันของพ่อแม่ไว้บนบ่า พ่อแม่อยากทำ ลูกไม่อยากทำ และทำไม่ไหว
2.กลับบ้านเข้าสู่ภาคการเกษตร แต่แน่นอนหลายคนก็ใช่ว่าจะเหมาะกับการเป็นเกษตรกร รับได้ไหมกับงานที่ต้องใช้แรงงานกลางแดด รับได้ไหมกับสภาพภูมิอากาศที่เดียวแล้งก็แล้งชนิดไม่พอใช้ พอมีน้ำก็เล่นขนาดท่วมจนต้องไปอยู่บนหลังคา ไหนจะโรค แมลง ภาวะการตลาดที่ผันผวน และนายทุนหน้าเลือดที่มาพร้อมระบบเกษตรพันธ-สัญญา และต่อให้คุณเป็นลูกเกษตรกรก็ตาม กลับบ้านไปปรากฏว่าแม่ขายนาขายควาย ส่งควายเรียนไปแล้ว ควายคงหมดโอกาสไปไถนาแล้วหละ ชีวิตเกษตรกรมันไม่สวยหรู ไม่ได้สบาย หรือเป็นเศรษฐกิจพอเพียงอะไรเลยมันคือธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่มีกำไรขาดทุน มีต้นทุน ต้องซื้อพันธุ์ข้าว ซื้อลูกปลา ซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ส่วนใหญ่ตัดต่อพันธุกรรมมาให้เป็นหมัน และบ้านเราเองก็ต้องมีรายจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าปุ๋ย เราไม่มีวันอยู่แบบพึ่งตนเองได้ โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว รายจ่ายสมัยนี้มันมีมากกว่าปัจจัย4เยอะ
3.ไปสมัครราชการ เป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับคนแสวงหาความมั่นคง และการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม แต่กระนั้นใช่ว่าเป็นแบบนั้นเสมอไป หลายหน่วยงานเลิกจ้างข้าราชการแต่ไปจ้างพนักงานของรัฐแทน คือเหมือนพนักงานเอกชนทุกอย่างสัญญาปีต่อปี แต่ได้เงินเดือนน้อยแบบราชการและอย่าหวังหาความก้าวหน้า หลายหน่วยงานก็ไม่ใช่ว่าจะสบาย ด้วยระเบียบราชการต่างๆที่มากขึ้น เอกสารก็เพิ่มขึ้น การตรวจสอบ การเลื่อนต่ำแหน่งต่างๆก็ยากขึ้น ข้าราชการหลายหน่วยงาน ต้องทำแต่เอกสารไร้สาระ จนไม่สามารถทำงานหลักได้ก็มีเช่น ครูหรือหมอ และพยาบาล
และที่ยากที่สุดคือการสอบเข้า คนตกงานมากยิ่งไปสอบราชการมาก มีตำแหน่งว่าง6ตำแหน่งแต่คนสอบ6000คน หลายครั้งเป็นหมื่นๆคน หลายครั้งก็เป็นแสน ทุกครั้งที่มีการสอบราชการมันจะกลายเป็นงานแฟร์ย่อมๆ ขนาดโต๊ะนั่งกินข้าวยังแทบไม่มี แล้วไซร์จะมีโต๊ะทำงานว่างได้อย่างไร แถม สอบข้อเขียนได้ใช่ว่าจะสอบสัมพาร์ทผ่าน แล้วเด็กเส้นอีกหละ คนในอีกหละ พวกโปรไฟล์เทพๆอีกหละ 6คนเก้าอี้จริงๆอาจแค่3หรือไม่มีเลย
และสุดท้ายเข้าไปได้คุณรับได้ไหมกับระบบราชการ การใช้เส้นสายพรรคพวก การเลียขา ไต่ด้วยเต้า ต่ำแหน่งหลอกๆที่ทำไว้กินเงินเดือนเล่น การขโมยงานไปเป็นของตัวเอง และการคอรัปชั่น ทนได้ไหมกับความเน่าเฟะนั้น คนไม่ทำงานสบาย แต่คนทำงานลำบาก หลายคนนี้พอมีการเออรี่รี่ไทย์ได้ก็รีบออกมาเลยก็มี เพราะเบื่อระบบราชการที่เน่าเฟะ ตรวจสอบไม่ได้ และห้าใครมาเสนอหน้าแก้ไข
4.นีต ฮิคกี้ ฟรีเตอร์ เป็นอาชีพใหม่เทรนใหม่ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ชนชั้นกลางมีเงิน ถ้าระบบการทำงานมันห่วยนักก็ไม่ต้องทำ เพราะไม่ทำเราก็มีเงินใช้ เงินพ่อแม่ เงินรัฐ มรดก เรามีบ้านอยู่ มีไฟใช้ เน็ตใช้พอ งานที่ทำอาจแค่ทำฆ่าเวลา เป็นงานอดิเรก ทำไปสนุกๆก็เท่านั้น บางคนทำงานพาสไทม์ตามร้านอาหาร บางคนเป็นนักเขียนอิสระ เป็นยูทูปเปอร์ เป็นคนขายของบนเน็ต แต่ถามว่ามันพอใช้ในรายจ่ายจริงๆไหม ไม่แค่พอมีค่าขนมกินนิดหน่อยแค่นั้น หรือจะอาศัยของเหลือจากร้านกิน หรือกินดอลล่าเมนูประทังชีวิตเอา หรือเคสหนักๆคือนีตหรือฮิคกี้ ที่ไม่ทำงานเลย เพราะไม่รู้จะทำไปทำไม ก็เมื่อเงินที่รัฐให้พ่อแม่ให้ มากกว่ารายได้จากการทำงานจริงๆด้วยซ้ำ เพราะหักค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการทำงานต่างๆ มันก็ใช่ว่าจะเหลือ แต่ถามว่ามันมั่นคงไหม "ไม่" เงินมรดกซักวันมันก็หมด พ่อแม่ซักวันก็ต้องตายหรือไม่ก็ซับพอร์ตต่อไม่ไหว นโยบายรัฐเองก็อาจเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ แต่เหล่านีตก็ถามกลับว่าแล้วคิดหรอว่าการทำงานบริษัท บริษัทจะเลี้ยงเราไปจนตาย ซักวันมันก็เฉดหัวเราออกอยู่ดี ฟรีเตอร์เองก็คิดไม่ต่างกันว่าการทำงานประจำสมัยนี้ก็ไม่ต่างจากงานพาสไทม์ที่ทำเลย แถมต้องโดนบีบรัดด้วยข้อจำกัดต่างๆ ต่างจากทำงานพาสไทม์ที่ไม่อยากไปทำก็ไม่ต้องทำ
แม้แต่เด็กๆเองก็ใช่ว่าจะไม่เจอปัญหานี้ ทุกคนตั้งคำถามกันว่า ชั้นเรียนไปทำไมเรียนแล้วได้ใช้ไหม อ่านหนังสือไปทำไม แข่งขันกันสอบไปทำไม หลายประเทศการแข่งขันในการเข้ามหาลัยสูงมาก อย่างจีนเองถึงขนาดต้องต่อสายน้ำเกลืออ่านหนังสือกัน แต่บัณฑิตจบใหม่กลับต้องเดินออกมาเตะฝุ่นกันเป็นว่าเล่น
และการศึกษาเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ในอเมริกาค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเป็นระดับแสนเหรียญ พอๆกับการผ่อนบ้านหลังหนึ่งทีเดียว แต่เงินเดือนที่ได้กลับน้อยมากไม่กี่พันเหรียญ การศึกษาจึงเริ่มเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ลงทุนสูง กำไรต่ำ และความรู้สมัยนี้ก็หาง่ายมากๆ มีร้านหนังสือมากมาย มีห้องสมุด มีอินเตอร์เน็ต มีครูยูทูป ครูกูเกิล ครูวิกิ
และการศึกษานั้นหลายคนมองว่ามันเป็นแค่ระบบเอาไว้ปลูกฝังอุดมการณ์ของรัฐ โฆษณาชวนเชื่อ ความเป็นชาตินิยม มีไว้แค่ล้างสมองเยาวชน ไม่ได้มีไว้เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แต่อย่างใด หรือเป็นแค่ธุรกิจอันหนึ่งที่มีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ จากการจ้างคนที่มีความรู้มากกว่าผู้เรียนมาพูดหน้าชั้น
และการเรียนในระดับมัธยมเองก็เป็นการเรียนแบบจับฉ่าย เรียนตั้งแต่เลื่อยไม้ยันแคลคูลัส ซึ่งหลายคนเองก็ไม่ได้ได้ใช้ และชาตินี้ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้และไม่ได้เรียนตามความถนัดของตัวผู้เรียน บางคนเก่งเลขแต่โดนบังคับให้เรียนแต่งกลอน บางคนเก่งภาษาแต่บังคับให้เรียนแคลคูลัส กลายเป็นว่าเป้นการพัฒนาคนไม่ถูกจุด
และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่าการสอบที่ส่วนใหญ่เป็นอัตนัย ซึ่งต้องตอบให้ตรงกับใจผู้ถาม ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กได้ฝึกคิดวิเคราะห์อะไรเลย รวมถึงไม่ได้ฝึกให้เด็กเสนอความคิดเห็นต่างๆซึ่งการเสนอความคิดเห็นนั้นเป็นพื้นฐานของพื้นฐานของระบบประชาธิปไตย แต่กลับเน้นให้ตอบแบบตรงใจผู้ถามหรือก็คือการบังคับให้คิดแบบตรงใจผู้มีอำนาจนั้นเอง
และยังเป็นการประเมินเด็กแบบจับฉ่ายอีกด้วย เด็กทุกคนไม่ได้เก่งเหมือนๆกันหมดแต่เอาข้อสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันมาวัดเด็ก ปลาไม่สามารถปีนต้นไม้แข่งกับลิงได้ ลิงเองก็ไม่สามารถว่ายน้ำแข่งกับปลาได้ ปลาและลิงเองก็ไม่สามารถร่อนลงมาอย่างกระรอกบินได้
สุดท้ายไม่แปลกใจเลยที่เด็กทั่วโลกจะเริ่มตั้งถามกับสิ่งที่พวกเขาต้องไปเจอทุกวัน พ่อแม่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองทุกครั้งที่ต้องไปจ่ายค่าเทอม เด็กหลายคนเริ่มไม่อยากเรียน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาทางออกยังไง เพราะระดับการศึกษาก็ยังเป็นตัวชี้วัดรายได้ที่ควรจะได้ของบุคคล เหมือนเป็นใบแปะราคาสินค้าในท้องตลาด แต่ถามว่าจะมีคนซื้อเราหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ เราอาจจะโดนวางไว้บนชั้นจนเน่าตายไปเลยก็ได้
ทุกคนตั้งคำถาม ถึงการกระจายรายได้ในโลกทุนนิยม คนรวยครองทรัพยากร99%แต่คนจน99%ต้องแย่งทรัพยากร1%ที่เหลือ มีแต่การแข่งขันเต็มไปหมด และช่องทางการแข่งขันก็ลดน้อยลง จากสายเคเบิลเส้นหนาและมั่นคงเหลือแค่เส้นด้ายเส้นบางๆ ที่ทั้งคมและอาจขาดเมื่อไหร่ก็ได้ บางคนยอมโดนด่าโดนว่า โดนตีตราว่าเป็นนีตก็เพื่อหลีกหนีการแข่งขัน การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนรวยรังแกคนจน คนรวยฆ่าคนจน สูบเลือด สูบเนื้อ แล้วเอากระดูกมาป่นเอาไปทำอาหารสัตว์เพื่อให้คนจนกิน เราเป็นแค่สัตว์เศรษฐกิจในโลกทุนนิยม เป็นแค่หมูโง่ๆ ในคอกเล็กๆแต่ราคาแพงนรกที่เรียกว่าคอนโด ต้องนั่งรถขนหมูที่ทั้งเล็กทั้งเบียดเสียดไปกับหมูตัวอื่น ไปออกไข่และรีดนมให้คนรวย แล้วตอนเย็นก็นั่งรถคันเดิมกลับเข้าคอก ไปกินอาหารหมู แล้วตื่นเช้ามาไปออกไข่ รีดนมใหม่ และเมื่อเราออกไข่ไม่ได้ รีดนมไม่ได้แล้วเราก็โดนเชือดทิ้งไปขายหน้าฟาร์ม อนิจจาHuman Cattle
บทความโดย
นายรัชตะ โยธาประเสริฐ