
สวัสดีเพื่อนๆทุกท่าน MC มาริโอ้รับหน้าที่วันนี้ครับ น่าจะเกือบ 3 ปี เต็มที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการต้อนรับพูดคุยกับเพื่อนๆ จากวันนั้นถึงวันนี้ หลากหลายเหตุการณ์ หลากหลายเรื่องราวที่ได้ทำร่วมกันมา รู้สึกผูกพันกับเพื่อนๆทุกคนครับ
และกว่า 3 ปี ที่ได้ต่อสู้กันทางความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน สิ่งที่บอกว่ายังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน หากมองในแง่ลบนั่นคือความยึดติด หากมองในแง่บวกนั่นคืออุดมการณ์ของเพื่อนๆสมาชิกหลายคนยังไม่เคยเปลี่ยนเช่นกันครับ สุดแล้วแต่ใครจะมอง
"ประเทศไทย ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวตรงการเมือง" คำๆนี้น่าจะถูกต้องครับ คราวนี้เราจะลองมามองดูง่ายๆกันดูว่าการส่งเสริมให้ผู้คนรักและเคารพในการเมืองแบบประชาธิปไตย กับแบบเผด็จการ แบบไหนจะดีกว่ากัน จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาตามที่ยกตัวอย่างในกระทู้นี้ เรามาลองไล่เรียงกันดูแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไปตามความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้ใครมาบริหารประเทศ ไล่มาตั้งแต่คุณชวน คุณบรรหาร พลเอกชวลิต คุณทักษิณ คุณสมัคร คุณยิ่งลักษณ์ การปรับเปลี่ยนตัวผู้บริหารประเทศผ่านการเลือกตั้งจากเสียงของประชาชน MC มองว่าเป็นเรื่องที่ดี ในทางกลับกันนั้น การขับไล่ผู้นำเผด็จการทั้งในประเทศไทยเอง และต่างประเทศล้วนจบลงด้วยความรุนแรงและความสูญเสียทั้งสิ้น
มันไม่มีระบอบอะไรหรอกครับที่มันจะสมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อครหาเลย คงไม่แปลกหากจะมีคนศรัทธาไปตามระบอบต่างๆ แต่ประชาธิปไตยสามารถเปลี่ยนตัวเลือกได้เมื่อทำหน้าที่ไม่ดีและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากกว่ามาทำสิ่งดีๆให้กับประชาชน MC เชื่อว่าประชาชนไม่โง่ที่จะเลือกคนที่มาสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง ทำให้ตนเองจนลงหรือใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากขึ้น ส่วนระบอบเผด็จการนั้นผู้นำดี ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ดีก็พัง ผู้นำไม่ดีแม้ผู้ใต้บังคับบัญชาดีก็พัง ประชาชนตรวจสอบอะไรไม่ได้ การยอมรับจากนานาชาติดีแค่ไหนทำไมต้องมาคอยอธิบายให้ต่างชาติฟังแล้วเขาฟังเราแค่ไหน การเยือนแผ่นดินอเมริกาเมื่อเร็วๆนี้เราได้อะไรกลับมา การยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศไทยของมาร์ค ซัคเคอรืเบิร์ก บ่งบอกนัยยะอะไรหรือไม่ และการปรับเปลี่ยนผู้นำของระบอบนี้มักจะจบลงด้วยความสูญเสียเสมอ หากคุณกังวลว่าประชาธิปไตยปกครองยาก อาจจะล้มเหลวในการปกครอง แต่มันก็แก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ระบอบเผด็จการไม่ได้เช่นกัน สิ่งที่ควรทำที่สุดคือปลูกฝังให้คนไทยทุกฝ่ายเคารพในกติกาและยอมรับผลการตัดสินใจของประชาชน จะดีจะร้ายยังไงค่อยเช็คบิลกันในการเลือกตั้งครั้งหน้าผ่านคูหา ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่ามานี้ผมเองยังไม่เห็นจะทำกันในเรื่องนี้เลยทั้งที่เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สร้างความสงบสุขให้กับประเทศ
ด้านเศรษฐกิจ GDP ที่โตขึ้นจากยักษ์ใหญ่ไม่กี่บริษัทมันไม่ใช่เรื่องที่ดีไปจาก GDP ที่โตขึ้นจากเศรษฐกิจรากหญ้าขึ้นไป ประชาชนฐานรากไม่ค่อยได้อะไรกับ GDP นี้ นอกจากการเติบโตขึ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ จนเป็นที่มาของคำว่ารวยกระจุกจนกระจาย
ส่วนดัชนีความสุขที่ไทยได้อันดับดีคือ 32 ของโลก ที่ 3 ของเอเชียนั้น
https://www.thairath.co.th/content/892667
MC ก็ยังคงสงสัยผลของดัชนีนั้นจะถูกผลักไสให้เป็นคนชังชาติอีกรายหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ในใจได้แต่ภาวนาให้มันสุขจริงๆ แต่ในคำตอบว่าสุขหรือไม่สุขมันอยู่ในใจคนไทยอยู่แล้วและปัจจัยในการบ่งชี้ ตัวแปรสำคัญของดัชนีนั้นครบถ้วนหรือไม่ ถามคนไทย ถามคนที่ต้องทำมาหากินบ้างหรือไม่ว่าเขามีความสุขหรือเขาต้องดิ้นรนให้พ้นสภาพเศรษฐกิจช่วงนี้กันครบถ้วนกันหรือยัง
ในระยะเวลาใกล้กันนี้ MC มี 2 ตัวอย่างที่นำมาร่วมแจมกับดัชนีความสุขเช่นกัน ซึ่งมีทั้งย้อนแย้งและคล้อยตามพ่วงบทวิเคราะห์
ในขณะที่ดัชนีความสุขของโลกไทยกลับอยู่ในอันดับที่ไม่ดีในความสงบ มันดูค่อนข้างย้อนแย้งกันในตัว
ดัชนีชี้วัดความสงบสุดของโลก ไอซ์แลนด์-นิวซีแลนด์มาแรงคว้าไป ไทยที่ 120 สหรัฐฯ ร่วงรูด
ผลสำรวจดัชนีชี้วัดความสงบสุดของโลกไทยติดอันดับ 120 ไอซ์แลนด์-นิวซีแลนด์ติดทอป ด้านสหรัฐฯ ยุคทรัมป์รูดกราวร่วง http://winne.ws/n16063
Vision of humanity หน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดอันดับดัชนีชี้วัดความสงบสุขของโลก หรือ Global Peace Index ได้เปิดเผยผลสำรวจประจำปี 2017 แล้ว โดยประเทศไทยติดอันดับที่ 120 ดีขึ้นมา 5 อันดับ ส่วนยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ อันดับรูดลง11 อันดับ อยู่ที่ อันดับ 114
สำหรับกลุ่มประเทศผู้นด้านความสงบสุขของโลกนั้นได้แก่ ไอซ์แลนด์อันดับที่ 1 นิวซีแลนด์อันดับที่2 และที่น่าประหลาดใจคือปีนี้โปรตุเกสเป็นอันดับที่ 3 ผลการศึกษาสันติภาพโลกนั้นอ้างอิงจาก การเมืองที่มีความวุ่นวาย อิสระภาพสื่อเสื่อมถอย การรับรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมเป็นสาธารณะ และการคอรัปชั่นมากขึ้น รวมถึงการยอมรับชาวมุสลิมและชนกลุ่มน้อยอื่นๆลดลง
กลุ่มรั้งท้ายนั้นส่วนมากเป็นประเทศที่ยังอยู่ในสถานการณ์การสู้รบ ซีเรียครองแชมป์ 4ปีติดในอันดับที่ 163 เช่นเดียวกับ อัฟกานิสถาน อิรัก ซูดานใต้และเยเมน
http://www.winnews.tv/news/16063
ไทยติดอันดับ 1 มีความสุขทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก 3 ปีซ้อน
https://pantip.com/topic/36193697
http://www.tsdf.or.th/th/sdgs-sdindexes/10455-these-are-the-worlds-most-miserable-economies/
ว่าแต่คนไทยมีความสุขทางเศรษฐกิจที่สุดในโลก' เอ๊ะ วัดจากอะไรกันนะ?
MC จะลองนำบทวิเคราะห์ที่กูรูเขาเขาเขียนไว้มาให้อ่านกันบ้าง
ดีใจกันไปทั้งเมือง มีคนประกาศให้เรารู้ว่าสื่อต่างชาติเขาจัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุขทางเศรษฐกิจที่สุดในโลก (โอ้โห ดีงามสุด ๆ ไปเลย) ไม่ว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่มีความสุขกับเศรษฐกิจช่วงนี้ หรือไม่ค่อยมีก็ตาม ได้ยินข่าวแบบนี้ก็ใจชื้นขึ้นมา 39 ระดับ จนอยากรู้ต่อไปเลยว่า เอ ที่เขาว่าว่าพวกเรามีความสุ๊ข มีความสุขนี่เขารู้ได้ยังไงนะ ? วัดจากอะไรล่ะ ?

สื่อต่างชาติที่อ้างถึงก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นสำนักข่าว bloomberg (ปีก่อนหน้าก็จัดลำดับให้ไทยเราเป็นประเทศที่มีความสุขทางเศรษฐกิจที่สุดในโลกนี่แหละ)
อ่อ แต่ก็ไม่ใช่อยู่ ๆ bloomberg เขาจะมโนวิธีคำนวณหาความสุขขึ้นมาเองหรอกนาจา (ไม่อย่างนั้นใครก็มโนขึ้นมาได้น่ะสิ) บลูมเบิร์กเขาเรียงลำดับประเทศที่มีความสุขโดยอิงจาก Misery Index เป็นสำคัญ
Misery Index หรือ ดัชนีความขัดสน หรือ ดัชนีแห่งความทุกข์ยาก (คือชื่อฝรั่งก็มีชื่อเดียวแหละแก แต่พอถูกแปลเป็นไทยนี่มาสารพัดชื่อมาก) ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อไหนก็ตาม แต่เจ้าดัชนี้ที่ว่านี้มีเอาไว้บอกว่าถ้ามนุษย์อย่างเรา ๆ เนี่ยมีความขัดสนทางเศรษฐกิจต่ำ ก็จะแปลว่าเราจะยิ่งมีความสุขมากนั่นเอง เอง เอง เอง (ก็นึกภาพว่าถ้าพ่อแม่ให้เงินค่าขนมเดือนละหมื่นกว่า กับเดือนละพันห้า แบบไหนเราจะแฮปปี้ดี๋ด๋ามากกว่ากัน? ดัชนีนี้ก็บอกประมาณนี้นี่แหละ)

รางวัลชนะเลิศผู้ที่มีความสุขทางเศรษฐกิจที่สุดในโลกที่เราได้มาครองแบบสวย ๆ จึงเป็นการหาค่าความสุขเชิงเศรษฐกิจโดยเปรียบเทียบจากดัชนีความขัดสน (Misery Index) เป็นสำคัญนั่นเอง ซึ่งวิธีคิดของคุณสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ก็มีที่มาแบบเวรี่เก่าแก่ที่คิดโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่าอาร์เธอร์ โอกุน

วิธีคิดของตาคุณอาร์เธอร์นี่ก็มีอยู่ว่าเขาจะดู 2 ปัจจัยหลัก ๆ ด้วยกัน คืออัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน เพราะเขามองว่าถ้าเงินเฟ้อ ข้าวของก็จะราคาแพงคนก็ทุกข์ทรมาน ถ้าคนว่างงานคนก็จะไม่แฮปปี้ (อันนี้ก็เข้าใจง่าย ๆ เนอะ ถ้ายังงง ไป กลับไปอ่านให้เข้าใจเลย)
ด้วยการคำนวณแบบนี้ ไทยเราก็ครองบัลลังก์ความสุขมาเก๋ ๆ มาก่อนหน้า 2 ปีซ้อน! เพราะอัตราการว่างงานเราต่ำแสนต่ำ (อ้อ ไม่ได้เพิ่งมาต่ำนะ) ประเทศเรามีอัตราคนว่างงานต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลกมาโดยตลอด สิงคโปร์หรอ ญี่ปุ่นหรอ ยุโรปหรอ มีงานทำสู้ประเทศไทยก็ไม่ได้ แบร่

เอ่อ อัตราการการว่างงานไทยทำไมต่ำจัง ?
แม้เรามองไปรอบ ๆ ตัวแล้วเห็นคนเดินเตะฝุ่นหาเงินกันให้ขวักไขว่ ทำไม๊ทำไมเขาถึงบอกว่าอัตราการว่างงานในประเทศเราต่ำกว่าที่อื่นล่ะ? เพราะแต่ละประเทศมีนิยามของคำว่า'คนมีงานทำ'ไม่เหมือนกัน นิยามของคำว่า'คนไม่มีงานทำ'ก็เลยไม่เหมือนกันไปด้วยนั่นเอง

ที่ไทยเราให้ความหมายของ'ผู้มีงานทำ'ไว้สวย ๆ ว่าคือมนุษย์อายุ 15 ปีขึ้นไปที่ทำงานตั้งแต่ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้วได้ค่าจ้าง เพราะฉะนั้นต่อให้เราทำงานแค่ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็นับว่ามีงานทำแล้ว อย่าคิดว่าเป็นจำนวนน้อย ๆ ล่ะ เพราะคนที่ทำงานหนึ่งชั่วโมงขึ้นไปแต่ไม่ถึง 35 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ มีจำนวน 13.82 ล้านคนเชียวนะ!
ยังจ้ะ ยังไม่ใช่แค่นั้น ถ้าเราทำงาน 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แต่ไม่ได้ค่าจ้าง เพราะเป็นงานแบบช่วยพ่อช่วยแม่ ช่วยธุรกิจครอบครัว ก็ถือว่าเราเป็นคนมีงานทำนะ! (คุณพระ ถ้างั้นที่ฉันไปช่วยแม่เสริฟกับข้าวสมัย ม.ปลาย ก็นับเป็นกำลังแรงงาน เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแล้วสิเนี่ย)

ด้วยคำนิยามแบบไทย ๆ ที่ไม่เน้นชั่วโมงทำงาน ไม่เน้นความมั่นคงทางรายได้ ใด ๆ ทั้งสิ้นแบบนี้ เราเลยนับคนมีงานทำได้มหาศาล และคนตกงานก็มีอัตราน้อยแสนน้อยมาโดยตลอด ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศในยุโรปทั้งหลายเขาจะนับคนมีงานทำก็ต่อเมื่อทำงาน 30 กว่าชั่วโมงขึ้นไปนู่นแหนะ

ที่สำคัญการว่างงานในบางประเทศ เช่น ที่นอร์เวย์ ถ้าว่างงานจะได้รับเงินสวัสดิการที่มีค่า 86.7% ของรายได้ในก่อนตกงานเป็นเวลา 500 วัน หรือ 1 ปีกับอีก 4.5 เดือนนู่น ในขณะที่ประเทศไทยไม่ได้มีสวัสดิการ (เวรี่ล่อตาล่อใจขนาดนี้) ตกงานทีก็ต้องซับน้ำตาให้ตัวเอง รีบหางานทำให้ไว รับจ้าง ขี่มอไซค์วิน สอนพิเศษ 1 ชั่วโมงก็นับว่ามีงานทำแล้ว อัตราการว่างงานเลยต่ำและถูกจัดให้มีความสุขสูงลิบลิ่วอย่างที่เห็นนี่แหละ
98.6% ของผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน มีงานทำกัน เอ่อ พี่มาถามหนูตอนไหนคะ?

(หนูยังเดินเตะฝุ่นอยู่เลย ฮืออ)
บางทีก็อดสงสัยไม่ได้สินะว่าสถิติทั้งหลายทั้งแหล่นี่เข้าไปถามมาจากไหนกัน ? ทำไมฉันไม่เห็นโดนถามเลย ? (โอเค ก็อยากมีส่วนร่วมอ่ะ ยอมรับ) ก็ไม่ต้องตกใจไปจ้ะเพราะอย่างอัตราการมีงานทำเขาไม่ได้จะมาไล่ถามทุกคนทั่วทั้งประเทศ แต่เลือกสัมภาษณ์เป็นครัวเรือนไป อย่างสถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเขาก็จะไปถามมา 27,960 ครัวเรือน (แต่นี่ก็เป็นมาตรฐานทางสถิติที่ประเทศอื่น ๆ เขาก็ทำกันน่ะนะ ไม่ใช่เราที่ทำอยู่ประเทศเดียว)
อ้อ แล้วก็ไม่ใช่จะไปถามทุกคนในครัวเรือนล่ะ เขาถามแค่หัวหน้าครัวเรือนเท่านั้นแหละ (ถ้าบังเอิญไปถามแม่เรา ที่เราดันไปโม้ไว้ว่ามีงานทำ แกก็อาจจะเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้สถิติของชาติคลาดเคลื่อนได้เลยนะ!)
คงพอเห็นภาพสินะว่าการวัดความสุขทางเศรษฐกิจแบบใช้ดัชนี้ความทุกข์ยากเป็นตัววัด ดู 2 ปัจจัยคือเงินเฟ้อและการว่างงานเป็นหลัก (แต่หนี้สิน บิลบัตรเครดิตอะไร เขาก็ไม่ได้มาคิดให้เราด้วยนะแก ฮือๆ) ปัจจัยแต่ละประเทศก็มีคำนิยามที่ต่าง ๆ กันไป
ความสุขก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลและหลากหลาย ใครจะมีความสุขกับอะไรก็อย่าไปทำให้ใครเขาเดือดร้อนก็แล้วกัน แถมอย่าลืมว่าความสุขที่เราสุขก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นเขาจะสุขกับเราด้วย ถ้าเรามีความสุขกับดัชนีความทุกข์ยากนี้แล้วจะไปยัดเยียดให้เพื่อนมีความสุขตามมันก็ยังไง ๆ อยู่ ว่ามั้ยล่ะ
ขอบพระคุณ:bloomberg.com,ec.europa.euservice.nso.go.th, voicetv.co.th,bloomberg.com
https://minimore.com/f/are-you-sure-about-that-700
ห้องเพลงคนรากหญ้า **พักยกการเมือง** มุมนี้ไม่มีสี ไม่มีกลุ่ม..มีแต่เสียง 5/11/2017 "ดัชนี.... ของไทย...ของโลก"
และกว่า 3 ปี ที่ได้ต่อสู้กันทางความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน สิ่งที่บอกว่ายังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน หากมองในแง่ลบนั่นคือความยึดติด หากมองในแง่บวกนั่นคืออุดมการณ์ของเพื่อนๆสมาชิกหลายคนยังไม่เคยเปลี่ยนเช่นกันครับ สุดแล้วแต่ใครจะมอง
"ประเทศไทย ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวตรงการเมือง" คำๆนี้น่าจะถูกต้องครับ คราวนี้เราจะลองมามองดูง่ายๆกันดูว่าการส่งเสริมให้ผู้คนรักและเคารพในการเมืองแบบประชาธิปไตย กับแบบเผด็จการ แบบไหนจะดีกว่ากัน จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาตามที่ยกตัวอย่างในกระทู้นี้ เรามาลองไล่เรียงกันดูแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไปตามความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้ใครมาบริหารประเทศ ไล่มาตั้งแต่คุณชวน คุณบรรหาร พลเอกชวลิต คุณทักษิณ คุณสมัคร คุณยิ่งลักษณ์ การปรับเปลี่ยนตัวผู้บริหารประเทศผ่านการเลือกตั้งจากเสียงของประชาชน MC มองว่าเป็นเรื่องที่ดี ในทางกลับกันนั้น การขับไล่ผู้นำเผด็จการทั้งในประเทศไทยเอง และต่างประเทศล้วนจบลงด้วยความรุนแรงและความสูญเสียทั้งสิ้น
มันไม่มีระบอบอะไรหรอกครับที่มันจะสมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อครหาเลย คงไม่แปลกหากจะมีคนศรัทธาไปตามระบอบต่างๆ แต่ประชาธิปไตยสามารถเปลี่ยนตัวเลือกได้เมื่อทำหน้าที่ไม่ดีและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากกว่ามาทำสิ่งดีๆให้กับประชาชน MC เชื่อว่าประชาชนไม่โง่ที่จะเลือกคนที่มาสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง ทำให้ตนเองจนลงหรือใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากขึ้น ส่วนระบอบเผด็จการนั้นผู้นำดี ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ดีก็พัง ผู้นำไม่ดีแม้ผู้ใต้บังคับบัญชาดีก็พัง ประชาชนตรวจสอบอะไรไม่ได้ การยอมรับจากนานาชาติดีแค่ไหนทำไมต้องมาคอยอธิบายให้ต่างชาติฟังแล้วเขาฟังเราแค่ไหน การเยือนแผ่นดินอเมริกาเมื่อเร็วๆนี้เราได้อะไรกลับมา การยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศไทยของมาร์ค ซัคเคอรืเบิร์ก บ่งบอกนัยยะอะไรหรือไม่ และการปรับเปลี่ยนผู้นำของระบอบนี้มักจะจบลงด้วยความสูญเสียเสมอ หากคุณกังวลว่าประชาธิปไตยปกครองยาก อาจจะล้มเหลวในการปกครอง แต่มันก็แก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ระบอบเผด็จการไม่ได้เช่นกัน สิ่งที่ควรทำที่สุดคือปลูกฝังให้คนไทยทุกฝ่ายเคารพในกติกาและยอมรับผลการตัดสินใจของประชาชน จะดีจะร้ายยังไงค่อยเช็คบิลกันในการเลือกตั้งครั้งหน้าผ่านคูหา ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่ามานี้ผมเองยังไม่เห็นจะทำกันในเรื่องนี้เลยทั้งที่เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สร้างความสงบสุขให้กับประเทศ
ด้านเศรษฐกิจ GDP ที่โตขึ้นจากยักษ์ใหญ่ไม่กี่บริษัทมันไม่ใช่เรื่องที่ดีไปจาก GDP ที่โตขึ้นจากเศรษฐกิจรากหญ้าขึ้นไป ประชาชนฐานรากไม่ค่อยได้อะไรกับ GDP นี้ นอกจากการเติบโตขึ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ จนเป็นที่มาของคำว่ารวยกระจุกจนกระจาย
ส่วนดัชนีความสุขที่ไทยได้อันดับดีคือ 32 ของโลก ที่ 3 ของเอเชียนั้น https://www.thairath.co.th/content/892667
MC ก็ยังคงสงสัยผลของดัชนีนั้นจะถูกผลักไสให้เป็นคนชังชาติอีกรายหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ในใจได้แต่ภาวนาให้มันสุขจริงๆ แต่ในคำตอบว่าสุขหรือไม่สุขมันอยู่ในใจคนไทยอยู่แล้วและปัจจัยในการบ่งชี้ ตัวแปรสำคัญของดัชนีนั้นครบถ้วนหรือไม่ ถามคนไทย ถามคนที่ต้องทำมาหากินบ้างหรือไม่ว่าเขามีความสุขหรือเขาต้องดิ้นรนให้พ้นสภาพเศรษฐกิจช่วงนี้กันครบถ้วนกันหรือยัง
ในระยะเวลาใกล้กันนี้ MC มี 2 ตัวอย่างที่นำมาร่วมแจมกับดัชนีความสุขเช่นกัน ซึ่งมีทั้งย้อนแย้งและคล้อยตามพ่วงบทวิเคราะห์
ในขณะที่ดัชนีความสุขของโลกไทยกลับอยู่ในอันดับที่ไม่ดีในความสงบ มันดูค่อนข้างย้อนแย้งกันในตัว
ดัชนีชี้วัดความสงบสุดของโลก ไอซ์แลนด์-นิวซีแลนด์มาแรงคว้าไป ไทยที่ 120 สหรัฐฯ ร่วงรูด
ผลสำรวจดัชนีชี้วัดความสงบสุดของโลกไทยติดอันดับ 120 ไอซ์แลนด์-นิวซีแลนด์ติดทอป ด้านสหรัฐฯ ยุคทรัมป์รูดกราวร่วง http://winne.ws/n16063
Vision of humanity หน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดอันดับดัชนีชี้วัดความสงบสุขของโลก หรือ Global Peace Index ได้เปิดเผยผลสำรวจประจำปี 2017 แล้ว โดยประเทศไทยติดอันดับที่ 120 ดีขึ้นมา 5 อันดับ ส่วนยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ อันดับรูดลง11 อันดับ อยู่ที่ อันดับ 114
สำหรับกลุ่มประเทศผู้นด้านความสงบสุขของโลกนั้นได้แก่ ไอซ์แลนด์อันดับที่ 1 นิวซีแลนด์อันดับที่2 และที่น่าประหลาดใจคือปีนี้โปรตุเกสเป็นอันดับที่ 3 ผลการศึกษาสันติภาพโลกนั้นอ้างอิงจาก การเมืองที่มีความวุ่นวาย อิสระภาพสื่อเสื่อมถอย การรับรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมเป็นสาธารณะ และการคอรัปชั่นมากขึ้น รวมถึงการยอมรับชาวมุสลิมและชนกลุ่มน้อยอื่นๆลดลง
กลุ่มรั้งท้ายนั้นส่วนมากเป็นประเทศที่ยังอยู่ในสถานการณ์การสู้รบ ซีเรียครองแชมป์ 4ปีติดในอันดับที่ 163 เช่นเดียวกับ อัฟกานิสถาน อิรัก ซูดานใต้และเยเมน
http://www.winnews.tv/news/16063
ไทยติดอันดับ 1 มีความสุขทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก 3 ปีซ้อน
https://pantip.com/topic/36193697
http://www.tsdf.or.th/th/sdgs-sdindexes/10455-these-are-the-worlds-most-miserable-economies/
ว่าแต่คนไทยมีความสุขทางเศรษฐกิจที่สุดในโลก' เอ๊ะ วัดจากอะไรกันนะ?
MC จะลองนำบทวิเคราะห์ที่กูรูเขาเขาเขียนไว้มาให้อ่านกันบ้าง
ดีใจกันไปทั้งเมือง มีคนประกาศให้เรารู้ว่าสื่อต่างชาติเขาจัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุขทางเศรษฐกิจที่สุดในโลก (โอ้โห ดีงามสุด ๆ ไปเลย) ไม่ว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่มีความสุขกับเศรษฐกิจช่วงนี้ หรือไม่ค่อยมีก็ตาม ได้ยินข่าวแบบนี้ก็ใจชื้นขึ้นมา 39 ระดับ จนอยากรู้ต่อไปเลยว่า เอ ที่เขาว่าว่าพวกเรามีความสุ๊ข มีความสุขนี่เขารู้ได้ยังไงนะ ? วัดจากอะไรล่ะ ?
สื่อต่างชาติที่อ้างถึงก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นสำนักข่าว bloomberg (ปีก่อนหน้าก็จัดลำดับให้ไทยเราเป็นประเทศที่มีความสุขทางเศรษฐกิจที่สุดในโลกนี่แหละ)
อ่อ แต่ก็ไม่ใช่อยู่ ๆ bloomberg เขาจะมโนวิธีคำนวณหาความสุขขึ้นมาเองหรอกนาจา (ไม่อย่างนั้นใครก็มโนขึ้นมาได้น่ะสิ) บลูมเบิร์กเขาเรียงลำดับประเทศที่มีความสุขโดยอิงจาก Misery Index เป็นสำคัญ
Misery Index หรือ ดัชนีความขัดสน หรือ ดัชนีแห่งความทุกข์ยาก (คือชื่อฝรั่งก็มีชื่อเดียวแหละแก แต่พอถูกแปลเป็นไทยนี่มาสารพัดชื่อมาก) ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อไหนก็ตาม แต่เจ้าดัชนี้ที่ว่านี้มีเอาไว้บอกว่าถ้ามนุษย์อย่างเรา ๆ เนี่ยมีความขัดสนทางเศรษฐกิจต่ำ ก็จะแปลว่าเราจะยิ่งมีความสุขมากนั่นเอง เอง เอง เอง (ก็นึกภาพว่าถ้าพ่อแม่ให้เงินค่าขนมเดือนละหมื่นกว่า กับเดือนละพันห้า แบบไหนเราจะแฮปปี้ดี๋ด๋ามากกว่ากัน? ดัชนีนี้ก็บอกประมาณนี้นี่แหละ)
รางวัลชนะเลิศผู้ที่มีความสุขทางเศรษฐกิจที่สุดในโลกที่เราได้มาครองแบบสวย ๆ จึงเป็นการหาค่าความสุขเชิงเศรษฐกิจโดยเปรียบเทียบจากดัชนีความขัดสน (Misery Index) เป็นสำคัญนั่นเอง ซึ่งวิธีคิดของคุณสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ก็มีที่มาแบบเวรี่เก่าแก่ที่คิดโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่าอาร์เธอร์ โอกุน
วิธีคิดของตาคุณอาร์เธอร์นี่ก็มีอยู่ว่าเขาจะดู 2 ปัจจัยหลัก ๆ ด้วยกัน คืออัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน เพราะเขามองว่าถ้าเงินเฟ้อ ข้าวของก็จะราคาแพงคนก็ทุกข์ทรมาน ถ้าคนว่างงานคนก็จะไม่แฮปปี้ (อันนี้ก็เข้าใจง่าย ๆ เนอะ ถ้ายังงง ไป กลับไปอ่านให้เข้าใจเลย)
ด้วยการคำนวณแบบนี้ ไทยเราก็ครองบัลลังก์ความสุขมาเก๋ ๆ มาก่อนหน้า 2 ปีซ้อน! เพราะอัตราการว่างงานเราต่ำแสนต่ำ (อ้อ ไม่ได้เพิ่งมาต่ำนะ) ประเทศเรามีอัตราคนว่างงานต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลกมาโดยตลอด สิงคโปร์หรอ ญี่ปุ่นหรอ ยุโรปหรอ มีงานทำสู้ประเทศไทยก็ไม่ได้ แบร่
เอ่อ อัตราการการว่างงานไทยทำไมต่ำจัง ?
แม้เรามองไปรอบ ๆ ตัวแล้วเห็นคนเดินเตะฝุ่นหาเงินกันให้ขวักไขว่ ทำไม๊ทำไมเขาถึงบอกว่าอัตราการว่างงานในประเทศเราต่ำกว่าที่อื่นล่ะ? เพราะแต่ละประเทศมีนิยามของคำว่า'คนมีงานทำ'ไม่เหมือนกัน นิยามของคำว่า'คนไม่มีงานทำ'ก็เลยไม่เหมือนกันไปด้วยนั่นเอง
ที่ไทยเราให้ความหมายของ'ผู้มีงานทำ'ไว้สวย ๆ ว่าคือมนุษย์อายุ 15 ปีขึ้นไปที่ทำงานตั้งแต่ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้วได้ค่าจ้าง เพราะฉะนั้นต่อให้เราทำงานแค่ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็นับว่ามีงานทำแล้ว อย่าคิดว่าเป็นจำนวนน้อย ๆ ล่ะ เพราะคนที่ทำงานหนึ่งชั่วโมงขึ้นไปแต่ไม่ถึง 35 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ มีจำนวน 13.82 ล้านคนเชียวนะ!
ยังจ้ะ ยังไม่ใช่แค่นั้น ถ้าเราทำงาน 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แต่ไม่ได้ค่าจ้าง เพราะเป็นงานแบบช่วยพ่อช่วยแม่ ช่วยธุรกิจครอบครัว ก็ถือว่าเราเป็นคนมีงานทำนะ! (คุณพระ ถ้างั้นที่ฉันไปช่วยแม่เสริฟกับข้าวสมัย ม.ปลาย ก็นับเป็นกำลังแรงงาน เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแล้วสิเนี่ย)
ด้วยคำนิยามแบบไทย ๆ ที่ไม่เน้นชั่วโมงทำงาน ไม่เน้นความมั่นคงทางรายได้ ใด ๆ ทั้งสิ้นแบบนี้ เราเลยนับคนมีงานทำได้มหาศาล และคนตกงานก็มีอัตราน้อยแสนน้อยมาโดยตลอด ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศในยุโรปทั้งหลายเขาจะนับคนมีงานทำก็ต่อเมื่อทำงาน 30 กว่าชั่วโมงขึ้นไปนู่นแหนะ
ที่สำคัญการว่างงานในบางประเทศ เช่น ที่นอร์เวย์ ถ้าว่างงานจะได้รับเงินสวัสดิการที่มีค่า 86.7% ของรายได้ในก่อนตกงานเป็นเวลา 500 วัน หรือ 1 ปีกับอีก 4.5 เดือนนู่น ในขณะที่ประเทศไทยไม่ได้มีสวัสดิการ (เวรี่ล่อตาล่อใจขนาดนี้) ตกงานทีก็ต้องซับน้ำตาให้ตัวเอง รีบหางานทำให้ไว รับจ้าง ขี่มอไซค์วิน สอนพิเศษ 1 ชั่วโมงก็นับว่ามีงานทำแล้ว อัตราการว่างงานเลยต่ำและถูกจัดให้มีความสุขสูงลิบลิ่วอย่างที่เห็นนี่แหละ
98.6% ของผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน มีงานทำกัน เอ่อ พี่มาถามหนูตอนไหนคะ?
บางทีก็อดสงสัยไม่ได้สินะว่าสถิติทั้งหลายทั้งแหล่นี่เข้าไปถามมาจากไหนกัน ? ทำไมฉันไม่เห็นโดนถามเลย ? (โอเค ก็อยากมีส่วนร่วมอ่ะ ยอมรับ) ก็ไม่ต้องตกใจไปจ้ะเพราะอย่างอัตราการมีงานทำเขาไม่ได้จะมาไล่ถามทุกคนทั่วทั้งประเทศ แต่เลือกสัมภาษณ์เป็นครัวเรือนไป อย่างสถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเขาก็จะไปถามมา 27,960 ครัวเรือน (แต่นี่ก็เป็นมาตรฐานทางสถิติที่ประเทศอื่น ๆ เขาก็ทำกันน่ะนะ ไม่ใช่เราที่ทำอยู่ประเทศเดียว)
อ้อ แล้วก็ไม่ใช่จะไปถามทุกคนในครัวเรือนล่ะ เขาถามแค่หัวหน้าครัวเรือนเท่านั้นแหละ (ถ้าบังเอิญไปถามแม่เรา ที่เราดันไปโม้ไว้ว่ามีงานทำ แกก็อาจจะเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้สถิติของชาติคลาดเคลื่อนได้เลยนะ!)
คงพอเห็นภาพสินะว่าการวัดความสุขทางเศรษฐกิจแบบใช้ดัชนี้ความทุกข์ยากเป็นตัววัด ดู 2 ปัจจัยคือเงินเฟ้อและการว่างงานเป็นหลัก (แต่หนี้สิน บิลบัตรเครดิตอะไร เขาก็ไม่ได้มาคิดให้เราด้วยนะแก ฮือๆ) ปัจจัยแต่ละประเทศก็มีคำนิยามที่ต่าง ๆ กันไป
ความสุขก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลและหลากหลาย ใครจะมีความสุขกับอะไรก็อย่าไปทำให้ใครเขาเดือดร้อนก็แล้วกัน แถมอย่าลืมว่าความสุขที่เราสุขก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นเขาจะสุขกับเราด้วย ถ้าเรามีความสุขกับดัชนีความทุกข์ยากนี้แล้วจะไปยัดเยียดให้เพื่อนมีความสุขตามมันก็ยังไง ๆ อยู่ ว่ามั้ยล่ะ
ขอบพระคุณ:bloomberg.com,ec.europa.euservice.nso.go.th, voicetv.co.th,bloomberg.com
https://minimore.com/f/are-you-sure-about-that-700