เนื้อเรื่องเป็นแนว yaoi (ช-ช) ถ้าไม่ชอบกดปิดไปเลยจร้า
ร้านข้าวต้ม
Norita_Boy
ถ้าเปรียบความรักกับเครื่องดื่ม โลกนี้ก็คงมีความรักเป็นร้อยรสชาติเลยมั้งครับ ก็โลกนี้มีเครื่องดื่มตั้งกี่รสกันละครับ ส่วนความรักสำหรับผมนะเหรอ แม้จะดื่มมามากกว่า 100 แก้วต่อปี แต่ชีวิตนี้ก็แทบยังไม่เจอกับความรักถึง 10 แบบด้วยซ้ำ หรือเอาจริงๆ นี่ผมเคยมีความรักที่แท้จริงบ้างหรือเปล่าก็ยังสงสัยอยู่ แสงไฟที่สว่างจ้าขึ้นมาทำให้ผมต้องหรี่ตาเพื่อปรับสภาพตายตาให้ชินพร้อมหยุดความคิดฟุ้งซ่านที่อยู่ในหัว เสียงเพลงถูกปิดลงไปแล้ว เสียงคนตะโกนคุยกันก็แทบไม่เหลือ
“ร้านจะปิดแล้วนะครับ”เสียงพนักงานเดินมาย้ำกับผมอีกครั้ง ผมพยักหน้ารับรู้พร้อมกับยกแก้วขึ้นดื่มจนหมดเพื่อไม่ให้ลำบากพนักงานเก็บแก้วต้องเททิ้ง สายตากวาดมองไปรอบๆ นี่ผมคงเป็นลูกค้ากลุ่มท้ายๆ ของร้านแล้ว นาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือตอนนี้บอกกับผมว่าเป็นเวลา ตี 2 ครึ่งแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ทยอยกลับกันไปตั้งแต่จะตี 2 แล้วแหละครับ
“กูไม่กลับ รู้ไหมว่ากูเป็นใคร”เสียงดังมาจากแขกอีกโต๊ะที่ยังไม่ได้ออกจากร้านตวาดใส่พนักงานที่น่าจะเดินไปบอกว่าหมดเวลาสังสรรค์ในค่ำคืนนี้แล้ว ผมได้แต่มองแล้วส่ายหน้าหน่ายๆ พวกเมาแล้วกร่างแบบนี้มีให้พบเห็นได้ทั่วไปแหละครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่นี่ยิ่งมากันกลุ่มใหญ่อย่างที่ผมเห็นอย่างตอนนี้ ยิ่งตัวพองครับ คงประเภทแบบยิ่งเพื่อนเยอะยิ่งตัวใหญ่
“โทษทีน้อง เพื่อนพี่มันเมาแล้ว เดี๋ยวพี่จัดการเอง ขอเวลาสัก 5 นาทีนะครับ”ผมไม่ได้ตั้งใจจะฟังหรือสนใจอะไรกับขี้เมากลุ่มนี้นะครับ เพียงแต่เจ้าของประโยคที่ผมเพิ่งได้ยินเนี่ยกลับดึงดูดสายตาผม จนเหมือนจะละสายตาไม่ได้ ผู้ชายตัวสูงและจัดว่าดูดีทีเดียวแหละครับ คาดว่าคงเป็นคนที่ยังมีสติมากที่สุดในกลุ่มแล้วแหละครับ เค้าเหมือนกำลังพยายามจะกล่อมเพื่อน ที่แทบจะเมาเหมือนหมาให้ยอมกลับแต่โดยดี ภาพที่เห็นตอนนี้อยากบอกว่าดูไม่จืดเลยแหละครับ นี่ถ้าไม่นับผู้ชายตัวสูงคนนั้นแล้ว ผมว่าก็คงไม่มีอะไรให้น่ามองอีกแล้ว
ผมละสายตาจากกลุ่มนั้นเพราะไม่คิดว่าทั้งผมหรือกลุ่มคนเมาเหล่านั้นจะมีใครพร้อมสร้างสัมพันธไมตรีอยากมีเพื่อนใหม่อะไรในตอนนี้ ผมควักแบงค์สีแดง 2-3 ใบหรือเท่าไหร่ไม่แน่ใจเหมือนกัน ส่งให้กับพนักงานในร้านคนเดิมที่คอยดูแลผมประจำเวลามาที่นี่ การให้ทิปเล็กๆ น้อยๆในสถานที่แบบนี้ก็ช่วยให้เรายังพอมีที่เบียดเข้ามาในสถานที่แบบนี้เวลามีพื้นที่จำกัด อย่างเช่นสุดสัปดาห์ที่ผู้คนจะหนาแน่นเป็นพิเศษ ร้านทุกร้านโต๊ะทุกโต๊ะอาจถูกจับจองจนเราต้องเสียอารมณ์หากไม่ใช้คนภายในร้านคอยช่วยเหลือ เพราะบางร้านในคืนวันศุกร์หรือเสาร์อย่าว่าแต่โต๊ะนั่งเลยครับ ที่ยืนก็แทบจะไม่มี อีกอย่างผมก็ไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอ หรือลูกคนใหญ่คนโตที่ไหน ที่จะไปเที่ยวกร่างแล้วใช้สิทธิ์เข้าไปได้ทุกที่ อะไรแบบนั้น
ผมมันก็แค่ชนชั้นกลางๆ พนักงานเงินเดือนที่ยังต้องผ่อนรถ ผ่อนคอนโด ใช้ชีวิตตามประสาคนเมืองทั่วๆ ไปนี่แหละครับ ผมสะบัดหน้าไล่อาการมึนๆ อีกครั้งพยายามเดินให้ตรง มุ่งไปยังจุดเรียกแทกซี่ แต่พอมองแล้วก็ต้องถอดใจครับ ถนนเส้นนี้ทั้งสายเรียงรายไปด้วยบรรดาร้านดื่มหลากหลายสไตล์ และแน่นอนว่า หลังจากที่ทุกร้านได้เวลาปิดแบบนี้ ฝูงมหาชนจะเยอะขนาดไหนคงไม่ต้องคาดเดา อย่างว่าแหละครับ ทุกคนก็คงคิดเหมือนกันว่าเมาไม่ขับ แล้วทีนี้จะกลับยังไงละครับ รอคิวแทกซี่ว่ายากแล้ว หาคันที่จะกรุณาไปยังจุดหมายของเรานี่ยิ่งยากกว่าอีกครับ ที่จริงผมก็ควรจำนะครับว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แล้วก็ควรรีบออกมากลับไปพร้อมเพื่อนๆ ที่กลับก่อนร้านปิดไปแล้ว ป่านนี้เพื่อนๆ ผมคงหลับสบายกันหมดแล้ว
“เอาว่ะ”ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายจากการโบกแทกซี่เป็นเดินข้ามถนนไปยังร้านข้าวต้มฝั่งตรงข้าม ไหนๆ ก็กลับไม่ได้อยู่แล้วนั่งพักหาอะไรรองท้องหน่อยก็น่าจะดีกว่า กว่าจะกลับถึงคอนโดก็คงเกือบเช้า ตื่นอีกทีคงบ่ายแน่ๆ กินเสียตั้งแต่ตอนนี้น่าจะดีกว่า
ดูเหมือนว่าจะมีคนที่คิดแบบผมไม่น้อยทีเดียวครับ เพราะตอนนี้ร้านข้าวต้มก็ดูมีแต่บรรดานักดื่มที่ตอนนี้ออกมาเจอแสงไฟสว่างจ้าแบบนี้ก็ดูไม่จืดกันสักคนแหละครับ ไม่รู้ว่าก่อนมาแต่งตัวกันมาเต็มขนาดไหน แต่ตอนนี้บางคนก็ฟุบคาโต๊ะ บางคนรองเท้าเหลืออยู่ข้างเดียวแล้วก็มี ผมได้แต่ยิ้มขำๆ นี่ผมคงไม่สภาพเละเทะขนาดนี้ใช่ไหมเนี่ย ผมว่าผมยังมีสติอยู่บ้าง และก็คงยังมีโชคไม่น้อยที่โต๊ะในร้านข้าวต้มเนี่ย เหลือโต๊ะสุดท้ายให้ผมได้นั่ง
“กี่ที่”น้ำเสียงห้วนๆ จากพนักงานเสิร์ฟที่หน้าบอกบุญไม่รับสักเท่าไหร่ ลูกค้าเยอะแบบนี้ถ้าเป็นเจ้าของร้านคงชอบอกชอบใจ แต่ลูกจ้างที่เดินขาขวิดทั้งรับออเดอร์ ทั้งเสิร์ฟอาหาร คงเหนื่อยและหงุดหงิดไม่น้อย แถมบรรดาลูกค้าแทบทั้งร้าน ก็ลูกค้าคนเมาล้วนๆ ผมยกนิ้วขึ้น 1 นิ้วเป็นคำตอบ นิ้วชี้นะครับไม่ใช่นิ้วกลาง มาคนเดียวจะไปกวนตีนน้องเค้ามากไม่ได้ ดูอารมณ์น้องเค้าไม่น่าจะดีอยู่ด้วย หลังรู้คำตอบของผมเหมือนน้องเค้าจะส่งสายตามาที่ผมว่า
“คนเดียวก็ยังจะกล้ามา ทำไมไม่กลับบ้านกลับช่องไปนอน ไอ้ขี้เมาเอ้ย”นี่ผมอ่านจากสายตาน้องเค้าล้วนๆ เลยนะครับ
“เป็น 2 ที่ครับน้อง”ทั้งผมและน้องหน้าบึ้งหันมองคนมาใหม่ที่นั่งลงตรงข้ามผมแทบจะพร้อมกัน ผมมองด้วยความมึนงง ว่านี่ใครอะไร ยังไง ส่วนผู้มาใหม่นี่ยังยิ้มจนแทบจะเห็นฟันครบ 32 ซี่มองผมอยู่ นี่มันคนที่ผมเพิ่งมองตอนออกมาจากร้านเหล้านิ แล้วเค้ามานั่งกับผมทำไมละเนี่ย
“ตกลง 2 ที่นะคะ”น้องหน้าบึ้งหันมาถามผมย้ำ
“ครับ 2 ที่”ไม่ใช่ผมหรอกครับที่เป็นคนตอบ ไอ้คนตรงหน้านี่ต่างหากที่เป็นคนตอบ ก็ได้ถ้าจะมาแบบนี้ผมเล่นด้วยก็ได้
“ครับตามนั้นเลย”ผมช่วยยืนยันอีกเสียงเพื่อให้น้องเค้ามั่นใจ เธอวางเมนูลงบอกกับพวกผมสองคนว่าเดี๋ยวกลับมารับออเดอร์
“จะจีบผมเหรอ”ผมขยับตัวเข้าชิดกับโต๊ะ โน้มหน้าเข้าไปถามอีกคน ผมยอมรับว่าคนตรงหน้านี่ก็น่าสนใจไม่น้อยและผมเองก็ไม่ใช่วัยใสที่จะอินโนเซนต์จนไม่รู้ว่าสิ่งที่เค้ากำลังทำนี่คืออะไร ผมเป็นเกย์ครับ ส่วนผู้ชายตรงหน้านี่ถ้าไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยกัน มันจะมีผู้ชายคนไหนไหมครับที่จะอยากมานั่งกับผู้ชายที่ยังไม่รู้จักกัน
“หน้าผมเหมือนเกย์เหรอ”เค้ายิ้มพร้อมกับย้อนกลับผมด้วยคำถามด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ท้าทายดี ครั้งนี้คงไม่ใช่พวกที่มาแบบ one night stand ใช่ว่าผมไม่เคยทำนะครับแต่ตอนนี้แค่รู้สึกเบื่อกับความสัมพันธ์แบบนั้นแล้วแค่นั้นเอง ตอนนี้ผมว่าผมกำลังหา ความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป
“ก็...ไม่เหมือนนะครับ”ผมขยับตัวกลับพิงหลังกับเก้าอี้ มองสำรวจเค้าอีกครั้ง จมูกโด่งที่รับกับใบหน้าคม ผมสีน้ำตาลอ่อนๆ ผิวที่ไม่ได้ขาวมาก ความสูงเท่าที่จำได้ตอนในร้านก็คงสูงกว่าผมสักประมาณนึงตัวหนากว่าผมนิดหน่อย อาจมีกล้ามเล็กน้อย แต่งตัวตามสมัยนิยมเหมือนผู้ชายทั่วๆ ไป กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ เชิ้ตแขนยาวแต่พับแขนขึ้นมาถึงศอก ถ้ามองภายนอกก็เหมือนผู้ชายปกติ ไม่ได้ดูว่าเป็นเกย์หรือจะมีทีท่าว่าชอบผู้ชายด้วยกัน
“แล้วทำไมถึงคิดว่าผมจะจีบคุณ”เค้าเป็นฝ่ายโน้มตัวมาทางผมบ้าง ผมส่ายหน้ายิ้มๆ ไอ้ที่ผมประเมินด้วยสายตาจากรูปลักษณ์ภายนอกเค้าคงไม่มีตรงไหนที่ดูว่าชอบผู้ชาย แต่ไอ้สิ่งที่เค้ากำลังทำอยู่นี่แหละครับ ตั้งแต่มานั่งร่วมโต๊ะกับผม หรือการพูดคุยกับผมแบบนี้ ผมไม่อยากจะหลงตัวเองสักเท่าไหร่หรอกนะครับ แต่ผมว่าผมก็คงพอมีเสน่ห์อยู่บ้าง
“โอเคคุณไม่ได้จะจีบผม ว่าแต่ทำไมถึงมานั่งกับผมที่โต๊ะนี้ละครับ”จริงๆ ผมแทบจะเดาคำตอบของเค้าได้เลยว่าคงไม่พ้นมุกโต๊ะเต็มแน่ๆ มันอาจจะฟังขึ้นนะครับ แต่ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเราเองไม่มีโต๊ะนั่ง เราจะทำยังไง มันมีตั้งหลายทางเลือกแทนที่จะเลือกมานั่งกับคนแปลกหน้าแบบนี้
“อย่าเข้าใจผิดไป แค่โต๊ะมันเต็มไม่มีที่นั่ง แค่นั้นเองครับ”ก็ไม่ผิดไปจากที่เดาไว้สักเท่าไหร่ ผมพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็จ้องเค้าด้วยสายตารู้ทัน
“สั่งเลยไหมคะ”บทสนทนาของเราถูกขัดจังหวะโดยน้องหน้าบึ้งคนเดิม น้องมาพร้อม จาน ช้อนส้อม ตะเกียบ แก้ว และน้ำแข็ง ที่วางลงกลางโต๊ะเกือบจะกระแทกก็ว่าได้ เป็นการเรียกความสนใจจากทั้งผมและอีกคนได้เป็นอย่างดี
“คุณสั่งเลยเดี๋ยวผมเลี้ยง ขอบคุณที่ให้นั่งด้วย”เออดีแฮะ อยู่ดีๆ ก็มีคนมาเลี้ยงข้าว ไอ้ผมก็ปฏิเสธคนไม่ค่อยได้ด้วยสิ
“หอยลายผัดฉ่า ปลาอินทรีย์ทอดน้ำปลา กุ้ยช่ายขาวหมูกรอบ ผัดผักบุ้งไฟแดง ไส้พะโล้ ต้มซุปเปอร์ตีนไก่”ไหนๆ ก็มีคนเลี้ยงแล้วผมคงไม่เกรงใจละครับ
“คุณเอาอะไรเพิ่มไหม”ผมหันไปถามเจ้ามือในมื้อนี้ เดี๋ยวจะหาว่าผมสั่งไม่เกรงใจคนจ่ายอย่างเค้า เค้าส่ายหน้ามองผมยิ้มๆ
“งั้นก็แค่นี้ แล้วก็ข้าวต้ม 2 ครับ”ผมหันไปบอกกับน้องหน้าบึ้งที่กำลังจดรายการตามที่ผมบอกโดยไม่ได้เงยหน้ามามองผมแต่อย่างใด
“เครื่องดื่มรับอะไรดีคะ”เธอยังคงถามทั้งที่ไม่ได้หันมามองผมหรืออีกคน ผมหยุดคิดหันมองหน้าอีกคนแวบนึง
“เบียร์แล้วกันครับ”จากรายการอาหารที่สั่งไป และปริมาณลูกค้าในร้าน กว่าจะได้ทาน กว่าจะทานหมดคงใช้เวลาไม่น้อย อีกอย่างนี่ผมก็เริ่มสร่างแล้ว ขอเติมแอลกอฮอล์เข้าร่างกายอีกสักนิดแล้วกัน
“เบียร์สองแก้วเลยไหมคะ”เธอหันไปถามอีกคนที่นั่งตรงข้ามผม เค้าพยักหน้ารับก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ผมอีก นี่ก็จะยิ้มอะไรนักหนา แล้วจะไม่ให้ผมคิดได้ยังไงละครับว่าที่เค้ามานั่งตรงนี้ เพราะแค่โต๊ะเต็มจริงๆ
(ต่อที่ คห.1)
เรื่องสั้น "ร้านข้าวต้ม" (นิยายวาย, yaoi) ตอนเดียวจบ
Norita_Boy
ถ้าเปรียบความรักกับเครื่องดื่ม โลกนี้ก็คงมีความรักเป็นร้อยรสชาติเลยมั้งครับ ก็โลกนี้มีเครื่องดื่มตั้งกี่รสกันละครับ ส่วนความรักสำหรับผมนะเหรอ แม้จะดื่มมามากกว่า 100 แก้วต่อปี แต่ชีวิตนี้ก็แทบยังไม่เจอกับความรักถึง 10 แบบด้วยซ้ำ หรือเอาจริงๆ นี่ผมเคยมีความรักที่แท้จริงบ้างหรือเปล่าก็ยังสงสัยอยู่ แสงไฟที่สว่างจ้าขึ้นมาทำให้ผมต้องหรี่ตาเพื่อปรับสภาพตายตาให้ชินพร้อมหยุดความคิดฟุ้งซ่านที่อยู่ในหัว เสียงเพลงถูกปิดลงไปแล้ว เสียงคนตะโกนคุยกันก็แทบไม่เหลือ
“ร้านจะปิดแล้วนะครับ”เสียงพนักงานเดินมาย้ำกับผมอีกครั้ง ผมพยักหน้ารับรู้พร้อมกับยกแก้วขึ้นดื่มจนหมดเพื่อไม่ให้ลำบากพนักงานเก็บแก้วต้องเททิ้ง สายตากวาดมองไปรอบๆ นี่ผมคงเป็นลูกค้ากลุ่มท้ายๆ ของร้านแล้ว นาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือตอนนี้บอกกับผมว่าเป็นเวลา ตี 2 ครึ่งแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ทยอยกลับกันไปตั้งแต่จะตี 2 แล้วแหละครับ
“กูไม่กลับ รู้ไหมว่ากูเป็นใคร”เสียงดังมาจากแขกอีกโต๊ะที่ยังไม่ได้ออกจากร้านตวาดใส่พนักงานที่น่าจะเดินไปบอกว่าหมดเวลาสังสรรค์ในค่ำคืนนี้แล้ว ผมได้แต่มองแล้วส่ายหน้าหน่ายๆ พวกเมาแล้วกร่างแบบนี้มีให้พบเห็นได้ทั่วไปแหละครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่นี่ยิ่งมากันกลุ่มใหญ่อย่างที่ผมเห็นอย่างตอนนี้ ยิ่งตัวพองครับ คงประเภทแบบยิ่งเพื่อนเยอะยิ่งตัวใหญ่
“โทษทีน้อง เพื่อนพี่มันเมาแล้ว เดี๋ยวพี่จัดการเอง ขอเวลาสัก 5 นาทีนะครับ”ผมไม่ได้ตั้งใจจะฟังหรือสนใจอะไรกับขี้เมากลุ่มนี้นะครับ เพียงแต่เจ้าของประโยคที่ผมเพิ่งได้ยินเนี่ยกลับดึงดูดสายตาผม จนเหมือนจะละสายตาไม่ได้ ผู้ชายตัวสูงและจัดว่าดูดีทีเดียวแหละครับ คาดว่าคงเป็นคนที่ยังมีสติมากที่สุดในกลุ่มแล้วแหละครับ เค้าเหมือนกำลังพยายามจะกล่อมเพื่อน ที่แทบจะเมาเหมือนหมาให้ยอมกลับแต่โดยดี ภาพที่เห็นตอนนี้อยากบอกว่าดูไม่จืดเลยแหละครับ นี่ถ้าไม่นับผู้ชายตัวสูงคนนั้นแล้ว ผมว่าก็คงไม่มีอะไรให้น่ามองอีกแล้ว
ผมละสายตาจากกลุ่มนั้นเพราะไม่คิดว่าทั้งผมหรือกลุ่มคนเมาเหล่านั้นจะมีใครพร้อมสร้างสัมพันธไมตรีอยากมีเพื่อนใหม่อะไรในตอนนี้ ผมควักแบงค์สีแดง 2-3 ใบหรือเท่าไหร่ไม่แน่ใจเหมือนกัน ส่งให้กับพนักงานในร้านคนเดิมที่คอยดูแลผมประจำเวลามาที่นี่ การให้ทิปเล็กๆ น้อยๆในสถานที่แบบนี้ก็ช่วยให้เรายังพอมีที่เบียดเข้ามาในสถานที่แบบนี้เวลามีพื้นที่จำกัด อย่างเช่นสุดสัปดาห์ที่ผู้คนจะหนาแน่นเป็นพิเศษ ร้านทุกร้านโต๊ะทุกโต๊ะอาจถูกจับจองจนเราต้องเสียอารมณ์หากไม่ใช้คนภายในร้านคอยช่วยเหลือ เพราะบางร้านในคืนวันศุกร์หรือเสาร์อย่าว่าแต่โต๊ะนั่งเลยครับ ที่ยืนก็แทบจะไม่มี อีกอย่างผมก็ไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอ หรือลูกคนใหญ่คนโตที่ไหน ที่จะไปเที่ยวกร่างแล้วใช้สิทธิ์เข้าไปได้ทุกที่ อะไรแบบนั้น
ผมมันก็แค่ชนชั้นกลางๆ พนักงานเงินเดือนที่ยังต้องผ่อนรถ ผ่อนคอนโด ใช้ชีวิตตามประสาคนเมืองทั่วๆ ไปนี่แหละครับ ผมสะบัดหน้าไล่อาการมึนๆ อีกครั้งพยายามเดินให้ตรง มุ่งไปยังจุดเรียกแทกซี่ แต่พอมองแล้วก็ต้องถอดใจครับ ถนนเส้นนี้ทั้งสายเรียงรายไปด้วยบรรดาร้านดื่มหลากหลายสไตล์ และแน่นอนว่า หลังจากที่ทุกร้านได้เวลาปิดแบบนี้ ฝูงมหาชนจะเยอะขนาดไหนคงไม่ต้องคาดเดา อย่างว่าแหละครับ ทุกคนก็คงคิดเหมือนกันว่าเมาไม่ขับ แล้วทีนี้จะกลับยังไงละครับ รอคิวแทกซี่ว่ายากแล้ว หาคันที่จะกรุณาไปยังจุดหมายของเรานี่ยิ่งยากกว่าอีกครับ ที่จริงผมก็ควรจำนะครับว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แล้วก็ควรรีบออกมากลับไปพร้อมเพื่อนๆ ที่กลับก่อนร้านปิดไปแล้ว ป่านนี้เพื่อนๆ ผมคงหลับสบายกันหมดแล้ว
“เอาว่ะ”ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายจากการโบกแทกซี่เป็นเดินข้ามถนนไปยังร้านข้าวต้มฝั่งตรงข้าม ไหนๆ ก็กลับไม่ได้อยู่แล้วนั่งพักหาอะไรรองท้องหน่อยก็น่าจะดีกว่า กว่าจะกลับถึงคอนโดก็คงเกือบเช้า ตื่นอีกทีคงบ่ายแน่ๆ กินเสียตั้งแต่ตอนนี้น่าจะดีกว่า
ดูเหมือนว่าจะมีคนที่คิดแบบผมไม่น้อยทีเดียวครับ เพราะตอนนี้ร้านข้าวต้มก็ดูมีแต่บรรดานักดื่มที่ตอนนี้ออกมาเจอแสงไฟสว่างจ้าแบบนี้ก็ดูไม่จืดกันสักคนแหละครับ ไม่รู้ว่าก่อนมาแต่งตัวกันมาเต็มขนาดไหน แต่ตอนนี้บางคนก็ฟุบคาโต๊ะ บางคนรองเท้าเหลืออยู่ข้างเดียวแล้วก็มี ผมได้แต่ยิ้มขำๆ นี่ผมคงไม่สภาพเละเทะขนาดนี้ใช่ไหมเนี่ย ผมว่าผมยังมีสติอยู่บ้าง และก็คงยังมีโชคไม่น้อยที่โต๊ะในร้านข้าวต้มเนี่ย เหลือโต๊ะสุดท้ายให้ผมได้นั่ง
“กี่ที่”น้ำเสียงห้วนๆ จากพนักงานเสิร์ฟที่หน้าบอกบุญไม่รับสักเท่าไหร่ ลูกค้าเยอะแบบนี้ถ้าเป็นเจ้าของร้านคงชอบอกชอบใจ แต่ลูกจ้างที่เดินขาขวิดทั้งรับออเดอร์ ทั้งเสิร์ฟอาหาร คงเหนื่อยและหงุดหงิดไม่น้อย แถมบรรดาลูกค้าแทบทั้งร้าน ก็ลูกค้าคนเมาล้วนๆ ผมยกนิ้วขึ้น 1 นิ้วเป็นคำตอบ นิ้วชี้นะครับไม่ใช่นิ้วกลาง มาคนเดียวจะไปกวนตีนน้องเค้ามากไม่ได้ ดูอารมณ์น้องเค้าไม่น่าจะดีอยู่ด้วย หลังรู้คำตอบของผมเหมือนน้องเค้าจะส่งสายตามาที่ผมว่า
“คนเดียวก็ยังจะกล้ามา ทำไมไม่กลับบ้านกลับช่องไปนอน ไอ้ขี้เมาเอ้ย”นี่ผมอ่านจากสายตาน้องเค้าล้วนๆ เลยนะครับ
“เป็น 2 ที่ครับน้อง”ทั้งผมและน้องหน้าบึ้งหันมองคนมาใหม่ที่นั่งลงตรงข้ามผมแทบจะพร้อมกัน ผมมองด้วยความมึนงง ว่านี่ใครอะไร ยังไง ส่วนผู้มาใหม่นี่ยังยิ้มจนแทบจะเห็นฟันครบ 32 ซี่มองผมอยู่ นี่มันคนที่ผมเพิ่งมองตอนออกมาจากร้านเหล้านิ แล้วเค้ามานั่งกับผมทำไมละเนี่ย
“ตกลง 2 ที่นะคะ”น้องหน้าบึ้งหันมาถามผมย้ำ
“ครับ 2 ที่”ไม่ใช่ผมหรอกครับที่เป็นคนตอบ ไอ้คนตรงหน้านี่ต่างหากที่เป็นคนตอบ ก็ได้ถ้าจะมาแบบนี้ผมเล่นด้วยก็ได้
“ครับตามนั้นเลย”ผมช่วยยืนยันอีกเสียงเพื่อให้น้องเค้ามั่นใจ เธอวางเมนูลงบอกกับพวกผมสองคนว่าเดี๋ยวกลับมารับออเดอร์
“จะจีบผมเหรอ”ผมขยับตัวเข้าชิดกับโต๊ะ โน้มหน้าเข้าไปถามอีกคน ผมยอมรับว่าคนตรงหน้านี่ก็น่าสนใจไม่น้อยและผมเองก็ไม่ใช่วัยใสที่จะอินโนเซนต์จนไม่รู้ว่าสิ่งที่เค้ากำลังทำนี่คืออะไร ผมเป็นเกย์ครับ ส่วนผู้ชายตรงหน้านี่ถ้าไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยกัน มันจะมีผู้ชายคนไหนไหมครับที่จะอยากมานั่งกับผู้ชายที่ยังไม่รู้จักกัน
“หน้าผมเหมือนเกย์เหรอ”เค้ายิ้มพร้อมกับย้อนกลับผมด้วยคำถามด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ท้าทายดี ครั้งนี้คงไม่ใช่พวกที่มาแบบ one night stand ใช่ว่าผมไม่เคยทำนะครับแต่ตอนนี้แค่รู้สึกเบื่อกับความสัมพันธ์แบบนั้นแล้วแค่นั้นเอง ตอนนี้ผมว่าผมกำลังหา ความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป
“ก็...ไม่เหมือนนะครับ”ผมขยับตัวกลับพิงหลังกับเก้าอี้ มองสำรวจเค้าอีกครั้ง จมูกโด่งที่รับกับใบหน้าคม ผมสีน้ำตาลอ่อนๆ ผิวที่ไม่ได้ขาวมาก ความสูงเท่าที่จำได้ตอนในร้านก็คงสูงกว่าผมสักประมาณนึงตัวหนากว่าผมนิดหน่อย อาจมีกล้ามเล็กน้อย แต่งตัวตามสมัยนิยมเหมือนผู้ชายทั่วๆ ไป กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ เชิ้ตแขนยาวแต่พับแขนขึ้นมาถึงศอก ถ้ามองภายนอกก็เหมือนผู้ชายปกติ ไม่ได้ดูว่าเป็นเกย์หรือจะมีทีท่าว่าชอบผู้ชายด้วยกัน
“แล้วทำไมถึงคิดว่าผมจะจีบคุณ”เค้าเป็นฝ่ายโน้มตัวมาทางผมบ้าง ผมส่ายหน้ายิ้มๆ ไอ้ที่ผมประเมินด้วยสายตาจากรูปลักษณ์ภายนอกเค้าคงไม่มีตรงไหนที่ดูว่าชอบผู้ชาย แต่ไอ้สิ่งที่เค้ากำลังทำอยู่นี่แหละครับ ตั้งแต่มานั่งร่วมโต๊ะกับผม หรือการพูดคุยกับผมแบบนี้ ผมไม่อยากจะหลงตัวเองสักเท่าไหร่หรอกนะครับ แต่ผมว่าผมก็คงพอมีเสน่ห์อยู่บ้าง
“โอเคคุณไม่ได้จะจีบผม ว่าแต่ทำไมถึงมานั่งกับผมที่โต๊ะนี้ละครับ”จริงๆ ผมแทบจะเดาคำตอบของเค้าได้เลยว่าคงไม่พ้นมุกโต๊ะเต็มแน่ๆ มันอาจจะฟังขึ้นนะครับ แต่ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเราเองไม่มีโต๊ะนั่ง เราจะทำยังไง มันมีตั้งหลายทางเลือกแทนที่จะเลือกมานั่งกับคนแปลกหน้าแบบนี้
“อย่าเข้าใจผิดไป แค่โต๊ะมันเต็มไม่มีที่นั่ง แค่นั้นเองครับ”ก็ไม่ผิดไปจากที่เดาไว้สักเท่าไหร่ ผมพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็จ้องเค้าด้วยสายตารู้ทัน
“สั่งเลยไหมคะ”บทสนทนาของเราถูกขัดจังหวะโดยน้องหน้าบึ้งคนเดิม น้องมาพร้อม จาน ช้อนส้อม ตะเกียบ แก้ว และน้ำแข็ง ที่วางลงกลางโต๊ะเกือบจะกระแทกก็ว่าได้ เป็นการเรียกความสนใจจากทั้งผมและอีกคนได้เป็นอย่างดี
“คุณสั่งเลยเดี๋ยวผมเลี้ยง ขอบคุณที่ให้นั่งด้วย”เออดีแฮะ อยู่ดีๆ ก็มีคนมาเลี้ยงข้าว ไอ้ผมก็ปฏิเสธคนไม่ค่อยได้ด้วยสิ
“หอยลายผัดฉ่า ปลาอินทรีย์ทอดน้ำปลา กุ้ยช่ายขาวหมูกรอบ ผัดผักบุ้งไฟแดง ไส้พะโล้ ต้มซุปเปอร์ตีนไก่”ไหนๆ ก็มีคนเลี้ยงแล้วผมคงไม่เกรงใจละครับ
“คุณเอาอะไรเพิ่มไหม”ผมหันไปถามเจ้ามือในมื้อนี้ เดี๋ยวจะหาว่าผมสั่งไม่เกรงใจคนจ่ายอย่างเค้า เค้าส่ายหน้ามองผมยิ้มๆ
“งั้นก็แค่นี้ แล้วก็ข้าวต้ม 2 ครับ”ผมหันไปบอกกับน้องหน้าบึ้งที่กำลังจดรายการตามที่ผมบอกโดยไม่ได้เงยหน้ามามองผมแต่อย่างใด
“เครื่องดื่มรับอะไรดีคะ”เธอยังคงถามทั้งที่ไม่ได้หันมามองผมหรืออีกคน ผมหยุดคิดหันมองหน้าอีกคนแวบนึง
“เบียร์แล้วกันครับ”จากรายการอาหารที่สั่งไป และปริมาณลูกค้าในร้าน กว่าจะได้ทาน กว่าจะทานหมดคงใช้เวลาไม่น้อย อีกอย่างนี่ผมก็เริ่มสร่างแล้ว ขอเติมแอลกอฮอล์เข้าร่างกายอีกสักนิดแล้วกัน
“เบียร์สองแก้วเลยไหมคะ”เธอหันไปถามอีกคนที่นั่งตรงข้ามผม เค้าพยักหน้ารับก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ผมอีก นี่ก็จะยิ้มอะไรนักหนา แล้วจะไม่ให้ผมคิดได้ยังไงละครับว่าที่เค้ามานั่งตรงนี้ เพราะแค่โต๊ะเต็มจริงๆ
(ต่อที่ คห.1)