[CR] แชร์ประสบการณ์ Work and Travel 2017 @Put in Bay, Ohio USA

กระทู้รีวิว

สวัสดีค่ะ ทุกๆ คน และแล้วก็ถึงฤกษ์งามยามดีให้เราได้มีโอกาสได้มาตั้งกระทู้รีวิวการไป Work and Travel ครั้งแรกของเรา  ผิดพลาดประการใดบอกได้เลยนะคะ

แน่นอนว่าเหตุผลการไปเวิร์คของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน  อย่างตัวเราเลิกไปเวิร์คเพราะต้องการฝึกภาษาค่ะ  แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่แคร์เงินนะ ต้องหามาไว้ตอนเที่ยวด้วย ฮ่าๆๆ เราเลยตัดสินใจไปเวิร์คที่ร้านเช่ารถกอล์ฟบนเกาะ Put in Bay ทางตอนเหนือของรัฐโอไฮโอ้ฮะโอฮะโอค่าาา
ซึ่งเรทที่เราได้คือ $8.25/ชั่วโมง พอเทียบกับเพื่อนที่ทำงานรีสอร์ทแล้วเราได้น้อยสุดเลย ไม่มีโอทีด้วย - - แต่ก็ถือว่าไปนานที่สุดค่ะ เพราะเราไปถึงเกาะคนแรกของเด็กเวิร์คปีนี้เลยก็ว่าได้ ทำเต็มๆ 4 เดือน ถือว่ามีเวลาหาเงินพอเที่ยวได้

เล่าก่อนค่ะว่าตอนแรกที่เราได้งานนี้  เราหารีวิวยากมากกกกกกกกกก แบบมีพี่คนนึงทำรีวิวแล้วเค้าก็หายไป ฮ่าๆๆ ได้ทีเลยทักไลน์ที่เค้าทิ้งไว้ไปถาม  ได้ข้อมูลจากพี่เค้ามาเยอะพอสมควร (ต้องขอบคุณพี่ออฟมากๆ นะค้าา) ซึ่งข้อมูลที่เราได้มาก็เป็นข้อมูลการเดินทางและการใช้ชีวิตที่นั่น และเราก็อยากทำรีวิวต่อเผื่อคนที่สนใจอยากไปปาร์ตี้บนเกาะสวยๆ อิอิ

ขอมีสาระก่อนว่า เมืองที่เราไปนั้นมีลักษณะเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ทางตอนเหนือของรัฐโอไฮโอ้นะคะ  ตั้งอยู่ใน Lake Erie ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีประวัติว่าเคยได้เป็นพื้นที่สู้รบกันระหว่างอเมริกากับแคนาดา ซึ่งเกาะที่เราไปจะมีลักษณะเด่นคือ Perry's Monument หรือทาวเวอร์ตามรูปข้างบนเลยค่ะ ซึ่งถ้าขึ้นไปข้างบนสุดเค้าบอกว่าจะสามารถมองเห็นแคนาดาได้เลย ปกติจะเปิดให้เข้าช่วงหน้าร้อนทุกปีแต่ปีเราไปดันปิด -_-

นี่เป็นรูปลักษณะของเกาะที่เราไปอยู่ค่ะ  ร้านเราจะอยู่ตรงด้านล่างของภาพ ส่วนบ้านนั้นอยู่ส่วนบนค่ะ คนละซีกกันเลย - -


ด้วยความที่เราไปอยู่เป็นคนแรกของเกาะ เพื่อนที่ทำงานด้วยกันก็เลยมีแต่เพื่อนเมกันซึ่งแต่ละคนคือน่ารักมากกกกกก แต่ขอเล่าความทรมานในช่วงแรกนิดนึงคือ  ด้วยความที่ไปถึงคนแรก  บ้านที่เราอยู่จะเป็นเฮ้าซิ่งแบบแยกหญิงชายค่ะ   แล้วก็ยังไม่มีผู้หญิงมาเลย มีแต่ผู้ชายเมกันสามคนซึ่งตอนเราไปถึงไม่มีใครอยู่บ้าน  พอนายจ้างมาส่งเค้าก็บอกแค่ว่ามีเพื่อนบ้านนะ เค้าไปทำงานเดี๋ยวเค้าก็มา  เราก็โอเคค่ะ ก็นอนรอยาวไปเลยเพราะในบ้านไม่มีอะไรให้ทำ  จนห้าโมงเย็นได้ยินเสียงรถมาจอดหน้าบ้าน  จากเป็นคนตื่นยากนี่เด้งตื่นเลย  วิ่งไปทักทายเพื่อนบ้านด้วยความกะตือรือร้น  ผลปรากฏคือ หล่อค่ะ 55555555555555 แต่ที่แย่คือมาพร้อมกันสามคนแล้วจำชื่อใครไม่ได้เลย 55555555555555555555 จบกันชีวิต  แต่ยังมีบุญค่ะที่มารู้ทีหลังว่าเราสามคนนั้นทำงานร้านเดียวกัน อิอิ


นี่เป็นรูปเฮ้าซิ่งที่เราอยู่ค่ะ  รวมๆ ทั้งซัมเมอร์แล้วคืออยู่กันฝั่งละ 5 คนแยกหญิงชาย  แต่ก็ไปรวมกันปาร์ตี้บ่อยเวอร์ 55555


เราขอลงรายละเอียดเรื่องงานซักเล็กน้อย
งานที่เราไปทำคือ ไปในตำแหน่งของ Sale Helper ค่ะ  เหตุผลที่รับงานนี้คือตรงอธิบายงานเค้าบอกว่าจะได้คุยกับลูกค้าและทำงานร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติอีกมากมาย  เราก็เลยเอาเลย  ซึ่งพอได้ทำแล้วก็จริงค่ะ  ทั้งคุยทั้งเถียงทั้งตีกันด่ากัน ครบ!! เรียกว่าได้เรียนรู้คลุกคลีเต็มๆ กับหลายๆ สัญชาติเลย เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ จริงๆ
เราทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ค่ะ ซึ่งช่วงแรกคือได้ชั่วโมงเยอะมากเพราะเด็กยังมาไม่เยอะ แล้วพอเริ่มมาเยอะก็โดนกดชั่วโมงกันไป  มีไล่กลับบ้านบ้างเวลาฝนตก  จุดนี้ก็เข้าใจค่ะ รถกอล์ปมันคันเล็ก ฝนตกใส่สาดใส่ก็เปียกหมด ลูกค้าเลยไม่มี  เค้าก็ใส่กลับบ้าน  ซึ่งกลับบ้านไปก็ไม่เบื่อค่ะ  ช่วงแรกที่อยู่คนเดียวเพื่อนเมกันเราก็จะมาชวนไปดูหนังค่ะ Netflix ยาวไปเลย ซึ่งเพื่อนก็ดี๊ดี มีความเปิดซับอิ้งให้ด้วย เป็นอย่างนั้นอยู่เกือบสองวีคค่ะจนเพื่อนผู้หญิงคนจีนเข้ามาอยู่ด้วยแล้ว
พอเราเริ่มชินกับการทำงาน  นายจ้างก็โปรดปรานมากค่ะเพราะไม่เคยไปสายเลย ก็เลยเลือกให้เราเป็นคนเปิดร้านซึ่ง.. เช้ามาก!! เช้านี่ไม่เท่าไหร่ต้องปั่นจักรยานประมาณ 2-3 ไมล์กันเลยทีเดียว  วันไหนตื่นเช้าก็ไม่เป็นไรค่ะ ถือว่าปั่นชมวิว  แต่วันตื่นสายคือบรรลัย น้ำเนิ้มไม่ได้อาบ  รอทีเดียวหลังเลิกงาน 555555 เป็นอย่างนั้นอยู่ทั้งซัมเมอร์เลยค่ะ  ซึ่งข้อดีของการเปิดร้านคืออากาศตอนเช้าคือดีมาก เพราะช่วงที่เราไปยังหนาวอยู่  แล้วก็ได้กลับบ้านก่อนเพื่อนด้วยค่ะ (แต่เอาจริงๆ กลับไปก็ไม่มีเพื่อนค่ะ เพื่อนทำงานอยู่ 55555) ซึ่งตารางงานของร้านเราจะเป็นแบบว่า  เข้างานช้ากว่ากันประมาณชั่วโมงนึง  คนสุดท้ายรอปิดร้าน ประมาณนี้  แล้วก็งานเราไม่หนักค่ะ  คือคอยถามลูกค้าว่ามีกี่คน  บอกราคา  เขียนใบเช่า  พอเค้าเอารถมาคืนก็คิดเงินตามชั่วโมงที่เค้าเช่าไป  แล้วก็ขับรถเข้าไปเก็บและเราเป็นคนเปิดร้านก็เป็นคนขับออกมาจอดด้วย  มันส์ๆ ค่ะ ร้องเพลงลั่นร้านคนเดียวแต่เช้า!


นี่คือรูปหน้าร้านของเราค่ะ  ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับท่าเรือเลย  ลูกค้าเลยเยอะ เพราะเดินขึ้นมาก็เจอร้านอยู่ตรงหน้าเลย  
ส่วนรถกอล์ฟที่จอดอยู่ตรงขอบๆ รูปนั้นเราเป็นคนขับทั้งหมดออกมาจอดเองค่าาา

ส่วนนี่ถ่ายจากข้างร้านค่ะ ตอนใกล้จะปิดร้านแล้ว  เรามานั่งรอที่ป้ายรถบัส  

ซึ่งรถบัสบนเกาะก็เป็นรถของเจ้าของเดียวกันกับร้านเรา ขี่ฟรีไปค่ะ วันไหนขี้เกียจปั่นกลับบ้าน  ก็จะทิ้งจักรยานไว้ที่ร้านแล้วก็นั่งรถไปลงที่ป้ายในดาวน์ทาวน์จากนั้นก็เดินป้ายรถไปอีกสาขานึงของร้านเราเพื่อไปเอาจักรยานคันใหม่ เรียกว่าเลือกขี่กันทั้งซัมเมอร์เลยค่ะ  อีกอย่างคือไม่ต้องกลัวจักรยานหายค่ะ เพราะถ้ามันหาย มันก็จะยังอยู่ซักที่บนเกาะนี่แหละ ออกไปไหนไม่ได้ 5555555555 หรือถ้ามันหายไปจากหลังบ้านก็คือเพื่อนร่วมบ้านนี่แหละค่ะ เอาของเราปั่นไปทำงานเพราะเมื่อคืนมาเมาค้าง ประมาณนี้ 555555


หลังจากใช้ชีวิตบนเกาะไปได้สักพัก ด้วยความที่มีแต่เพื่อนเมกัน เราก็เกิดความเหงาขึ้นมาบ้างค่ะถึงเพื่อนจะชวนไปกินขนม ดูหนังด้วยตลอดก็เถอะ  เป็นอารมณ์ที่บางครั้งทำงานยังไม่คล่องก็จะเครียด เราก็เริ่มออกตามหาคนไทยบนเกาะค่ะ  ซึ่งพบว่าบนเกาะนั้นไม่มีคนไทยอาศัยอยู่แบบถาวรเลย.... แต่!! ก็ยังดั้นด้นหาเด็กเวิร์คได้ >< ซึ่งเพื่อนคนไทยส่วนมาก  จะทำงานที่รีสอร์ทในดาวน์ทาวน์ค่ะ บางทีเวลาเม้าหรือปาร์ตี้กันก็กลายเป็นไทยทาวน์เล็กๆ เลยก็ว่าได้ 5555
เพื่อนคนไทยที่เจอทุกคนคือดีมากกกกกกกกกกกก คอยทำกับข้าว  คอยให้คำปรึกษา ช่วยเหลือดูแลกันตลอด  ถึงแม้ตัวเราจะพักอยู่คนละที่ไม่ค่อยมีเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนมากนักแต่เพื่อนก็ทำกับข้าวให้กินตลอดเลย T_T ซึ้ง แถมตอนไปหาเพื่อนที่รีสอร์ทก็ได้เพื่อนโคลัมเบียมาอีก  มีแต่คนนิสัยดีๆ ด้วย  บอกเลยค่ะว่ารีวิวที่อ่านไปแล้วบางคนเจอเพื่อนบางชาติไม่ดี คือมันเหมารวมไม่ได้จริงๆ (แต่สำหรับเราคือ จีน ค่ะ ไม่ค่อยเจอดีๆ เลย 55555 แต่อย่างที่บอกค่ะ อย่าไปเหมารวม!


คราวนี้!! อย่างที่บอกค่ะว่าเกาะที่เราไปนั้นเป็นเกาะท่องเที่ยว  บ้างก็ว่าเหมือนเกาะช้าง  บ้างก็ว่าเหมือนเกาะล้าน  บ้างก็ว่าเหมือนพะงัน  แต่ละคนที่เปรียบมาคือคนละฟีลกันเลย  ซึ่ง...จากการพิจารณษของเราแล้ว  เราว่าเกะานี้ให้ความรู้สึกที่ครบมากค่ะ  ท่องเที่ยวแบบครอบครัวก็มาเลยค่ะ  ร้านอาหาร  สวนสาธารณะ  ริมทะเลสาบ  ใครจะมาอาบแดดก็ไปเลยค่ะ  Sand Bar บาร์ที่ดีงามสำหรับนักท่องเที่ยวและเด็กเวิร์คจากทั่วทุกมุมโลก  ปกติบาร์จะเปิดแค่ตอนกลางวันค่ะ  แต่ทุกวันอังคารก็จะ International Party ซึ่งแบบ...จากที่เราไม่เคยไปเที่ยวผับ เราก็รักการไปเที่ยวที่นี่เลยค่ะ 55555555555 ได้เต้น ได้ส่อง ได้เพื่อน ครบเลย  คือบ้านก็ไกลกว่าคนอื่นเค้าแต่ก็ยังถ่อไปเกือบทุกวีค 555555

Sand Bar ก็แนวนี้ค่ะ ก็เต้นกันรอบๆ บาร์นั่นแหละ เจอกันหน้าเอเชียหน่อยก็ทักทาย  ใครมาขอชนแก้วก็ชนนนนนน ฮี่ๆ บางวีคนี่ขอเดย์ออฟวันพุธเพื่อไปเต้นในคืนวันอังคารเลยก็มี 55555 ถือเป็นการผ่อนคลายค่ะ เป็นบาร์ที่ถือว่าปลอดภัยมากด้วยเพราะส่วนมากมีแต่เด็กเวิร์ค


ลืมเรื่องอาหารการกินไปเลย  ด้วยความที่ว่าบนเกาะนั้น...เป็นเกาะ  การไปวอลมาร์จะยากเป็นสองเท่าค่ะเพราะเราต้องขึ้นเรือและเรือก็ไม่ได้วิ่งทั้งวันทั้งคืนด้วย  เพราะฉะนั้น ต้องกะเวลาไปกลับให้ดี  มีหลายทริคเลยค่ะจากเพื่อนที่อยู่รีสอร์ท ก็จะพากันไปเป็นกลุ่มเพื่อจะมีหารค่าแท็กซี่กัน  ส่วนเรานั้น  เดชะบุญ  ก่อนไปไหว้พระหลายวัดมาก  ก็จะมีเพื่อนเมกันพาขับรถไป ฮี่ๆ ค่าเรือจะอยู่เที่ยวละ $7 ต่อคนค่ะ ไปกลับก็ $14 ส่วนค่ารถที่จะเอาขึ้นเรือนั้นเท่าไหร่จำไม่ได้  แล้วก็บุญหล่นทับคือเพื่อนที่เราสนิทด้วยนั้นเป็นลูกเจ้าของท่าเรือค่ะ  เวลาเพื่อนพาไปที่เมนแลนด์ก็ฟรีกันไป อิอิ (งานนี้เรียกว่าใช้บุญที่ทำมาเกือบหมดกันเลยทีเดียว 55555)
แล้วพอได้ไปวอลมาร์ททีนึงก็ขนกลับมาเลยค่ะ  เต็มรถจนแบบ.. เต็มจริงจัง  แต่บุญเรานั้นก็ยังไม่สามารถชนะกรรมได้ทั้งหมด เรื่องของเรื่องคืออาหารเราถูกขโมยบ่อยมากค่ะ  เพราะในบ้านฝั่งผู้หญิงจะมีตู้เย็นกลางบ้านอันเดียว  เราก็ด้วยความที่ว่ามันเป็นแค่อาหารก็ไม่คิดอะไรมาก  ถามเพื่อนก็เกรงใจ กลัวทำลายมิตรภาพ  ทนไปเรื่อยๆ จนแบบ มันไม่ไหวแล้ว  ไอติมซื้อมาสองกล่องใหญ่ๆ มันหลายไปทั้งกล่องเลย  แล้วมาหาเจอคืออยู่ในถังขยะหลังบ้านแล้วเราแบบ... จุดนั้นคือทั้งโมโหทั้งกลัว  ถ้าเป็นคนนอกคือมันเข้าบ้านเราได้ยังไง  แล้วเพื่อนจีนเราที่อยู่กับเราคือนางบอกว่านางลืมล็อกบ้าน เพราะนางชอบออกประตูหลังบ้าน  ขโมยมันอาจจะเข้ามาทางนี้  เราก็เชื่อ.. ของเราก็หายเรื่อยๆ อยู่แบบนั้น  แต่ด้วยความที่เพื่อนเมกันเราแบบเอ็นดูเรามาก นางก็จะพาเราไปเลี้ยงไอติม ทำกับข้าวให้กิน เยียวยากันไป จนวันหนึ่ง...สิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าอินี่นี่แหละขโมยอาหารของเราก็คือ...การมัดข้าวสารแบบมัดข้าวแกงบ้านเราค่ะ  แบบเราก็หุงข้าวเหมือนทุกวัน  ปกติคือพับไว้เพระามันกระสอบใหญ่  แต่พอมันเริ่มน้อยลงเราก็มัดแบบถุงข้าวแกงไว้  แล้ววันนั้นก็ออกไปทำงาน  กลับบ้านมาข้าวถูกเปิดแล้วมันไม่ปิดเหมือนเดิมค่ะ  มันพับแค่ปากถุงไว้  เรียกว่ามันคืนไม่เป็นนั่นเอง  แล้วไปเปิดตู้เย็นดูคือกล่องอาหารนางเต็มไปด้วยข้าว  ซึ่ง...นางไม่มีข้าวเป็นของตัวเอง  คือแบบ.. จุดนั้นคือพูดไม่ออก  เรื่องแค่นี้ทำไมไม่ขอ  เราก็ไว้ใจนางเพราะนางเป็นเพื่อนคนแรกที่เข้ามาอยู่กับเรา คอยปลอบเราเวลาเรามีปัญหาเรื่องงาน  แต่ดันมาขโมยของกินกันซะงั้น  ได้แต่ถอนหายใจแล้วก็ปล่อยไป  มันก็ผิดที่เราด้วยค่ะที่ไม่ยอมพูดแต่เราก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นหนัก  จนมือถือเราหาย........... เราไม่คิดเลยว่านางจะเอาไป จนเรามาเจอเคสมือถือเราในกระเป๋านาง แต่เครื่องคือหายไปแล้ว  ตอนจับได้ก็มาถาม นางบอกเคสนี้ของแฟนเก่า รักมากเลยเอามาเก็บไว้ เราแบบ.. ก็แถได้เน้าะ อิผี แถสามรอบก็ไม่เหมือนกันสามรอบ แต่ด้วยความที่หลักฐานไม่แน่นพอจนนางก็หลุดลอยกลับประเทศนางไปก่อน  ได้แต่ขอให้มันไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง!! เม่าปัดรังควาน

เพิ่มเติมเรื่องการหา Second Job
อันนี้จะเรียกว่าแล้วแต่บุญแต่กรรมก็ได้ค่ะ  ตัวเรานั้นไม่ได้ทำ  เพราะตารางงานร้านเรามันไม่แน่นอน  แล้วก็อย่างที่บอกตอนแรกว่าเรามีเพื่อฝึกภาษา เลยไม่ทำงานสองเลย (ขี้เกียจด้วย 5555) แต่ก็ได้ประสบการณ์จากคนรอบข้างค่ะ  เพื่อนที่รีสอร์ททำงานสองกันเยอะมาก เพื่อนที่เราสนิทก็ทำที่ร้านอาหารค่ะ

หลังทำงานเราได้เที่ยวอีก 6 เมืองค่ะ แต่เพราะมือถือเราหาย รูปเราก็หายด้วย 555 เลยเอาเป็นว่าถ้ามีคำถามก็หลังไมค์มาได้เลยนะคะ

สรุปด้วยว่าการไปเวิร์คของเราครั้งนี้คือคุ้มค่าและได้ประสบการณ์ชีวิตเยอะมากๆ ค่ะ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก
ถ้าใครมีโอกาสก็อย่าพลาดนะคะ ;)
ชื่อสินค้า:   ทำงาน เที่ยว ประสบการณ์
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่