สวัสดีค่ะ
วันนี้มีเรื่องแต่งมาเล่าให้ฟังนะคะ
เหตุการณทั้งหมดที่กำลังจะเล่าให้อ่านนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์สมมุติที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
หากชื่อและสิ่งอื่นใด เกิดไปละม้ายคล้ายคลึง หรือตรงกับผู้ใด
ขอให้รู้ไว้ว่า เราไม่ได้พากพิงถึงคุณเลยแม้แต่น้อยนะคะ เพราะอย่างที่บอกไป ทั้งหมดที่จะเล่านี้ คือเรื่องสมมติค่ะ
ย้อนไปเมื่อปี 2011 เราทำงานใน home office แห่งหนึ่ง บอสเรามีผู้จัดการส่วนตัวชื่อพี่ A
ซึ่งพี่A เนี่ย ตอนนั้นมีแฟนเป็นหนุ่มอังกฤษที่อายุน้อยกว่าพี่เค้า เรากับพี่A ก็ค่อนข้างจะสนิทกัน
พอเราย้ายมาเมกา พี่อุ๊กซึ่งตอนนั้นกำลังจะย้ายไปแต่งงานที่อังกฤษก็ติดต่อมาว่าอยากจะให้เราช่วยเค้าเรื่องกิจการพรีออเดอร์
ข้อตกลงคร่าวๆคือ เราช่วยซื้อของให้เค้า ให้มาส่งที่บ้านเรา ที่ชิคาโก
โดยใช้บัตรเครดิตของเรา ละเราก็ส่งของกลับให้เค้า คือเราไม่ได้ส่วนแบ่งอะไรจากเค้าเลย
เราได้แค่อัตราแลกเปลี่ยนนิดหน่อยไว้กินหนม กับ cash back จาก credit card commpnies.
ก็ทำกันแบบนี้มาสองปี พอเข้าปีที่สาม พี่Aเริ่มจ่ายตังค่าของช้า ลีลา ข้ออ้างสารพัดสารเพ บอกทะเลาะกับหุ้นส่วนบ้าง ชื่ออะตอมหรือไงหรืออะไรไม่รู้จำไม่ได้ ที่เป็นดารา ตอนนั้นร้านพรีออเดอร์เค้าชื่อ shop london มั้ง เราไม่ได้ใส่ใจ เรามีหน้าที่สั่งของ เพคให้ จบ
บอกทะเลาะกับสามีหนุ่มน้อยบ้าง นู้นนี่ จนมาถึงเดือนตุลาปี 2015 ยอดค้างชำระที่เค้าติดเราอยู่คือประมาณสี่แสนบาทไทย
ตอนนั้นพี่เค้ากลับมาอยู่ไทยแล้ว มีบ้านใหม่ มีคอนโดใหม่ มีรถคันใหม่ เค้าขอเราผลัดผ่อนมาเรื่อยๆ บอกว่าภาระเยอะ ลูกค้าก็ไม่ค่อยมี หาเงินหมุนไม่ทัน ทั้งๆที่เราเห็นเค้าไปเที่ยวญี่ปุ่นเกาหลีตลอด เค้าบอก ไปทำงาน ไปหาซื้อของมาขายนี่แหละ
เราเคย confronted เค้าไปตรงๆว่าพี่ ถ้าพี่มีตังไปเที่ยว พี่ก็น่าจะแบ่งเงินมาคืนหนูได้นะ
พอดีเราไปเห็นเค้าเช็คอินกินเที่ยวหรูหราในเฟสไง
เค้าทำไงรู้ไหม เค้าบล็อคเราไม่ให้เราเห็นเวลาเค้าโพสเว้ย
แต่ยังเป็นเพื่อนบนเฟสกันอยู่นะ แต่ตอนนั้นก็ได้เงินคืนมาบ้าง ยอดที่ค้างเหลืออยู่ที่ประมาณสองแสน
เราก็ทวงมาเรื่อยๆ ทวงจนเหนื่อยจะทวง
เราติดต่อทนายให้ส่งจดหมายแจ้งหนีไปสามครั้ง มีคนเซ็นรับทั้งสามครั้ง เป็น้องสาวสองครั้งและคุณพ่อครั้งนึง
พอครบกำหนดชำระหนี้ พี่เค้าก็ยังไม่ติดต่อมา เราเลยให้ทนายส่งจดหมายฉบับสุดท้ายไป เรียกว่าอะไรไม่รู้เราจำไม่ได้ละ ได้ผลเว้ย เค้าให้คนติดต่อทางทนายมาว่าขอผ่อนได้ไหม ทนายบอกได้ และได้ทำการนัดวันเพื่อจัดการเอกสารต่างๆ
เค้าไม่มา หายไปเลย ติดต่อไม่ได้
เราโมโหมาก ตอนนั้นท้องใกล้จะคลอดแล้ว
ซึ่งพี่เค้าก็รู้นะว่าเราท้อง เพราะเราเคยทวงเงินเค้า บอกพี่หนูท้องอะ ต้องใช้เงินเยอะ พี่ช่วยคืนเงินมาหน่อยได้ไหม ทวงจนเหนื่อยอะ
ตัวเราไม่ได้อยู่ไทย ทำอะไรมากไม่ได้ ผิดเองให้ยืมเงินแบบไม่มีสัญญากู้ยืม มีแต่ chat history ที่คุยกันในเฟส
สุดท้าย เลยต้องยอมบอกแม่ เล่าให้แม่ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เคยบอกแม่เลย เราทำงานหาเงินเอง จ่ายหนี้บัตรเครดิตตรงเวลาทุกครั้งเองตลอด
แม่บอกว่าไงรู้ไหม..
ไม่เป็นไรหรอกนะ ถือว่าอโหสิกรรมให้เค้าไป อย่าไปโกรธ อย่าไปถือสา ให้อารมณ์ดี นึกถึงแต่ลูกในท้องเข้าไว้ เดี๋ยวเค้าก็เป็นหนี้บุญคุณเราในชาติหน้า
แหม แม่ขา อยากได้เงินใช้ในชาตินี้ค่ะ
จนถึงทุกวันนี้, ตุลา 2017 ละ ครบรอบสองปีโดนเบี้ยวหนี้ เลยอยากจะมาเขียนไว้ซะหน่อย
หวังว่าเรื่องแต่งเรื่องนี้จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจใครหลายๆคนได้นะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
บายค่ะพี่A ถ้าจะคืนเงินชาติหน้า อย่าลืมดอกเบี้ยด้วยนะคะ
หนูมารอพี่ที่ท่าน้ำทุกวันเลย คืนเงินหนูเถอะนะ
วันนี้มีเรื่องแต่งมาเล่าให้ฟังนะคะ
เหตุการณทั้งหมดที่กำลังจะเล่าให้อ่านนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์สมมุติที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
หากชื่อและสิ่งอื่นใด เกิดไปละม้ายคล้ายคลึง หรือตรงกับผู้ใด
ขอให้รู้ไว้ว่า เราไม่ได้พากพิงถึงคุณเลยแม้แต่น้อยนะคะ เพราะอย่างที่บอกไป ทั้งหมดที่จะเล่านี้ คือเรื่องสมมติค่ะ
ย้อนไปเมื่อปี 2011 เราทำงานใน home office แห่งหนึ่ง บอสเรามีผู้จัดการส่วนตัวชื่อพี่ A
ซึ่งพี่A เนี่ย ตอนนั้นมีแฟนเป็นหนุ่มอังกฤษที่อายุน้อยกว่าพี่เค้า เรากับพี่A ก็ค่อนข้างจะสนิทกัน
พอเราย้ายมาเมกา พี่อุ๊กซึ่งตอนนั้นกำลังจะย้ายไปแต่งงานที่อังกฤษก็ติดต่อมาว่าอยากจะให้เราช่วยเค้าเรื่องกิจการพรีออเดอร์
ข้อตกลงคร่าวๆคือ เราช่วยซื้อของให้เค้า ให้มาส่งที่บ้านเรา ที่ชิคาโก
โดยใช้บัตรเครดิตของเรา ละเราก็ส่งของกลับให้เค้า คือเราไม่ได้ส่วนแบ่งอะไรจากเค้าเลย
เราได้แค่อัตราแลกเปลี่ยนนิดหน่อยไว้กินหนม กับ cash back จาก credit card commpnies.
ก็ทำกันแบบนี้มาสองปี พอเข้าปีที่สาม พี่Aเริ่มจ่ายตังค่าของช้า ลีลา ข้ออ้างสารพัดสารเพ บอกทะเลาะกับหุ้นส่วนบ้าง ชื่ออะตอมหรือไงหรืออะไรไม่รู้จำไม่ได้ ที่เป็นดารา ตอนนั้นร้านพรีออเดอร์เค้าชื่อ shop london มั้ง เราไม่ได้ใส่ใจ เรามีหน้าที่สั่งของ เพคให้ จบ
บอกทะเลาะกับสามีหนุ่มน้อยบ้าง นู้นนี่ จนมาถึงเดือนตุลาปี 2015 ยอดค้างชำระที่เค้าติดเราอยู่คือประมาณสี่แสนบาทไทย
ตอนนั้นพี่เค้ากลับมาอยู่ไทยแล้ว มีบ้านใหม่ มีคอนโดใหม่ มีรถคันใหม่ เค้าขอเราผลัดผ่อนมาเรื่อยๆ บอกว่าภาระเยอะ ลูกค้าก็ไม่ค่อยมี หาเงินหมุนไม่ทัน ทั้งๆที่เราเห็นเค้าไปเที่ยวญี่ปุ่นเกาหลีตลอด เค้าบอก ไปทำงาน ไปหาซื้อของมาขายนี่แหละ
เราเคย confronted เค้าไปตรงๆว่าพี่ ถ้าพี่มีตังไปเที่ยว พี่ก็น่าจะแบ่งเงินมาคืนหนูได้นะ
พอดีเราไปเห็นเค้าเช็คอินกินเที่ยวหรูหราในเฟสไง
เค้าทำไงรู้ไหม เค้าบล็อคเราไม่ให้เราเห็นเวลาเค้าโพสเว้ย
แต่ยังเป็นเพื่อนบนเฟสกันอยู่นะ แต่ตอนนั้นก็ได้เงินคืนมาบ้าง ยอดที่ค้างเหลืออยู่ที่ประมาณสองแสน
เราก็ทวงมาเรื่อยๆ ทวงจนเหนื่อยจะทวง
เราติดต่อทนายให้ส่งจดหมายแจ้งหนีไปสามครั้ง มีคนเซ็นรับทั้งสามครั้ง เป็น้องสาวสองครั้งและคุณพ่อครั้งนึง
พอครบกำหนดชำระหนี้ พี่เค้าก็ยังไม่ติดต่อมา เราเลยให้ทนายส่งจดหมายฉบับสุดท้ายไป เรียกว่าอะไรไม่รู้เราจำไม่ได้ละ ได้ผลเว้ย เค้าให้คนติดต่อทางทนายมาว่าขอผ่อนได้ไหม ทนายบอกได้ และได้ทำการนัดวันเพื่อจัดการเอกสารต่างๆ
เค้าไม่มา หายไปเลย ติดต่อไม่ได้
เราโมโหมาก ตอนนั้นท้องใกล้จะคลอดแล้ว
ซึ่งพี่เค้าก็รู้นะว่าเราท้อง เพราะเราเคยทวงเงินเค้า บอกพี่หนูท้องอะ ต้องใช้เงินเยอะ พี่ช่วยคืนเงินมาหน่อยได้ไหม ทวงจนเหนื่อยอะ
ตัวเราไม่ได้อยู่ไทย ทำอะไรมากไม่ได้ ผิดเองให้ยืมเงินแบบไม่มีสัญญากู้ยืม มีแต่ chat history ที่คุยกันในเฟส
สุดท้าย เลยต้องยอมบอกแม่ เล่าให้แม่ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เคยบอกแม่เลย เราทำงานหาเงินเอง จ่ายหนี้บัตรเครดิตตรงเวลาทุกครั้งเองตลอด
แม่บอกว่าไงรู้ไหม..
ไม่เป็นไรหรอกนะ ถือว่าอโหสิกรรมให้เค้าไป อย่าไปโกรธ อย่าไปถือสา ให้อารมณ์ดี นึกถึงแต่ลูกในท้องเข้าไว้ เดี๋ยวเค้าก็เป็นหนี้บุญคุณเราในชาติหน้า
แหม แม่ขา อยากได้เงินใช้ในชาตินี้ค่ะ
จนถึงทุกวันนี้, ตุลา 2017 ละ ครบรอบสองปีโดนเบี้ยวหนี้ เลยอยากจะมาเขียนไว้ซะหน่อย
หวังว่าเรื่องแต่งเรื่องนี้จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจใครหลายๆคนได้นะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
บายค่ะพี่A ถ้าจะคืนเงินชาติหน้า อย่าลืมดอกเบี้ยด้วยนะคะ