คุณเคยมีคนรู้จักไหม? คนรู้จักที่ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่คนที่เราคุยด้วยทุกวัน
แต่คุณรู้ว่าเขาเป็นใคร
และเคยได้ยินเรื่องของเขาผ่านคนนั้นคนนี้ให้พอได้รู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหนและพบเจอเรื่องอะไรมา
ผมมีคนรู้จักแบบนั้นอยู่คนหนึ่ง
เขาชื่อต้น
ต้นเรียนอยู่คณะเดียวกับผม แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่เฮไหนเฮนั่นด้วยกัน
แต่ผมเห็นเขาเป็นคนรู้จักคนหนึ่ง
และเขาเองก็คงคุ้นหน้าคุ้นตาผมที่อยู่คณะเดียวกันดี
สิ่งที่ทำให้ผมรู้จักต้นมากขึ้นมันเริ่มมาจากเคราะห์ร้ายของเขาที่ผมได้ยินมาจากคนในคณะ
เขาหายหน้าหายตาไปจากคณะก่อนจะกลับมาพร้อมแขนขาที่ดามเฝือกไว้และต้องใช้ไม้พยุงช่วยในการเดิน
ผมมารู้ทีหลังว่าต้นประสบอุบัติเหตุรถคว่ำที่ต่างจังหวัดขณะขับรถเดินทางกลับมาคนเดียว
อุบัติเหตุครั้งนั้นแม้ไม่ถึงชีวิต แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงมันนัก
เพราะต้นที่กลับมาที่คณะหลังพักฟื้นที่โรงพยาบาลดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
จะพูดยังไงดี.. ต้นที่ผมรู้จักก็เหมือนเด็กปีสามทั่วไป
เฮฮา กินเหล้า เพื่อนฝูงมากมายและมีความสุขกับชีวิตได้ทุกเรื่องแม้แต่ตอนใกล้สอบ
แต่ต้นที่กลับมาจากอุบัติเหตุร้ายแรงคนนั้นดูราวกับเป็นต้นไม้ที่แห้งแล้งรอวันตาย
ผมเหมือนมองเห็นสีน้ำตาลที่เหี่ยวแห้งออกจากมาตัวของต้น
เวลาที่เขาลากขาเดินผ่านแถวคณะทุก ๆ วัน
ตอนนั้นผมคิดว่าเขาคงจะยังมีอาการบาดเจ็บมากอยู่ถึงได้ดูทรุดโทรมลงไปถึงขนาดนี้
แต่เพราะเขาเป็นแค่คนรู้จักเท่านั้น ผมจึงไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนั้นมากนัก
และเรื่องราวของต้นก็ค่อยๆ ห่างหายไปจากความสนใจของผมตามเวลา
เวลาผ่านไปจนผมอยู่ปีสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัยผมยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเตรียมโปรเจคจบมาก
แต่วันหนึ่งเรื่องของต้นกลับมาเข้าหูผมอีกครั้ง
เมื่อคนในคณะพูดกันว่าเขาดูสดใสและกลับมาดูเป็นผู้เป็นคนเหมือนปกติเพราะมีแฟน
ตอนนั้นถึงแม้จะนึกยินดีไปกับเขาแต่ผมยังสงสัยว่า
ต้นก็จัดว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งแค่มีแฟนนี่ถึงกับต้องเอามาเล่าสู่กันฟังเชียวหรือ
จนวันที่ได้เจอแฟนของต้นวันที่เขาพามามหาวิทยาลัยผมถึงเข้าใจ
แฟนของต้นคนนี้สวยหมดจด ผิวขาว ผมยาว และไม่ต้องทำสีทองสีแดงเหมือนสาว ๆ คนอื่น
แค่ใบหน้าสวยหวานก็ทำให้คนในคณะมองกันแทบเหลียวหลัง
ผมไม่รู้ว่าแฟนต้นเป็นใคร เรียนอยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าชื่อผึ้ง
ผึ้งดูเหมือนจะเป็นคนพูดน้อยวันที่มาเธอก็นั่งยิ้ม ๆ
ดูต้นคุยกับเพื่อนคนนั้นคนนี้ด้วยท่าทางสนอกสนใจแต่ไม่ได้ร่วมวงสนทนากับใคร
แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ต้นพาแวะเข้ามาวันนั้นก็ทำให้ผมจำหน้าผึ้งได้ไม่ลืมเลย
ถึงอย่างนั้นดูเหมือนโชคร้ายจะยังไม่ทิ้งต้นไปไหนง่าย ๆ
แม้ว่าจะมีผึ้งที่ทำให้เขาดูมีความสุขมากขึ้นแล้ว
เขาก็ยังเจอเคราะห์ร้ายเล็กๆ น้อย ๆ อยู่ตลอดอย่างขับรถเฉี่ยวชน (หลังจากที่ไม่ยอมจับพวงมาลัยมาเป็นปี)
และมีอาการเจ็บป่วยเป็นพักๆ ที่ทำให้ต้นหายไปจากคณะเป็นระยะ ๆ
แต่จนท้ายที่สุดเขาก็เร่งทำโปรเจคจนสามารถจบได้พร้อมกับเพื่อนในรุ่น
หลังสอบตัวสุดท้ายผ่านพ้นพวกผมในคณะก็วางแผนไปเที่ยวต่างจังหวัดกันเป็นกลุ่มใหญ่
โดยใครที่ไม่มีรถก็อาศัยโดยสารรถสาธารณะกัน
ส่วนคนที่มีรถส่วนตัวก็อาจจะรวบรวมพรรคพวกขับไปด้วยกัน
เพราะจังหวัดที่เราจะไปนั้นไกลพอสมควรใช้เวลาขับรถหลายชั่วโมง
แน่นอนว่าขาลุยอย่างผมต้องนั่งรถไฟไปกับก๊วนเพื่อนของผมอยู่แล้ว
แต่โชคร้ายที่ระหว่างเที่ยวอยู่นั้นผมได้รับข่าวร้ายที่ทำให้ต้องกลับกรุงเทพด่วนก่อนถึงวันกำหนดกลับ
ในความโชคร้ายของผม มีความบังเอิญอันสวยงามเข้ามา
เพราะต้นที่ขับรถมาเองก็จำเป็นต้องกลับกรุงเทพเช่นกัน
พอเขาทราบว่าผมต้องกลับวันเดียวกันก็แสดงน้ำใจชวนให้ผมติดรถเขากลับไปด้วย
แล้วทำไมผมถึงบอกว่าสวยงามน่ะเหรอ ก็เพราะต้นพาผึ้งมาเที่ยวด้วยน่ะสิ
ได้นั่งรถทางไกลไปกับคนสวย ๆ ถึงจะเป็นแฟนของคนรู้จักแต่มันก็เจริญหูเจริญตาอยู่ดี
เราออกเดินทางจากตัวจังหวัดช่วงบ่ายแก่ ๆ
ตั้งใจให้ถึงกรุงเทพตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น
การเดินทางเป็นไปอย่างเงียบ ๆ เพราะผึ้งเป็นคนพูดน้อย
ผมนั่งเบาะหลังตรงกลางมองทางบ้างมองผึ้งคุยกับต้นเบา ๆ บ้างจนเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้
ลืมตาตื่นขึ้นอีกทีสองข้างทางก็มีแต่ความมืด ไม่มีรถวิ่งสวนมา
มองไปข้างหลังก็ไม่มีรถคันอื่นมีเพียงไฟส่องสว่างเป็นระยะห่าง ๆ เท่านั้น
ผมดูนาฬิกาบอกเวลาใกล้สี่ทุ่ม ลอบมองใบหน้าด้านข้างที่ได้รูปของผึ้ง
เธอกำลังมองตรงไปบนถนนที่มองเห็นได้ไม่ไกลนักเนื่องจากความมืดและยังคงไม่พูดอะไรมากเหมือนปกติ
ต้นก็ขับรถเงียบ ๆ... ช่างเป็นคู่ที่เรียบและเงียบเชียบดีแท้ ผมคิดในใจ
แต่แล้วในช่วงเสี้ยวจังหวะหนึ่งผมสังเกตได้ว่าต้นขับรถแปลก ๆ
สองมือกุมพวงมาลัยแน่น ตาจ้องตรงไปบนถนน
และดูเหมือนเขาจะเหยียบและผ่อนคันแร่งสลับกันอย่างผิดปกติ
ผมจึงถามทำลายความเงียบขึ้นมาว่าทุกอย่างโอเคไหม
ต้นไม่ได้ตอบในทันที ตายังจ้องตรงไปข้างหน้าก่อนจะเอ่ยปากตอบผมด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า...ใกล้แล้ว..
ใกล้อะไร? ผมถามออกไปแทบจะทันที
“ใกล้จุดที่เคยรถคว่ำ” คำตอบนั้นทำให้ผมที่นั่งพิงเบาะอยู่ลุกพรวดขึ้นมานั่งตัวตรง
สลับกันขับเอาไหม ผมถาม แต่ดูเหมือนต้นจะไม่ได้ยิน
เขาเหยียบคันเร่งขึ้นสะพานต่างระดับด้วยความเร็วที่มากขึ้นเรื่อย ๆ
ผมเริ่มนั่งไม่ติดเพราะต้นดูไม่ปกติ
ผมคิดว่าเขาคงจะยังมีความกลัวฝังใจกับอุบัติเหตุรุนแรงที่ผ่านไปไม่นาน
รถวิ่งด้วยความเร็วผ่านจุดสูงสุดของสะพานจนมาถึงทางลงที่ได้แสงสว่างจากไฟหน้ารถเท่านั้น
ที่ทำให้ผมเห็นว่ามันเป็นทางลาดโค้งเกือบหักศอกไปทางขวา
แค่เสี้ยววินาทีที่ดูเหมือนต้นลังเลที่จะหักเลี้ยวพวงมาลัยไปทางขวาตามทาง
ในขณะที่ไม่ได้ลดความเร็วลงเลยนั้น
ผึ้งเผยยิ้มให้ผมเห็นขณะที่หันมาหาต้น
พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ผมบอกไม่ถูกว่าเป็นความเย้ยหยันหรือยินดีว่า..
กลัวทำไมล่ะต้น ขับต่อไปสิ เรารออยู่ตรงนั้นแล้วไง
แสงไฟรถที่สาดไปทำให้ผมเห็นสิ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 4 เมตรจากหน้ารถ
ผึ้งยืนอยู่กลางถนนตรงสุดโค้งนั่น
ในรถเหลือแค่ผมและต้นที่หักพวงมาลัยสุดแรงไปทางซ้าย
รถกระแทกเข้ากับราวสะพานเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตัวผมที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยปลิวกระแทกเข้ากับกระจกรถอย่างรุนแรง
วินาทีก่อนที่สติจะมืดมิดทุกอย่างก็กระจ่างชัด
อุบัติเหตุเมื่อปีก่อนนั้นไม่ได้เอาชีวิตต้นไป
แต่เป็นชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจจะแค่ขับมอเตอร์ไซค์สวนทางมา
สาเหตที่ทำให้ต้นเหมือนคนตายที่เดินได้ ไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บ
แต่เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกผิดหลอนที่ฆ่าคนตายแม้ไม่เจตนา
ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งถูกพรากไปเมื่อปีก่อน วันนี้เธอมาเอามันคืน
และได้ไปถึงสองชีวิตในคราวเดียว.....
"ต้น"
แต่คุณรู้ว่าเขาเป็นใคร
และเคยได้ยินเรื่องของเขาผ่านคนนั้นคนนี้ให้พอได้รู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหนและพบเจอเรื่องอะไรมา
ผมมีคนรู้จักแบบนั้นอยู่คนหนึ่ง
เขาชื่อต้น
ต้นเรียนอยู่คณะเดียวกับผม แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่เฮไหนเฮนั่นด้วยกัน
แต่ผมเห็นเขาเป็นคนรู้จักคนหนึ่ง
และเขาเองก็คงคุ้นหน้าคุ้นตาผมที่อยู่คณะเดียวกันดี
สิ่งที่ทำให้ผมรู้จักต้นมากขึ้นมันเริ่มมาจากเคราะห์ร้ายของเขาที่ผมได้ยินมาจากคนในคณะ
เขาหายหน้าหายตาไปจากคณะก่อนจะกลับมาพร้อมแขนขาที่ดามเฝือกไว้และต้องใช้ไม้พยุงช่วยในการเดิน
ผมมารู้ทีหลังว่าต้นประสบอุบัติเหตุรถคว่ำที่ต่างจังหวัดขณะขับรถเดินทางกลับมาคนเดียว
อุบัติเหตุครั้งนั้นแม้ไม่ถึงชีวิต แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงมันนัก
เพราะต้นที่กลับมาที่คณะหลังพักฟื้นที่โรงพยาบาลดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
จะพูดยังไงดี.. ต้นที่ผมรู้จักก็เหมือนเด็กปีสามทั่วไป
เฮฮา กินเหล้า เพื่อนฝูงมากมายและมีความสุขกับชีวิตได้ทุกเรื่องแม้แต่ตอนใกล้สอบ
แต่ต้นที่กลับมาจากอุบัติเหตุร้ายแรงคนนั้นดูราวกับเป็นต้นไม้ที่แห้งแล้งรอวันตาย
ผมเหมือนมองเห็นสีน้ำตาลที่เหี่ยวแห้งออกจากมาตัวของต้น
เวลาที่เขาลากขาเดินผ่านแถวคณะทุก ๆ วัน
ตอนนั้นผมคิดว่าเขาคงจะยังมีอาการบาดเจ็บมากอยู่ถึงได้ดูทรุดโทรมลงไปถึงขนาดนี้
แต่เพราะเขาเป็นแค่คนรู้จักเท่านั้น ผมจึงไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนั้นมากนัก
และเรื่องราวของต้นก็ค่อยๆ ห่างหายไปจากความสนใจของผมตามเวลา
เวลาผ่านไปจนผมอยู่ปีสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัยผมยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเตรียมโปรเจคจบมาก
แต่วันหนึ่งเรื่องของต้นกลับมาเข้าหูผมอีกครั้ง
เมื่อคนในคณะพูดกันว่าเขาดูสดใสและกลับมาดูเป็นผู้เป็นคนเหมือนปกติเพราะมีแฟน
ตอนนั้นถึงแม้จะนึกยินดีไปกับเขาแต่ผมยังสงสัยว่า
ต้นก็จัดว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งแค่มีแฟนนี่ถึงกับต้องเอามาเล่าสู่กันฟังเชียวหรือ
จนวันที่ได้เจอแฟนของต้นวันที่เขาพามามหาวิทยาลัยผมถึงเข้าใจ
แฟนของต้นคนนี้สวยหมดจด ผิวขาว ผมยาว และไม่ต้องทำสีทองสีแดงเหมือนสาว ๆ คนอื่น
แค่ใบหน้าสวยหวานก็ทำให้คนในคณะมองกันแทบเหลียวหลัง
ผมไม่รู้ว่าแฟนต้นเป็นใคร เรียนอยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าชื่อผึ้ง
ผึ้งดูเหมือนจะเป็นคนพูดน้อยวันที่มาเธอก็นั่งยิ้ม ๆ
ดูต้นคุยกับเพื่อนคนนั้นคนนี้ด้วยท่าทางสนอกสนใจแต่ไม่ได้ร่วมวงสนทนากับใคร
แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ต้นพาแวะเข้ามาวันนั้นก็ทำให้ผมจำหน้าผึ้งได้ไม่ลืมเลย
ถึงอย่างนั้นดูเหมือนโชคร้ายจะยังไม่ทิ้งต้นไปไหนง่าย ๆ
แม้ว่าจะมีผึ้งที่ทำให้เขาดูมีความสุขมากขึ้นแล้ว
เขาก็ยังเจอเคราะห์ร้ายเล็กๆ น้อย ๆ อยู่ตลอดอย่างขับรถเฉี่ยวชน (หลังจากที่ไม่ยอมจับพวงมาลัยมาเป็นปี)
และมีอาการเจ็บป่วยเป็นพักๆ ที่ทำให้ต้นหายไปจากคณะเป็นระยะ ๆ
แต่จนท้ายที่สุดเขาก็เร่งทำโปรเจคจนสามารถจบได้พร้อมกับเพื่อนในรุ่น
หลังสอบตัวสุดท้ายผ่านพ้นพวกผมในคณะก็วางแผนไปเที่ยวต่างจังหวัดกันเป็นกลุ่มใหญ่
โดยใครที่ไม่มีรถก็อาศัยโดยสารรถสาธารณะกัน
ส่วนคนที่มีรถส่วนตัวก็อาจจะรวบรวมพรรคพวกขับไปด้วยกัน
เพราะจังหวัดที่เราจะไปนั้นไกลพอสมควรใช้เวลาขับรถหลายชั่วโมง
แน่นอนว่าขาลุยอย่างผมต้องนั่งรถไฟไปกับก๊วนเพื่อนของผมอยู่แล้ว
แต่โชคร้ายที่ระหว่างเที่ยวอยู่นั้นผมได้รับข่าวร้ายที่ทำให้ต้องกลับกรุงเทพด่วนก่อนถึงวันกำหนดกลับ
ในความโชคร้ายของผม มีความบังเอิญอันสวยงามเข้ามา
เพราะต้นที่ขับรถมาเองก็จำเป็นต้องกลับกรุงเทพเช่นกัน
พอเขาทราบว่าผมต้องกลับวันเดียวกันก็แสดงน้ำใจชวนให้ผมติดรถเขากลับไปด้วย
แล้วทำไมผมถึงบอกว่าสวยงามน่ะเหรอ ก็เพราะต้นพาผึ้งมาเที่ยวด้วยน่ะสิ
ได้นั่งรถทางไกลไปกับคนสวย ๆ ถึงจะเป็นแฟนของคนรู้จักแต่มันก็เจริญหูเจริญตาอยู่ดี
เราออกเดินทางจากตัวจังหวัดช่วงบ่ายแก่ ๆ
ตั้งใจให้ถึงกรุงเทพตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น
การเดินทางเป็นไปอย่างเงียบ ๆ เพราะผึ้งเป็นคนพูดน้อย
ผมนั่งเบาะหลังตรงกลางมองทางบ้างมองผึ้งคุยกับต้นเบา ๆ บ้างจนเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้
ลืมตาตื่นขึ้นอีกทีสองข้างทางก็มีแต่ความมืด ไม่มีรถวิ่งสวนมา
มองไปข้างหลังก็ไม่มีรถคันอื่นมีเพียงไฟส่องสว่างเป็นระยะห่าง ๆ เท่านั้น
ผมดูนาฬิกาบอกเวลาใกล้สี่ทุ่ม ลอบมองใบหน้าด้านข้างที่ได้รูปของผึ้ง
เธอกำลังมองตรงไปบนถนนที่มองเห็นได้ไม่ไกลนักเนื่องจากความมืดและยังคงไม่พูดอะไรมากเหมือนปกติ
ต้นก็ขับรถเงียบ ๆ... ช่างเป็นคู่ที่เรียบและเงียบเชียบดีแท้ ผมคิดในใจ
แต่แล้วในช่วงเสี้ยวจังหวะหนึ่งผมสังเกตได้ว่าต้นขับรถแปลก ๆ
สองมือกุมพวงมาลัยแน่น ตาจ้องตรงไปบนถนน
และดูเหมือนเขาจะเหยียบและผ่อนคันแร่งสลับกันอย่างผิดปกติ
ผมจึงถามทำลายความเงียบขึ้นมาว่าทุกอย่างโอเคไหม
ต้นไม่ได้ตอบในทันที ตายังจ้องตรงไปข้างหน้าก่อนจะเอ่ยปากตอบผมด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า...ใกล้แล้ว..
ใกล้อะไร? ผมถามออกไปแทบจะทันที
“ใกล้จุดที่เคยรถคว่ำ” คำตอบนั้นทำให้ผมที่นั่งพิงเบาะอยู่ลุกพรวดขึ้นมานั่งตัวตรง
สลับกันขับเอาไหม ผมถาม แต่ดูเหมือนต้นจะไม่ได้ยิน
เขาเหยียบคันเร่งขึ้นสะพานต่างระดับด้วยความเร็วที่มากขึ้นเรื่อย ๆ
ผมเริ่มนั่งไม่ติดเพราะต้นดูไม่ปกติ
ผมคิดว่าเขาคงจะยังมีความกลัวฝังใจกับอุบัติเหตุรุนแรงที่ผ่านไปไม่นาน
รถวิ่งด้วยความเร็วผ่านจุดสูงสุดของสะพานจนมาถึงทางลงที่ได้แสงสว่างจากไฟหน้ารถเท่านั้น
ที่ทำให้ผมเห็นว่ามันเป็นทางลาดโค้งเกือบหักศอกไปทางขวา
แค่เสี้ยววินาทีที่ดูเหมือนต้นลังเลที่จะหักเลี้ยวพวงมาลัยไปทางขวาตามทาง
ในขณะที่ไม่ได้ลดความเร็วลงเลยนั้น
ผึ้งเผยยิ้มให้ผมเห็นขณะที่หันมาหาต้น
พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ผมบอกไม่ถูกว่าเป็นความเย้ยหยันหรือยินดีว่า..
กลัวทำไมล่ะต้น ขับต่อไปสิ เรารออยู่ตรงนั้นแล้วไง
แสงไฟรถที่สาดไปทำให้ผมเห็นสิ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 4 เมตรจากหน้ารถ
ผึ้งยืนอยู่กลางถนนตรงสุดโค้งนั่น
ในรถเหลือแค่ผมและต้นที่หักพวงมาลัยสุดแรงไปทางซ้าย
รถกระแทกเข้ากับราวสะพานเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตัวผมที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยปลิวกระแทกเข้ากับกระจกรถอย่างรุนแรง
วินาทีก่อนที่สติจะมืดมิดทุกอย่างก็กระจ่างชัด
อุบัติเหตุเมื่อปีก่อนนั้นไม่ได้เอาชีวิตต้นไป
แต่เป็นชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจจะแค่ขับมอเตอร์ไซค์สวนทางมา
สาเหตที่ทำให้ต้นเหมือนคนตายที่เดินได้ ไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บ
แต่เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกผิดหลอนที่ฆ่าคนตายแม้ไม่เจตนา
ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งถูกพรากไปเมื่อปีก่อน วันนี้เธอมาเอามันคืน
และได้ไปถึงสองชีวิตในคราวเดียว.....