เ
รื่องสั้น ..............สายเลือด
ต้นมะเดื่อขนาดใหญ่ราวสองคนโอบริมถนนลาดยางหน้าตลาดสดของอำเภอเราสลัดใบทิ้งจนเหลือแต่โครงราวกับยืนต้นตาย บริเวณโคนต้นที่เคยมีเพิงขายอาหารและเครื่องดื่มทั้งวันทั้งคืนมาร่วมสิบปี ยามนี้เปลี่ยนเป็นเพิงขายผลไม้เฉพาะเวลากลางวัน
ทุกครั้งที่เดินผ่าน ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเจ้าของเพิงคนก่อน หล่อนเป็นผู้หญิงวัยห้าสิบ รูปร่างเล็ก ผิวขาวนวลแบบคนสกลนครเชื้อสายญวน จมูกและโหนกแก้มรับกันได้สัดส่วนราวกับปั้น แต่หล่อนก็ยังแต่งหน้าเสียจนเข้มทุกวัน
ใครๆ เรียกหล่อนว่า “ใยอุ๋ย”
ใยอุ๋ยขายของคนเดียว มี “ตาล” ลูกชายวัยสิบแปดอยู่เป็นเพื่อน เขามีรูปร่างสูงใหญ่ แต่ด้วยความผิดปกติทางสมองตั้งแต่เกิด จึงทำให้สีหน้าท่าทางเหมือนเด็กห้าหกขวบ ตาลชอบโบกมือทักทายผู้คนที่ผ่านไปมา บางทีก็ตบมือหัวเราะชอบใจอยู่คนเดียว
ตามปกติที่บ้านของฉันทำอาหารกินเอง จึงแทบจะไม่ได้ซื้ออาหารของใยอุ๋ย ทำให้ไม่ได้มีโอกาสคุยอะไรกับหล่อนนัก เว้นแต่ส่งยิ้มให้กันบ้างเมื่อเดินผ่าน แต่ในฤดูฝนปีหนึ่ง หล่อนกลับเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาฉันในเย็นวันที่กำลังยืนเลือกของอยู่ในตลาด
“มานี่สิ”
หล่อนดึงแขนฉันไปตรงที่ซึ่งไม่มีคนพร้อมกระซิบ
“ลูกสาวฉันมันท้องกลับมา ฉันกลัวมันจะหนีตามผู้ชายไป เลยล่ามโซ่เอาไว้ มันไม่ยอมพูดกับฉันซักคำ ช่วยไปพูดกับมันหน่อยเถอะ”
นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักชีวิตหล่อน ลูกสาวที่ใยอุ๋ยพูดถึงคือ “ชมพู่” พี่สาวของตาล หล่อนเลี้ยงลูกทั้งสองหลังจากแยกทางกับผัวคนจีนเมื่อหลายปีก่อน แต่ด้วยความที่เป็นคนใจแข็งและอดทน หล่อนจึงไม่มีคู่คนใหม่ และยังทำงานหนักมาตลอด สารพัดสารพันตั้งแต่งานรับเหมาก่อสร้าง รับจ้างทำความสะอาดบ้าน ซ่อมเสื้อผ้า ซักรีด ขายของเงินผ่อน
ในที่สุดก็มาหาทำเลขายอาหารตามสั่งในอำเภอของเรา โดยเช่าห้องแถวข้างตลาดไว้ห้องหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่หล่อนจะอยู่ที่เพิงขายอาหารมากกว่า บางคืนก็นอนหลับไปบนเก้าอี้ผ้าใบหน้าร้านนั่นเอง ลูกค้ามาถึงก็ตื่นขึ้นต้มยำทำแกงขายไป โดยมีลูกชายปัญญาอ่อนของหล่อนนั่งๆ นอนๆ ดูโทรทัศน์อยู่หลังร้าน
ฉันไม่เคยเห็นชมพู่มาก่อนเลย เธอเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และแม้วันนั้นฉันจะไม่มีโอกาสเข้าไปหาเพราะเด็กสาวยืนกรานไม่ยอมพบปะใคร แต่ฉันก็ได้เห็นในเวลาต่อมาที่ท้องของเธอใหญ่มากขึ้น และใยอุ๋ยคงยอมให้ออกมาเดินตลาดหาซื้อของกินในบางคราว
ชมพู่มีผิวสวยเหมือนแม่ ผมยาวสีดำสนิท โหนกแก้มไม่สูงมาก และคางไม่แหลมอย่างใยอุ๋ย เธอจึงดูงดงามอ่อนหวานกว่า แต่เด็กสาวแทบไม่ยิ้มเลย เธอจึงเป็นคนสวยเศร้าๆ
ใยอุ๋ยเล่าว่าด้วยความที่อยากจะให้ลูกมีความรู้ มีอนาคตสดใส หล่อนจึงส่งลูกสาวไปอยู่กับญาติเพื่อเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสานตั้งแต่ยังอยู่ชั้นประถม
“ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงไม่ทำดีกับฉันบ้างเลย ทั้งที่ฉันก็ทำดีกับมัน ให้มันทุกอย่างที่มันอยากได้”
หล่อนเล่าถึงอดีตที่ชมพู่เคยหนีเรียนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ มัธยมที่ใจแตกให้ฟัง อย่างไรก็ตาม แม้จะจบมัธยมปลายด้วยคะแนนที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ชมพู่ก็เลือกเข้าไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ
“มันอยู่หอ ฉันก็ไม่ว่า ส่งเงินให้เดือนละห้าหกพัน แล้วนี่อยู่ปีสี่จวนจะจบอยู่แล้ว

ท้องเสียอีก หนูลองคิดถึงหัวอกฉันบ้างสิ”
ใบหน้าที่ตกแต่งไว้ด้วยสีต่างๆ ของหล่อนอาจจะกลบรอยหม่นหมองไปได้บ้าง แต่ในดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นก็ฉายแววเจ็บปวดออกมาชัดแจ้ง สิ่งที่ฉันทำได้ในยามนั้นก็คือ เป็นเพื่อนรับฟังความทุกข์ของหล่อนเมื่อพบกันที่ตลาด หรือไม่หากวันไหนที่หล่อนกลุ้มใจมากๆ ก็จะเดินมาคุยกับฉันที่บ้านซึ่งอยู่ห่างจากเพิงนั้นไม่เกินร้อยเมตร
(ต่อกรอบล่างค่ะ)
สายเลือด........เรื่องสั้นจากเสี้ยวชีวิตเพื่อนบ้าน
ต้นมะเดื่อขนาดใหญ่ราวสองคนโอบริมถนนลาดยางหน้าตลาดสดของอำเภอเราสลัดใบทิ้งจนเหลือแต่โครงราวกับยืนต้นตาย บริเวณโคนต้นที่เคยมีเพิงขายอาหารและเครื่องดื่มทั้งวันทั้งคืนมาร่วมสิบปี ยามนี้เปลี่ยนเป็นเพิงขายผลไม้เฉพาะเวลากลางวัน
ทุกครั้งที่เดินผ่าน ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเจ้าของเพิงคนก่อน หล่อนเป็นผู้หญิงวัยห้าสิบ รูปร่างเล็ก ผิวขาวนวลแบบคนสกลนครเชื้อสายญวน จมูกและโหนกแก้มรับกันได้สัดส่วนราวกับปั้น แต่หล่อนก็ยังแต่งหน้าเสียจนเข้มทุกวัน
ใครๆ เรียกหล่อนว่า “ใยอุ๋ย”
ใยอุ๋ยขายของคนเดียว มี “ตาล” ลูกชายวัยสิบแปดอยู่เป็นเพื่อน เขามีรูปร่างสูงใหญ่ แต่ด้วยความผิดปกติทางสมองตั้งแต่เกิด จึงทำให้สีหน้าท่าทางเหมือนเด็กห้าหกขวบ ตาลชอบโบกมือทักทายผู้คนที่ผ่านไปมา บางทีก็ตบมือหัวเราะชอบใจอยู่คนเดียว
ตามปกติที่บ้านของฉันทำอาหารกินเอง จึงแทบจะไม่ได้ซื้ออาหารของใยอุ๋ย ทำให้ไม่ได้มีโอกาสคุยอะไรกับหล่อนนัก เว้นแต่ส่งยิ้มให้กันบ้างเมื่อเดินผ่าน แต่ในฤดูฝนปีหนึ่ง หล่อนกลับเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาฉันในเย็นวันที่กำลังยืนเลือกของอยู่ในตลาด
“มานี่สิ”
หล่อนดึงแขนฉันไปตรงที่ซึ่งไม่มีคนพร้อมกระซิบ
“ลูกสาวฉันมันท้องกลับมา ฉันกลัวมันจะหนีตามผู้ชายไป เลยล่ามโซ่เอาไว้ มันไม่ยอมพูดกับฉันซักคำ ช่วยไปพูดกับมันหน่อยเถอะ”
นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักชีวิตหล่อน ลูกสาวที่ใยอุ๋ยพูดถึงคือ “ชมพู่” พี่สาวของตาล หล่อนเลี้ยงลูกทั้งสองหลังจากแยกทางกับผัวคนจีนเมื่อหลายปีก่อน แต่ด้วยความที่เป็นคนใจแข็งและอดทน หล่อนจึงไม่มีคู่คนใหม่ และยังทำงานหนักมาตลอด สารพัดสารพันตั้งแต่งานรับเหมาก่อสร้าง รับจ้างทำความสะอาดบ้าน ซ่อมเสื้อผ้า ซักรีด ขายของเงินผ่อน
ในที่สุดก็มาหาทำเลขายอาหารตามสั่งในอำเภอของเรา โดยเช่าห้องแถวข้างตลาดไว้ห้องหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่หล่อนจะอยู่ที่เพิงขายอาหารมากกว่า บางคืนก็นอนหลับไปบนเก้าอี้ผ้าใบหน้าร้านนั่นเอง ลูกค้ามาถึงก็ตื่นขึ้นต้มยำทำแกงขายไป โดยมีลูกชายปัญญาอ่อนของหล่อนนั่งๆ นอนๆ ดูโทรทัศน์อยู่หลังร้าน
ฉันไม่เคยเห็นชมพู่มาก่อนเลย เธอเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และแม้วันนั้นฉันจะไม่มีโอกาสเข้าไปหาเพราะเด็กสาวยืนกรานไม่ยอมพบปะใคร แต่ฉันก็ได้เห็นในเวลาต่อมาที่ท้องของเธอใหญ่มากขึ้น และใยอุ๋ยคงยอมให้ออกมาเดินตลาดหาซื้อของกินในบางคราว
ชมพู่มีผิวสวยเหมือนแม่ ผมยาวสีดำสนิท โหนกแก้มไม่สูงมาก และคางไม่แหลมอย่างใยอุ๋ย เธอจึงดูงดงามอ่อนหวานกว่า แต่เด็กสาวแทบไม่ยิ้มเลย เธอจึงเป็นคนสวยเศร้าๆ
ใยอุ๋ยเล่าว่าด้วยความที่อยากจะให้ลูกมีความรู้ มีอนาคตสดใส หล่อนจึงส่งลูกสาวไปอยู่กับญาติเพื่อเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสานตั้งแต่ยังอยู่ชั้นประถม
“ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงไม่ทำดีกับฉันบ้างเลย ทั้งที่ฉันก็ทำดีกับมัน ให้มันทุกอย่างที่มันอยากได้”
หล่อนเล่าถึงอดีตที่ชมพู่เคยหนีเรียนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ มัธยมที่ใจแตกให้ฟัง อย่างไรก็ตาม แม้จะจบมัธยมปลายด้วยคะแนนที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ชมพู่ก็เลือกเข้าไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ
“มันอยู่หอ ฉันก็ไม่ว่า ส่งเงินให้เดือนละห้าหกพัน แล้วนี่อยู่ปีสี่จวนจะจบอยู่แล้ว
ใบหน้าที่ตกแต่งไว้ด้วยสีต่างๆ ของหล่อนอาจจะกลบรอยหม่นหมองไปได้บ้าง แต่ในดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นก็ฉายแววเจ็บปวดออกมาชัดแจ้ง สิ่งที่ฉันทำได้ในยามนั้นก็คือ เป็นเพื่อนรับฟังความทุกข์ของหล่อนเมื่อพบกันที่ตลาด หรือไม่หากวันไหนที่หล่อนกลุ้มใจมากๆ ก็จะเดินมาคุยกับฉันที่บ้านซึ่งอยู่ห่างจากเพิงนั้นไม่เกินร้อยเมตร
(ต่อกรอบล่างค่ะ)