ถ้าสังขตธรรมไม่เที่ยงแปรเปลี่ยนได้
ก็น่าจะเปลี่ยนไปเป็นอสังขตธรรมได้
อสังขตธรรมแปรเปลี่ยนไปไม่ได้
ก็ไม่สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นสังขตธรรมได้
ยกตังอย่างเช่น
ปุถุชนแปรเปลี่ยน เป็นพระอรหันต์ได้
พระอรหันต์แปรเปลี่ยนเป็นปุถุชนไม่ได้
เพราะอะไร
ปุถุชนละตัณหา เห็นวิชชา ก็เห็นนิพพานเปลี่ยนตนเป็นพระอรหันต์
พระอรหันต์ เห็นตัณหา เห็นอวิชชา ก็ไม่เปลี่ยนเป็นปุถุชน
เพราะจิตรู้แล้ว ว่าตัณหา อวิชชาเป็นอย่างไร
จิตเป็นผู้รู้ ว่านิพพานเป็นแบบนี้ จิตก็คือนิพพาน นิพพานก็คือจิตที่ไม่มีตัณหา
จิตมีสภาวะที่ไม่มีตัณหา เรียกว่านิพพาน ก็หมายถึงจิตที่นิพพาน
นิพพานแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้
แต่สิ่งอื่นที่ก็สามารถเป็นนิพพานได้
เพราะความไม่เที่ยงย่อมเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เที่ยงได้
สิ่งที่เที่ยงจะเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงไม่ได้
ยกตัวอย่างเช่น กายเรา มีธาตุ6 ที่มาประชุมรวมกัน เป็นมหาภูติ เป็นกายเรา เป็นสังขตธรรม
ธาตุ6คือ
ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณธาตุ
เมื่อกายเราแตกสลายกลายเป็น ธาตุเดิม ที่เที่ยง ไม่มีการประชุมรวกกัน เป็นอสังขตธรรม
เมื่อธาตุทั้ง6มาประชุมรวมกัน มีการปรุงแต่งก็เป็นกายเรา เป็นสังขตธรรม
แต่ไม่ได้หมายความว่าอสังขตธรรมกลายเป็นสังขตธรรม
เพราะอะไร
ในสังขตธรรม มี อสังขตธรรมอาศัยอยู่
ความไม่เที่ยง มีความเที่ยงอยู่ในตัวของมัน
ธาตุที่เที่ยงมารวมตัวกัน เกิดการปรุงแต่ง
การปรุงแต่งคือความไม่เที่ยง
แต่ในกายนี้ ก็มีธาตุที่เที่ยง 6ธาตุ อาศัยอยู่
เมื่อกายแตกสลายไป ธาตุทั้ง6แยกตัวออกไปไม่มารวมตัวกันก็ต่างธาตุต่างอยู่
ก็เป็นธรรมชาติที่เที่ยงในตัวมัน
ถ้าแบบนี้จิตเป็นธาตุรู้ จึงเที่ยง แต่ ความปรุงแต่งในจิตไม่เที่ยง
จิตทิ้งความไม่เที่ยงไป คือทิ้งความปรุงแต่งที่ไม่เที่ยงไป
จิตก็เหลือแต่ธรรมะที่เที่ยงคือนิพพาน
นิพพานก็มีลักษณะดังนี้
นิพพานก็มีลักษณะดังนี้
ก็น่าจะเปลี่ยนไปเป็นอสังขตธรรมได้
อสังขตธรรมแปรเปลี่ยนไปไม่ได้
ก็ไม่สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นสังขตธรรมได้
ยกตังอย่างเช่น
ปุถุชนแปรเปลี่ยน เป็นพระอรหันต์ได้
พระอรหันต์แปรเปลี่ยนเป็นปุถุชนไม่ได้
เพราะอะไร
ปุถุชนละตัณหา เห็นวิชชา ก็เห็นนิพพานเปลี่ยนตนเป็นพระอรหันต์
พระอรหันต์ เห็นตัณหา เห็นอวิชชา ก็ไม่เปลี่ยนเป็นปุถุชน
เพราะจิตรู้แล้ว ว่าตัณหา อวิชชาเป็นอย่างไร
จิตเป็นผู้รู้ ว่านิพพานเป็นแบบนี้ จิตก็คือนิพพาน นิพพานก็คือจิตที่ไม่มีตัณหา
จิตมีสภาวะที่ไม่มีตัณหา เรียกว่านิพพาน ก็หมายถึงจิตที่นิพพาน
นิพพานแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้
แต่สิ่งอื่นที่ก็สามารถเป็นนิพพานได้
เพราะความไม่เที่ยงย่อมเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เที่ยงได้
สิ่งที่เที่ยงจะเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงไม่ได้
ยกตัวอย่างเช่น กายเรา มีธาตุ6 ที่มาประชุมรวมกัน เป็นมหาภูติ เป็นกายเรา เป็นสังขตธรรม
ธาตุ6คือ
ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณธาตุ
เมื่อกายเราแตกสลายกลายเป็น ธาตุเดิม ที่เที่ยง ไม่มีการประชุมรวกกัน เป็นอสังขตธรรม
เมื่อธาตุทั้ง6มาประชุมรวมกัน มีการปรุงแต่งก็เป็นกายเรา เป็นสังขตธรรม
แต่ไม่ได้หมายความว่าอสังขตธรรมกลายเป็นสังขตธรรม
เพราะอะไร
ในสังขตธรรม มี อสังขตธรรมอาศัยอยู่
ความไม่เที่ยง มีความเที่ยงอยู่ในตัวของมัน
ธาตุที่เที่ยงมารวมตัวกัน เกิดการปรุงแต่ง
การปรุงแต่งคือความไม่เที่ยง
แต่ในกายนี้ ก็มีธาตุที่เที่ยง 6ธาตุ อาศัยอยู่
เมื่อกายแตกสลายไป ธาตุทั้ง6แยกตัวออกไปไม่มารวมตัวกันก็ต่างธาตุต่างอยู่
ก็เป็นธรรมชาติที่เที่ยงในตัวมัน
ถ้าแบบนี้จิตเป็นธาตุรู้ จึงเที่ยง แต่ ความปรุงแต่งในจิตไม่เที่ยง
จิตทิ้งความไม่เที่ยงไป คือทิ้งความปรุงแต่งที่ไม่เที่ยงไป
จิตก็เหลือแต่ธรรมะที่เที่ยงคือนิพพาน
นิพพานก็มีลักษณะดังนี้