อีกสองปีข้างหน้าที่จะถึงนี้ ถือว่าเป็นประวัติศาตร์สูงสุดของวงการบอลไทย กับถ้วยระดับทวีปอย่างเอเชี่ยนคัพที่น้อยครั้งนักที่ทีมชาติไทยชุดใหญ่จะได้มีบุญวาสนาได้สัมผัสประสบการณ์รอบสุดท้ายของฟุตบอลระดับทวีปอย่างเอเชี่ยนคัพ ซึ่งเปรียบเปรยได้ว่า ได้ถ้วยปาหี่ซูซูกิคัพร้อยครั้ง ยังไม่เท่ากับได้เข้าไปเล่นรอบสุดท้ายเอเชี่ยนคัพเพียงครั้งเดียว เลยก็ว่าได้ และที่สำคัญกฏใหม่ของทางเอเอฟซี เมื่อคัดบอลโลกเข้าไปสู่รอบ 12 ทีมสุดท้าย ก็จะมีสิทธิ์เข้าไปเล่นฟุตบอลเอเชี่ยนคัพรอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปคัดเลือกแข่งแย่งตั๋วเป็นตัวแทนกับพวกสายอ่อนหัดกับทีมที่เหลือในกลุ่มอื่น ซึ่งในรอบนี้ถือว่าโชคดีมากๆ ที่ทีมชาติไทยได้เข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายบอลโลกล่าสุด และได้สิทธิ์ไปเล่นเอเชี่ยนคัพปี 2019 ทันที ซึ่งเครดิตจุดนี้ก็ต้องยกเครดิตให้อดีตโค้ชทีมชาติไทยอย่างซิโก้ที่ทำให้ได้ตั๋วรายการทวีปสำคัญใบนี้มาได้
ซึ่งต้องบอกว่าทีมชาติไทยในระดับทวีปในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นไม่สามารถเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในระดับทวีปเป็นขาประจำได้อย่างพวกเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฝั่งชนชาติอาหรับ รวมไปถึงจีนได้ ซึ่งเรามัวแต่ให้ความสำคัญเตรียมทีมถ้วยปาหี่อย่างซูซูกิคัพ ซีเกม มากเกินไป แต่กลับละทิ้งความพร้อมการเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกเอเชี่ยนคัพ
ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา เมื่อทัวร์นาเม้นเอเชี่ยนคัพมาถึง เพียงแค่รอบคัดเลือก การจะเตรียมทีมมักจะถอดใจตั้งแต่เริ่ม คิดว่าศักยภาพสู้ไม่ได้ เหมือนสักแต่ส่งรายชื่อแข่งๆให้จบๆไป แบบทิ้งตั๋วไปเอเชี่ยนคัพรอบสุดท้ายกันเลยทีเดียว แต่กลับกันเมื่อถึงทัวร์เม้นซูซูกิคัพมักจะประโคมข่าวเว่อร์วังอลังการอัดฉีดบ้าพลังให้น้ำหนักความสำคัญผิดที่ ซึ่งถ้วยระดับทวีปอย่างเอเชี่ยนคัพ เปรียบได้กับรายการฟุตบอลยูโร ของชาติมหาอำนาจลูกหนังฝั่งยุโรป หรือ โคปาอเมริกา นี่คือมหกรรมฟุตบอลถ้วยระดับทวีป ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ว่า ทีมชาติไทยจะได้ไปบอลโลกรอบสุดท้ายหรือไม่ ดัชนีชี้วัดที่ดีที่สุดคือการได้เข้าไปเล่นฟุตบอลเอเชี่ยนคัพรอบสุดท้ายแบบขาประจำนั่นเอง
และตัวชี้วัดประเมินผลงานของโค้ชทีมชาติไทยชุดใหญ่ว่าฝีมือถึงหรือไม่นั้นฟุตบอลเอเชี่ยนคัพจะเป็นตัววัดผลงานได้ดีที่สุดนั่นเอง ในส่วนของเรยาวัชมีประสบการณ์ในการทำทีมชาติในระดับสูงถือว่าไฮโปรไฟล์พอสมควรซึ่งความกดดันในระดับนี้ถือว่าแรงเสียดทานเป็นสิ่งที่รับได้ปกติ และรู้ขั้นตอนเป็นอย่างดีว่าควรทำอะไรก่อนหลังเตรียมทีมอย่างไร และเอเชี่ยนคัพ 2019 ที่จะมาถึงนี่เอง เป็นตัวชี้วัดว่าเรยาวัชจะอยู่หรือจะไป ผลงานในรายการทวีปนี้จะเป็นที่น่าพอใจทางฝั่งสมาคมและแฟนบอลไทยหรือไม่ ซึ่งถ้าสามารถเข้ารอบลึกทะลุไปถึงรอบน็อคเอ้าท์รอบใดรอบหนึ่งได้ ก็ไม่เป็นที่น่ากังขาอีกต่อไป เพราะอย่าลืมว่าทีมงานโค้ชชุดเรยาวัชมีเวลาเตรียมทีมร่วมๆ 2 ปี และสมาคมให้การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ว่าแฟนบอลไทยและสมาคมจะหวังลึกๆกับผลงานการทำทีมชาติชุดใหญ่ของการคุมทีมภายใต้บังของเรยาวัชในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับทวีปที่จะถึงนี้
อย่าลืมว่าถ้วยใบนี้จะทำให้ทีมชาติไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วเอเชีย และอีกฝั่งทวีปค่อยๆ รู้จักว่าประเทศไทยว่ามันอยู่ตรงไหน จะทำให้ต่างชาติโพ้นทะเลไม่เข้าใจผิดว่าประเทศไทยไม่ได้ใช้ช้างเป็นยานพาหนะสัญจรเป็นหลักอีกต่อไป และที่สำคัญมีผลต่ออันดับฟีฟ่าอย่างยิ่งรวมไปถึงผลพวงใบอนุญาตทำงานของนักเตะไทยที่จะไปค้าแข้งในยุโรปในอนาคตก็จะมีเครดิตเชื่อถือได้ มาตรฐานทีมที่สโมสรในยุโรปจะยอมรับเหมือนอย่างที่นักเตะเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในยุโรปเฉกเช่นนั้นแล
เรยาวัช กับพิธีสืบชะตาตัวเองในทัวร์นาเม้น เอเชี่ยนคัพ 2019 รายการระดับทวีปที่ทีมชาติไทยมีบุญวาสนานานๆครั้ง
ซึ่งต้องบอกว่าทีมชาติไทยในระดับทวีปในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นไม่สามารถเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในระดับทวีปเป็นขาประจำได้อย่างพวกเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฝั่งชนชาติอาหรับ รวมไปถึงจีนได้ ซึ่งเรามัวแต่ให้ความสำคัญเตรียมทีมถ้วยปาหี่อย่างซูซูกิคัพ ซีเกม มากเกินไป แต่กลับละทิ้งความพร้อมการเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกเอเชี่ยนคัพ
ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา เมื่อทัวร์นาเม้นเอเชี่ยนคัพมาถึง เพียงแค่รอบคัดเลือก การจะเตรียมทีมมักจะถอดใจตั้งแต่เริ่ม คิดว่าศักยภาพสู้ไม่ได้ เหมือนสักแต่ส่งรายชื่อแข่งๆให้จบๆไป แบบทิ้งตั๋วไปเอเชี่ยนคัพรอบสุดท้ายกันเลยทีเดียว แต่กลับกันเมื่อถึงทัวร์เม้นซูซูกิคัพมักจะประโคมข่าวเว่อร์วังอลังการอัดฉีดบ้าพลังให้น้ำหนักความสำคัญผิดที่ ซึ่งถ้วยระดับทวีปอย่างเอเชี่ยนคัพ เปรียบได้กับรายการฟุตบอลยูโร ของชาติมหาอำนาจลูกหนังฝั่งยุโรป หรือ โคปาอเมริกา นี่คือมหกรรมฟุตบอลถ้วยระดับทวีป ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ว่า ทีมชาติไทยจะได้ไปบอลโลกรอบสุดท้ายหรือไม่ ดัชนีชี้วัดที่ดีที่สุดคือการได้เข้าไปเล่นฟุตบอลเอเชี่ยนคัพรอบสุดท้ายแบบขาประจำนั่นเอง
และตัวชี้วัดประเมินผลงานของโค้ชทีมชาติไทยชุดใหญ่ว่าฝีมือถึงหรือไม่นั้นฟุตบอลเอเชี่ยนคัพจะเป็นตัววัดผลงานได้ดีที่สุดนั่นเอง ในส่วนของเรยาวัชมีประสบการณ์ในการทำทีมชาติในระดับสูงถือว่าไฮโปรไฟล์พอสมควรซึ่งความกดดันในระดับนี้ถือว่าแรงเสียดทานเป็นสิ่งที่รับได้ปกติ และรู้ขั้นตอนเป็นอย่างดีว่าควรทำอะไรก่อนหลังเตรียมทีมอย่างไร และเอเชี่ยนคัพ 2019 ที่จะมาถึงนี่เอง เป็นตัวชี้วัดว่าเรยาวัชจะอยู่หรือจะไป ผลงานในรายการทวีปนี้จะเป็นที่น่าพอใจทางฝั่งสมาคมและแฟนบอลไทยหรือไม่ ซึ่งถ้าสามารถเข้ารอบลึกทะลุไปถึงรอบน็อคเอ้าท์รอบใดรอบหนึ่งได้ ก็ไม่เป็นที่น่ากังขาอีกต่อไป เพราะอย่าลืมว่าทีมงานโค้ชชุดเรยาวัชมีเวลาเตรียมทีมร่วมๆ 2 ปี และสมาคมให้การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ว่าแฟนบอลไทยและสมาคมจะหวังลึกๆกับผลงานการทำทีมชาติชุดใหญ่ของการคุมทีมภายใต้บังของเรยาวัชในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับทวีปที่จะถึงนี้
อย่าลืมว่าถ้วยใบนี้จะทำให้ทีมชาติไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วเอเชีย และอีกฝั่งทวีปค่อยๆ รู้จักว่าประเทศไทยว่ามันอยู่ตรงไหน จะทำให้ต่างชาติโพ้นทะเลไม่เข้าใจผิดว่าประเทศไทยไม่ได้ใช้ช้างเป็นยานพาหนะสัญจรเป็นหลักอีกต่อไป และที่สำคัญมีผลต่ออันดับฟีฟ่าอย่างยิ่งรวมไปถึงผลพวงใบอนุญาตทำงานของนักเตะไทยที่จะไปค้าแข้งในยุโรปในอนาคตก็จะมีเครดิตเชื่อถือได้ มาตรฐานทีมที่สโมสรในยุโรปจะยอมรับเหมือนอย่างที่นักเตะเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในยุโรปเฉกเช่นนั้นแล