นิยายรักที่ไม่อยากเขียน

กระทู้สนทนา
.

นิยายรักที่ไม่อยากเขียน


“สุพจน์ ที่ผมเรียกคุณเข้ามาพบในครั้งนี้ คุณคงพอจะทราบบ้างแล้วนะว่าเรื่องอะไร”

ผมนั่งอยู่ตรงข้ามกับเจ้านายจอมจู้จี้จุกจิ๊ก และแสนจะเรื่องมากในการเลือกนิยายแต่ละเรื่องเพื่อจัดตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม และผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า บ.ก. หลักแหลม (ซึ่งตัวจริงไม่ได้มีความหลักแหลมสมชื่อเลยสักนิด) เจ้านายผมคนนี้ละครับ โคตรจะเลือกนิยายได้ห่วยแตกสุดๆ

ทำไมผมถึงรู้ดีล่ะ ก็เพราะนิยายแต่ละเรื่องที่นักเขียนหน้าใหม่ส่งมา ต้องผ่านการอ่านเพื่อพิจารณาจากผมเสียก่อน เรื่องไหนที่ผมเห็นว่าพอใช้ได้ ผมจะส่งมาให้ บ.ก.หลักแหลมเลือกอีกที

แต่โธ่ถัง กะละมังเป็นพยาน เรื่องที่ผมเลือกว่ามันดี เจ๋ง ใช้ได้ และน่าอ่านน่าสนใจ กลับไม่เป็นที่ถูกใจของ บ.ก.หลักแหลม

บ.ก.หลักแหลม ผู้ไม่มีความหลักแหลมสมชื่อ กลับไปรื้อค้นเลือกนิยายที่เขียนได้ ฮื่ม..อภิมหาโคตรจะห่วยแตกสุดๆ ทำไมผมถึงใช้คำนี้ละ ก็เพราะมันไม่สนุกเลยนะสิครับ เขียนผิดเยอะมาก คำซ้ำ คำซ้อน คำกำกวม อื้อซ่า

และแถมผูกเรื่องได้แย่ น้ำเน่าเกินคำบรรยาย และไอ้คนที่ต้องมาตามแก้คำเขียนผิดของพวกนักเขียนหน้าใหม่ ก็ไม่ใช่ใครอื่น มันก็ผมนี้แหละครับ เฮ้อ .... เหนื่อยครับบอกตามตรง

ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ‘สำนักพิมพ์แหลมมณีจันทร์เจ้า’ ถึงไม่มีใครรู้จัก ไม่โด่งดัง หรือไม่เคยได้กำไรจากการขายนิยายมากมายนัก สำนักพิม์ใกล้จะปิดตัวลงอยู่รอมร่อแล้ว ผมเข้าใจสถานการณ์ดี

“ตลาดนิยายทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก คุณคงรู้ดี”

บ.ก.หลักแหลมพูดต่อ ในขณะที่ผมยังนั่งสงบนิ่งตั้งใจฟังและมองดูเจ้านายหุ่นอ้วนราวกับแม่ช้างกำลังตั้งท้อง ริมฝีปากบนล่างหนาเตอะ และมันเยิ้มเพราะกำลังสวาปามกินพิซซ่าขณะที่กำลังพูดอยู่กับผม

ก่อนจะขยับปากอันแสนน่าเกลียดพูดต่อทันทีที่กลืนพิซซ่าชิ้นสุดท้ายลงไปย่อยในกระเพาะอาหาร

“นิยายผีไม่ค่อยมีใครอ่านกันแล้ว คุณเข้าใจที่ผมพูดนะ มันไม่ใช่แนวที่ผู้เสพนิยายต้องการกัน ผมอยากให้คุณเปลี่ยนมาเขียนนิยายรัก ออกแนวสิบแปดบวกก็จะดีมาก มีฉากไอ้นั่นเยอะๆ รับรองขายได้แน่นอน วัยรุ่นชอบเสพนิยายแบบนี้กัน”

“แต่บ.ก.ครับ ผมไม่เคยเขียนนิยายรักมาก่อน และอีกอย่างผมเขียนนิยายผีมานานเกือบห้าปีแล้วนะครับ ผมมีแฟนนิยายของผม พวกเขารออ่านงานผมอยู่เสมอ อยู่ดีๆ บ.ก.จะให้ผมเปลี่ยนมาเขียนนิยายรักดื้อๆแบบนี้มันไม่เข้าท่าเลยนะครับ”

ผมท้วงติงทันทีที่เห็นว่ามันไม่ใช่ และไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ที่จะต้องเปลี่ยนแนวเขียนนิยายตามกระแสนิยม

ให้ตายเถอะ! ผมละไม่ชอบแนวคิดนี้เอามากๆ มันสำคัญด้วยหรือที่ต้องเขียนิยายตามกระแส หรือต้องฝืนเขียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบและไม่ถนัด บัดซบซะมัด (ผมอยากลุกขึ้น แล้วเหวี่ยงกำปั้นอัดปากคนพูดจริงๆเลยให้ตายเถอะ)

อีกอย่างนิยายผีของผมได้รับการตอบรับดีเสมอจากแฟนคลับ และที่สำนักพิมพ์แหลมมณีจันทร์เจ้ายังพอยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เพราะนิยายของผมหรอกหรือที่พอขายได้อยู่บ้าง ไอ้ บ.ก.งี่เง่า ผมสบถสิ่งที่คิดไว้ในใจ

ผมยังไม่คิดจะโต้เตียงกับบ.ก.แม่ช้างกำลังตั้งท้องมากมายนัก ผมต้องยอมอ่อนข้อ และนอบน้อมเสียหน่อย การแสดงว่าเป็นลูกน้องที่ดี เป็นหนทางพิชิตชัยได้เสมอ (ถ้ามีแผนการบางอย่างไว้ในหัวนะครับ)

แน่ละผมมี! แผนยึดสำนักพิมพ์แหลมมณีจันทร์เจ้ามาเป็นของผมยังไงละ

บ.ก.หลักแหลม มีเมียแต่ไม่มีลูก ตัดเรื่องทายาทที่จะมาสืบทอดสำนักพิมพ์แห่งนี้ทิ้งไปได้เลย

ส่วนเมีย บ.ก. ไม่มีความรู้เรื่องบริหารสำนักพิมพ์อย่างแน่นอน ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักพิมพ์มาหกปี ผมเห็นคุณโฉมนภามาที่สำนักพิมพ์แค่สองครั้ง เธอเกลียดการอ่านหนังสือและพลอยไม่ชอบนิยายไปด้วย

แต่คุณโฉมนภาชอบเงินที่ได้จากการขายนิยาย ช่างเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมกับ บ.ก.หลักแหลมจริงๆ ผีเน่ากับโลงผุ วลีนี้ผมขอยกให้คู่นี้แบบไม่กังขาอะไร

และอีกอย่างผมรับประกันได้เลยว่าถ้าหาก บ.ก.หลักแหลมตาย ไม่เกินสามเดือนคุณโฉมนภาคงหาสามีใหม่มาเดินควงเฉิดฉายด้วยความภูมิอกภูมิใจเป็นแน่แท้

คนที่มีสารพัดโรคอย่าง บ.ก.หลักแหลมคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี หรือ อาจจะตายเพราะสะดุดขาตัวเองตกบันได คอหักตายคาที่ มีความเป็นไปได้สูงกับร่างอ้วนเหมือนแม่ช้างกำลังตั้งท้องแบบนี้

และผมจะรอให้ถึงวันนั้น ผมรอมาหกปีแล้ว รออีกหน่อยคงไม่เสียหาย ตามจริงผมคือหุ้นส่วนของสำนักพิมพ์แห่งนี้ แม้จะถือหุ้นส่วนเพียงน้อยนิดก็เถอะ และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นมา ด้วยการเป็นนักเขียนรุ่นแรกที่ส่งนิยายผีออกไปวางขายตามร้านหนังสือ

จนสามารถเจาะกลุ่มคนที่ชื่นชอบนิยายผีได้ในระดับหนึ่ง กระทั่งมีกลุ่มแฟนคลับ ‘เทียนหอม’ ขึ้นมา เทียนหอมคือนามปากกาของผมเองครับ

“ผมเชื่อในมือคุณ คุณไม่เบื่อบ้างหรือไงเขียนแต่นิยายผี เปลี่ยนมาเขียนแนวอื่นบ้าง บางทีคุณอาจชอบแนวรักๆแบบนี้ก็ได้นะสุพจน์”

“ผมต้องเขียน คนเล่นล่าตามผี ให้จบเสียก่อน” ผมแย้ง

“พักเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะ ผมไม่อยากขายนิยายแนวผีๆอีกแล้ว ห้าเดือน ผมให้เวลาคุณเขียนนิยายรักมาส่งผม ไม่งั้นผมจะสั่งพักงานเขียนเรื่องผีของคุณที่กำลังจะตีพิมพ์ ใช่มันจะเป็นนิยายผีเรื่องสุดท้ายที่จะปล่อยออกจากสำนักพิมพ์แหลมมณีจันทร์เจ้า หากคุณดื้อด้านไม่อยากเขียน ผมจะพับเก็บนิยายคุณใส่ลิ้นชักแล้วล็อกกลอนไว้แน่นหนา มันจะไม่มีวันได้ออกมาโลดแล่นอีก”

“คุณทำไม่ได้หรอก มันคืองานของผม”

“ได้สิ ถ้าผมจะทำ คุณเอานิยายไปเสนอที่สำนักพิมพ์ค่ายอื่นไม่ได้ คุณเองก็รู้ดี คุณยังติดสัญญาเป็นนักเขียนที่นี่อีกสามปี ถ้าคุณคิดจะผิดสัญญาก็จ่ายเงินมาห้าแสน จ่ายเงินมาแล้ว คุณจะไปให้สำนักพิมพ์ค่ายไหนตีพิมพ์ก็แล้วแต่คุณ”

ผมกัดฟันกรอดพยายามระงับอารมณ์โทสะที่กำลังพุ่งปรี๊ด

“ตกลงผมจะเขียน แต่ห้าเดือนมันน้อยไป ผมขอเวลาหนึ่งปี”

“ผมต้องขายของนะสุพจน์หนึ่งปีมันมากไป เจ็ดเดือน ผมให้เวลาคุณได้แค่นี้”

ท่ามกลางสวนสาธารณะเงียบสงบ ในมุมที่ปลอดผู้คน ผมนั่งเอาหลังพิงต้นไม้ ขายืดเยียดตรงไปข้างหน้า สายตาเหม่อมองกลุ่มคนที่กำลังวิ่งออกกำลังกายรอบสวน

ผมอัดควันบุหรี่สูบเข้าปอดเป็นม้วนที่สี่ ในหัวกำลังคิดพล็อตเรื่องนิยายรักที่ บ.ก.ต้องการ และเพิ่งตระหนักได้ในวันนี้นี่เองว่าผมไม่รู้จักความรักเลย ตลอดอายุสามสิบเอ็ดปีของผม ไม่เคยรู้สึกว่าจะรักใครเข้าจริงๆสักคน

ผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิต พวกเธอไม่ใช่ความรักผมรู้ ..... ผมแค่ แค่ต้องการพวกเธอ แค่นอนด้วย มีอะไรกันและถึงวันหนึ่งผมก็ปล่อยพวกเธอไป

ผมไม่ได้รู้สึกลึกซึ้ง ซึมซับคำว่ารักเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้สิ ผมไม่เคยรู้สึกว่ารักผู้หญิงคนไหนเลย หรือผมยังไม่เคยเจอใครที่ใช่สำหรับผม

พอนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา มันทำให้ผมรู้สึกเหงาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผมพยายามค้นหา รื้อฟื้นกล่องความทรงจำ เกี่ยวกับความรักที่เคยมีกับใครสักคน ความรู้สึกรัก ... หากผมรับรู้ถึงมันบ้าง บางทีมันอาจช่วยให้ผมจินตนาการเกี่ยวกับนิยายรักจนจบเรื่องได้

..........

“สุพจน์นายจะทำอะไร คิดจะโดดเรียนหรือไง”

“อย่าเสียงดังไปสิ เดี๋ยวครูก็ได้ยินกันพอดี”

“แต่นายกำลังจะโดดเรียน”

“เออ รู้แล้วจะมาถามทำไม นายจะไปกับฉันไหมล่ะ ไปเล่นเกมกัน ร้านเกมอยู่ถัดจากโรงรียนไปแค่ซอยเดียวเอง อีกคาบเดียวก็จะเลิกเรียนแล้ว เรากลับไปก่อนไม่เป็นไรหรอกนา”

“มันไม่ดีนะ”

“นายยังไม่เคยโดดเรียนมาก่อนล่ะสิวิชัย ไอ้เด็กคุณหนูอย่างนายนี่ บางทีมันก็น่าเบื่อนะ ทำอะไรอยู่ในกรอบ ในกฎระเบียบทุกเรื่องเชียว ฉันจะสอนให้นายโดดเรียนเอง”

สุพจน์โดดลงจากโต๊ะที่ตั้งชิดกับกำแพงโรงเรียน เดินมาผลักหลังเพื่อนนักเรียนชายที่ชื่อวิชัยให้เดินมาที่โต๊ะ แล้วยุให้ปีนขึ้นไปบนโต๊ะ

“เอาละ นายยืนรออยู่ตรงนี้ ฉันจะปีนกำแพงลงไปก่อน มันค่อยข้างจะสูงหน่อย ฉันจะให้นายเหยียบหลังตอนปีนข้ามกำแพงลงมา เข้าใจนะ”

วิชัยพยักหน้ารับคำ มุมปากเผลออมยิ้มนิดหนึ่งกับความมีน้ำใจของเพื่อน

สุพจน์ปีนข้ามกำแพงมายืนที่พื้นได้อย่างปลอดภัย ก่อนจะทำท่าคร่อมหลัง แล้วใช้ฝ่ามือตบหลังตัวเอง

“เอาละ ถึงตานายแล้ว ปีนกำแพงแล้วเหยียบที่หลังเราได้เลย นายมันเตี้ยขาคงไม่ถึงพื้นหรอก” สุพจน์ตะโกนบอกวิชัย

“แน่ใจนะว่าจะให้ฉันเหยียบหลังนาย นายจะหนักนะ”

“รีบๆปีนลงมาเถอะนา เดี๋ยวก็มีคนมาเห็นก่อนพอดี”

คำพูดของสุพจน์ทำให้วิชัยต้องรีบปีนกำแพงลงมา เท้าเหยียบเข้ากลางหลังคนที่เป็นบันได แต่ด้วยความตื่นเต้นกับการหนีเรียนครั้งแรก บวกด้วยความกลัวที่สูงของวิชัย ทำให้เกิดอาการขาสั่น

การทรงตัวบนแผ่นหลังเพื่อนจึงทำได้ไม่ดี ร่างเซซ้ายเซขวา จนพลัดตกก้นจ้ำเบ้าเอากับพื้นดินข้างล่าง

“โอ๊ย” วิชัยร้องขึ้น มือกุมข้อเท้าตัวเอง

“เท้าแพลงหรือเปล่านี่” สุพจน์นั่งย่องๆ ก้มดูข้อเท้าเพื่อน

“ไม่รู้สิ รู้สึกเจ็บนิดหน่อยไม่มาก”

“งั้นคงไม่แพลง”

สุพจน์ช่วยพยุงร่างวิชัยลุกขึ้นยืน

“ฉันชอบนาย นายเป็นคนมีน้ำใจ แม้จะไม่ตั้งใจเรียนก็ตามเถอะ” วิชัยพูดขึ้น ใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใส

“แบบนี้ใช่ไหมนายถึงชอบตามติดฉันนัก”

“ก็คงจะใช่มั้ง ฉันอยากเป็นเพื่อนกับนาย” วิชัยพูดพลางยักไหล่ และเดินนำไปก่อน

“ทำไมนายถึงมาเรียนโรงเรียนบ้านนอกแบบนี้ เค้าว่ากันว่านายเป็นลูกคนรวยไม่ใช่หรือ พ่อนายเป็นเจ้าของบริษัทผลิตรถยนต์ เพื่อนๆเล่ากันมาแบบนี้น่ะ มันน่าแปลกนะ อยู่ดีๆนายก็มาสมัครเรียน ม.2 ที่นี่”

วิชัยทำท่าเบ้ปาก ก่อนจะพูดตอบ

“ก็ไม่ได้น่าแปลกตรงไหน รวยได้ก็จนได้ ล้มละลายไงล่ะ บริษัทพ่อฉันล้มละลาย พ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างหนัก เพราะแม่จับได้ว่าพ่อมีผู้หญิงอีกคน แม่ขอหย่ากับพ่อ แล้วพาฉันหนีมาอยู่ที่นี่ไง มันก็เป็นแบบนี้ละ”

“นาย .. เอ่อ.. นายดูสดใส นายไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรเลยหรือ ฉันเห็นนายยิ้มตลอดเวลา ดูไม่รู้เลยนะนี่ว่าเป็นเด็กมีปัญหา”
วิชัยระบายลมหายใจ หันหน้ามาเผชิญกับสุพจน์ และพูดขึ้นว่า

“วันนี้นายไม่ไปเล่นเกมได้ปะล่ะ ฉันอยากไปที่ที่หนึ่ง มันเป็นกระท่อมที่ฉันเห็นตอนเดินมาโรงเรียนฉันอยากเข้าไปดูว่ามีใครอยู่ในนั่นไหม เพราะทุกเช้าฉันได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้ และตอนเย็นที่ฉันเดินกลับบ้านก็ได้ยิน ไปดูด้วยกันไหม”

“เอางั้นก็ได้ แล้วแต่นาย แต่นายยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลย”

“พ่อกับแม่เลิกกัน บางทีมันก็ดีกว่าอยู่ด้วยกัน มันดีกว่า ที่ต้องคอยเห็นทั้งคู่ทะเลาะกันทุกเช้าเย็น เห็นแม่ร้องไห้ ฉันชอบที่นี่นะ พ่อเลือกทางของพ่อแล้ว ฉันไม่โกรธพ่อหรอกนะ มันอาจจะดีสำหรับเราที่ต้องแยกกันอยู่”

กริ๊ง กริ๊ง

เสียงโทรศัพท์ปลุกผมให้ตื่นจากความฝัน ความฝันแห่งความทรงจำอันรางเลือน “วิชัย” ผมพึมพำชื่อเพื่อนสมัยมัธยมต้นอย่างแผ่วเบา นึกด่าตัวเองว่าหลงลืมเพื่อนคนนี้ไปได้อย่างไร

“มันเกิดอะไรขึ้นกับนายนะ หลังจากที่เรียนจบม.3 ทำไมฉันไม่เคยได้รับรู้ข่าวคราวนายอีกเลย”

และผมก็พูดคนเดียว ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์มือถือข้างเตียงมากดรับสาย

“ว่าไงสัน โทรมาอะไรตั้งแต่เช้าเชียว” ผมกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ด้วยอารมณ์หงุดหงิด เมื่อถูกปลุกให้ลุกขึ้นก่อนเวลาปกติที่ต้องตื่นตอนเที่ยงในวันหยุดเช่นนี้

“โทรมาชวนแกไปงานแต่งงานว่ะ งานแต่งไอ้ป้อง เพื่อนสมัยมัธยมไง งานนี้คงได้เจอเพื่อนเก่าๆเพียบ”

“วันไหน” ผมกรอกถามออกไป

“พร่งนี้สองทุ่มที่โรงแรมพีการ์เด้น แกรู้จักใช่ไหม แต่เดี๋ยวข้าไปรับแกเอง เดินเข้างานคนเดียวกลัวเหงาว่ะ”

“อืม..ได้ ตกลง”

ผมกดตัดสายทิ้ง ก่อนจะล้มตัวลงนอนตามเดิม พลางนึกคิดว่า ไปงานแต่งงานก็ดีเหมือนกัน เผื่อจะได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศหวานชื่นอบอวลไปด้วยความรัก อาจได้แรงบันดาลใจในการเขียนนิยายรัก

หรือบางที อาจเจอกับวิชัย ผู้ชายคนแรกที่จูบผม

ให้ตายเถอะ! เขาจูบผมในกระท่อมหลังนั่น ผมพยายามลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทำได้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่ความฝันบ้าบอกลับพาผมกลับไปยังอดีตอีกครั้ง ภาพเมื่อครั้นเยาว์วัยสะท้อนย้อนกลับมาให้ผมได้ทบทวนตัวเองอีกครั้ง

บางทีสิ่งที่ผมพยายามหลบซ่อน หลีกหนี ให้ห่างจากมัน อาจเป็นสิ่งที่ผมควรจะเป็น

.
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่