บาร์เหล้าย่านชานเมืองห่างไกลแสงสีและเสียงเครื่องยนต์ ในร้านเหล้าที่ควรจะมีเสียงเพลงขับกล่อมลูกค้า แต่ทว่าเจ้าของร้านยังคงต้องการเก็บรักษาเอกลักษณ์ของสภาพแวดล้อมโดยไม่ยอมให้เสียงใด ๆ มาทำลายเสียงแห่งธรรมชาติ
ระวียกแก้วขึ้นดื่มเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วเจ้าตัวก็ยังจำไม่ได้ เขารู้แต่เพียงว่าเบียร์สดหมดไปแล้วสองทาวเวอร์ และที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นก็เป็นทาวเวอร์ที่สามโดยเหลือเพียงแค่ครึ่ง
เจ้าของบาร์ซึ่งยังเป็นพนักงานคนเดียวจัดการล้างแก้วของลูกค้าที่ออกไปแล้ว เขาสะเด็ดน้ำก่อนนำแก้วนั้นไปผึ่งต่อในตระแกรงเหล็ก เจ้าของร้านเดินวนเวียนในบาร์ที่ระวีนั่ง เผื่อว่าลูกค้าคนสุดท้ายในคืนนี้จะสั่งอะไรเพิ่ม
“วันนี้เป็นวันเกิดของผมครับ” ระวีเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเจ้าของร้านเดินผ่าน
ชายหนุ่มหนวดแหลมหยุดชะงัก เขาหันมายิ้มอย่างงง ๆ ให้ระวีที่กำลังชูบัตรประชาชนให้ฝ่ายตรงข้ามเห็น
“สุขสันต์วันเกิดครับ” เจ้าของร้านเพ่งไปที่บัตร “คุณระวี”
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มที่เริ่มเมาได้ที่นานแล้วเก็บบัตรพลาสติกเข้าใส่ในกระเป๋า จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เจ้าของร้านฉุกคิดว่าเขาควรจะเป็นเพื่อนคุยให้กับลูกค้าของเขาบ้าง
“วันเกิดทั้งทีทำไมไม่มีใครมาร่วมฉลองด้วยล่ะครับ” เจ้าของเสียงพูดจบก็นึกได้ทันทีว่าเขาไม่ควรพูดเช่นนี้ จึงพยายามพูดแก้ตัว “ผมขอโทษ”
เจ้าของร้านหันไปตักถั่วทอดในถุงใส่จาน ก่อนนำมันมาวางตรงหน้าระวี
“ถือว่าเป็นโปรโมชั่นจากทางร้านครับ บริการแก่ลูกค้าที่ครบรอบวันเกิดในวันนี้”
ระวีฉีกยิ้มอย่างมีความสุข เขาหยิบเมล็ดถั่วที่ถูกทอดแล้วโยนเข้าใส่ปากอย่างแม่นยำหนึ่งเม็ด
“ขอบคุณมากครับ คุณช่างมีน้ำใจกับผมจริง ๆ”
เจ้าของร้านหยิบแก้วเปล่าขึ้นมากดเบียร์จนเต็มแก้ว เขายกขึ้นซดหนึ่งอึกก่อนจะพูด
“เบียร์ทาวฯนี้ผมขอเลี้ยงคุณเอง ขอให้ผมดื่มเป็นเพื่อนคุณนะ และคุณห้ามปฏิเสธน้ำใจผมด้วยล่ะ”
ระวีรู้สึกทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกคนแสดงน้ำใจอย่างเหลือล้นใส่ เขาพยายามข่มการแสดงออกถึงความเกรงใจ ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
“ขอบคุณอีกครั้งครับ”
“จะว่าไปวันเกิดของผมที่ผ่านมา ผมก็นั่งดื่มคนเดียวหลังจากร้านปิด ก็ไม่ได้บอกใครเลยว่าวันนี้เป็นวันเกิดของฉันนะ”
ระวียิ้มเมื่อได้ยินเจ้าของร้านพยายามพูดอย่างติดตลก
“แล้วคุณไม่เหงาเหรอที่นั่งดื่มคนเดียวในวันที่ควรจะมีคนร่วมฉลองด้วย”
เจ้าของร้านยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนจะพูด
“ความเหงามันไม่ใช่อารมณ์ที่ถูกสงวนไว้ให้กับคนที่อยู่คนเดียวหรอก มีคนรายรอบคุณนับร้อย คุณก็เหงาได้ ผมเห็นมาเยอะแล้ว เมื่อก่อนผมเคยเปิดร้านเหล้าใหญ่โตในตัวเมือง ผมสังเกตเห็นลูกค้าในร้านมีทุกประเภท มีตั้งแต่มาคนเดียวยันมาเป็นกลุ่มหลายสิบคน แต่คุณเชื่อผมเถอะ ยิ่งมากันเยอะ ๆ คนที่จะสนุกและเอ็นจอยนั้นมีไม่ถึงครึ่งหรอก”
ระวีทำท่าทางสนใจในคำพูดนั้น “อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้นล่ะ”
“คุณลองคิดดูสิ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าความมืดในร้านเหล้ามักจะปิดบังอำพรางความรู้สึกที่แสดงออกมาจากสีหน้าได้ แต่ความจริงแล้วนั่นแหละจะทำให้เรารู้ว่าแต่ละคนที่นั่งอยู่ในโต๊ะนั้นอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่”
“มีอารมณ์ไหนบ้างครับ”
“แน่นอนว่าไม่มีทางหรอก ที่จะไปเที่ยวกันสิบคนจะมีคนพูดแค่คนเดียว แล้วอีกเก้าคนจะคอยนั่งฟังแล้วสนุกสนานไปกับเรื่องเล่าจากคน ๆ เดียว อย่างน้อยที่สุดมันก็ต้องแบ่งกลุ่มคุยกันไปเป็นสามก๊กบ้าง แล้วบางทีเรื่องที่คุยก็เป็นเรื่องโอ้อวดตัวเองบ้าง เรื่องปัญหาชีวิตส่วนตัวบ้าง เรื่องสัพเพเหระที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับผู้ฟังบ้าง ไหนจะบางคนที่ไม่ได้เข้าร่วมสนทนากับกลุ่มไหนอีก”
ระวีหัวเราะเบา ๆ เพราะลีลาการเล่าจากเจ้าของร้านนั้นฟังดูตลกดี “ผมมองเห็นภาพเลย”
“ถ้าเทียบกันกับลูกค้าที่มานั่งคนเดียวแล้ว พวกเขายังเอ็นจอยกับรสชาติเหล้าเบียร์ และยังดูสนุกสนานกับเสียงเพลงได้ดีกว่าคนที่มาเป็นกลุ่ม ๆ นี้นะ”
“ข้อนี้ผมเห็นด้วยกับคุณ”
ระวียกแก้วขึ้นเชิญชวนให้อีกฝ่ายดื่ม หลังจากทั้งคู่ดื่มเสร็จและวางแก้วลงบนโต๊ะ เสียงกระพริบเตือนมีข้อความเข้าจากโทรศัพท์ของระวีดังขึ้น แต่เขาก็ไม่มีท่าทีจะทำอะไร
“โทรศัพท์ของคุณดัง” เจ้าของร้านพูด
“เป็นข้อความครับ ไม่มีอะไรสำคัญ”
ทั้งคู่เงียบไป เหมือนกับต่างคนไม่รู้จะพูดอะไร จนผ่านไปสักพักระวีก็ทำลายความเงียบนั้นลง
“ในฐานะที่คุณมักจะมองลูกค้าออกว่าอยู่ในอารมณ์ไหน คุณคิดว่าผมเป็นอย่างไรบ้าง”
ชายไว้หนวดแหลมยกแก้วเบียร์ขึ้นให้น้ำเย็น ๆ พอแตะริมฝีกปาก เขาหลุบตาต่ำลงเหมือนกับกำลังใช้ความคิด
“คุณก็คงดูเหงา ๆ เบื่อ ๆ ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป”
ระวียิ้มอย่างเปิดเผยอีกครั้ง “ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ผมก็รู้สึกอย่างที่คุณว่าไว้จริง ๆ แต่พอได้ยินเรื่องที่คุณเล่ามา ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะเลยครับ”
“ผมดีใจที่ลูกค้าของผมยิ้ม”
ทั้งคู่นั่งดื่มสักพักจนเบียร์เกือบหมดทาวเวอร์ เจ้าของร้านขอตัวไปปิดร้าน ระวีชิงจ่ายเงินค่าเบียร์ก่อนยกแก้วเบียร์ในมือมาดื่มจนเหลือก้นแก้ว
เสียงโทรศัพท์ดังขั้น ระวีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข้อความ เขาเลื่อนไปอ่านข้อความหน้านี้ก่อน
‘น้องมาถึงร้านแล้วนะ รีบ ๆ มางานวันเกิดของพี่เร็ว ๆ เพื่อน ๆ ของน้องมากันครบแล้ว’
ระวีกดหน้าจอเปลี่ยนไปดูข้อความล่าสุด
‘ทำไมพี่ไม่มาสักที เพื่อน ๆ น้องกลับไปหมดแล้ว เหลือน้องนั่งอยู่คนเดียว แต่พี่ไม่มาไม่เป็นไร น้องใช้บัตรเครดิตของเจ้าของวันเกิดจ่ายนะ ภรรยาแอบใช้บัตรของสามีคงไม่เป็นอะไรหรอก’
ระวีทำเป็นไม่ใส่ใจกับข้อความ เขาใช้มืออีกข้างหยิบแก้วเบียร์ขึ้นมาเพื่อหวังจะกระดกเบียร์ก้นแก้ว ในขณะที่เบียร์จากแก้วไหลลงไปในปากของระวีกว่าครึ่ง ข้อความใหม่ก็ถูกแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ เจ้าของเครื่องเปิดอ่านดูทั้ง ๆ ที่กำลังดื่ม
‘ขอบคุณที่ใช้จ่ายผ่านบัตร XXX XXX-XXXX ที่ Cloud47 จำนวนเงิน 8,985.00 Baht วันที่ 08/10’
เจ้าของบัตรเครดิตสำลักฟองเบียร์จนน้ำเย็น ๆ กระฉอกออกทางจมูก
Happy birhtday to me
ระวียกแก้วขึ้นดื่มเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วเจ้าตัวก็ยังจำไม่ได้ เขารู้แต่เพียงว่าเบียร์สดหมดไปแล้วสองทาวเวอร์ และที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นก็เป็นทาวเวอร์ที่สามโดยเหลือเพียงแค่ครึ่ง
เจ้าของบาร์ซึ่งยังเป็นพนักงานคนเดียวจัดการล้างแก้วของลูกค้าที่ออกไปแล้ว เขาสะเด็ดน้ำก่อนนำแก้วนั้นไปผึ่งต่อในตระแกรงเหล็ก เจ้าของร้านเดินวนเวียนในบาร์ที่ระวีนั่ง เผื่อว่าลูกค้าคนสุดท้ายในคืนนี้จะสั่งอะไรเพิ่ม
“วันนี้เป็นวันเกิดของผมครับ” ระวีเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเจ้าของร้านเดินผ่าน
ชายหนุ่มหนวดแหลมหยุดชะงัก เขาหันมายิ้มอย่างงง ๆ ให้ระวีที่กำลังชูบัตรประชาชนให้ฝ่ายตรงข้ามเห็น
“สุขสันต์วันเกิดครับ” เจ้าของร้านเพ่งไปที่บัตร “คุณระวี”
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มที่เริ่มเมาได้ที่นานแล้วเก็บบัตรพลาสติกเข้าใส่ในกระเป๋า จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เจ้าของร้านฉุกคิดว่าเขาควรจะเป็นเพื่อนคุยให้กับลูกค้าของเขาบ้าง
“วันเกิดทั้งทีทำไมไม่มีใครมาร่วมฉลองด้วยล่ะครับ” เจ้าของเสียงพูดจบก็นึกได้ทันทีว่าเขาไม่ควรพูดเช่นนี้ จึงพยายามพูดแก้ตัว “ผมขอโทษ”
เจ้าของร้านหันไปตักถั่วทอดในถุงใส่จาน ก่อนนำมันมาวางตรงหน้าระวี
“ถือว่าเป็นโปรโมชั่นจากทางร้านครับ บริการแก่ลูกค้าที่ครบรอบวันเกิดในวันนี้”
ระวีฉีกยิ้มอย่างมีความสุข เขาหยิบเมล็ดถั่วที่ถูกทอดแล้วโยนเข้าใส่ปากอย่างแม่นยำหนึ่งเม็ด
“ขอบคุณมากครับ คุณช่างมีน้ำใจกับผมจริง ๆ”
เจ้าของร้านหยิบแก้วเปล่าขึ้นมากดเบียร์จนเต็มแก้ว เขายกขึ้นซดหนึ่งอึกก่อนจะพูด
“เบียร์ทาวฯนี้ผมขอเลี้ยงคุณเอง ขอให้ผมดื่มเป็นเพื่อนคุณนะ และคุณห้ามปฏิเสธน้ำใจผมด้วยล่ะ”
ระวีรู้สึกทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกคนแสดงน้ำใจอย่างเหลือล้นใส่ เขาพยายามข่มการแสดงออกถึงความเกรงใจ ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
“ขอบคุณอีกครั้งครับ”
“จะว่าไปวันเกิดของผมที่ผ่านมา ผมก็นั่งดื่มคนเดียวหลังจากร้านปิด ก็ไม่ได้บอกใครเลยว่าวันนี้เป็นวันเกิดของฉันนะ”
ระวียิ้มเมื่อได้ยินเจ้าของร้านพยายามพูดอย่างติดตลก
“แล้วคุณไม่เหงาเหรอที่นั่งดื่มคนเดียวในวันที่ควรจะมีคนร่วมฉลองด้วย”
เจ้าของร้านยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนจะพูด
“ความเหงามันไม่ใช่อารมณ์ที่ถูกสงวนไว้ให้กับคนที่อยู่คนเดียวหรอก มีคนรายรอบคุณนับร้อย คุณก็เหงาได้ ผมเห็นมาเยอะแล้ว เมื่อก่อนผมเคยเปิดร้านเหล้าใหญ่โตในตัวเมือง ผมสังเกตเห็นลูกค้าในร้านมีทุกประเภท มีตั้งแต่มาคนเดียวยันมาเป็นกลุ่มหลายสิบคน แต่คุณเชื่อผมเถอะ ยิ่งมากันเยอะ ๆ คนที่จะสนุกและเอ็นจอยนั้นมีไม่ถึงครึ่งหรอก”
ระวีทำท่าทางสนใจในคำพูดนั้น “อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้นล่ะ”
“คุณลองคิดดูสิ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าความมืดในร้านเหล้ามักจะปิดบังอำพรางความรู้สึกที่แสดงออกมาจากสีหน้าได้ แต่ความจริงแล้วนั่นแหละจะทำให้เรารู้ว่าแต่ละคนที่นั่งอยู่ในโต๊ะนั้นอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่”
“มีอารมณ์ไหนบ้างครับ”
“แน่นอนว่าไม่มีทางหรอก ที่จะไปเที่ยวกันสิบคนจะมีคนพูดแค่คนเดียว แล้วอีกเก้าคนจะคอยนั่งฟังแล้วสนุกสนานไปกับเรื่องเล่าจากคน ๆ เดียว อย่างน้อยที่สุดมันก็ต้องแบ่งกลุ่มคุยกันไปเป็นสามก๊กบ้าง แล้วบางทีเรื่องที่คุยก็เป็นเรื่องโอ้อวดตัวเองบ้าง เรื่องปัญหาชีวิตส่วนตัวบ้าง เรื่องสัพเพเหระที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับผู้ฟังบ้าง ไหนจะบางคนที่ไม่ได้เข้าร่วมสนทนากับกลุ่มไหนอีก”
ระวีหัวเราะเบา ๆ เพราะลีลาการเล่าจากเจ้าของร้านนั้นฟังดูตลกดี “ผมมองเห็นภาพเลย”
“ถ้าเทียบกันกับลูกค้าที่มานั่งคนเดียวแล้ว พวกเขายังเอ็นจอยกับรสชาติเหล้าเบียร์ และยังดูสนุกสนานกับเสียงเพลงได้ดีกว่าคนที่มาเป็นกลุ่ม ๆ นี้นะ”
“ข้อนี้ผมเห็นด้วยกับคุณ”
ระวียกแก้วขึ้นเชิญชวนให้อีกฝ่ายดื่ม หลังจากทั้งคู่ดื่มเสร็จและวางแก้วลงบนโต๊ะ เสียงกระพริบเตือนมีข้อความเข้าจากโทรศัพท์ของระวีดังขึ้น แต่เขาก็ไม่มีท่าทีจะทำอะไร
“โทรศัพท์ของคุณดัง” เจ้าของร้านพูด
“เป็นข้อความครับ ไม่มีอะไรสำคัญ”
ทั้งคู่เงียบไป เหมือนกับต่างคนไม่รู้จะพูดอะไร จนผ่านไปสักพักระวีก็ทำลายความเงียบนั้นลง
“ในฐานะที่คุณมักจะมองลูกค้าออกว่าอยู่ในอารมณ์ไหน คุณคิดว่าผมเป็นอย่างไรบ้าง”
ชายไว้หนวดแหลมยกแก้วเบียร์ขึ้นให้น้ำเย็น ๆ พอแตะริมฝีกปาก เขาหลุบตาต่ำลงเหมือนกับกำลังใช้ความคิด
“คุณก็คงดูเหงา ๆ เบื่อ ๆ ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป”
ระวียิ้มอย่างเปิดเผยอีกครั้ง “ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ผมก็รู้สึกอย่างที่คุณว่าไว้จริง ๆ แต่พอได้ยินเรื่องที่คุณเล่ามา ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะเลยครับ”
“ผมดีใจที่ลูกค้าของผมยิ้ม”
ทั้งคู่นั่งดื่มสักพักจนเบียร์เกือบหมดทาวเวอร์ เจ้าของร้านขอตัวไปปิดร้าน ระวีชิงจ่ายเงินค่าเบียร์ก่อนยกแก้วเบียร์ในมือมาดื่มจนเหลือก้นแก้ว
เสียงโทรศัพท์ดังขั้น ระวีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข้อความ เขาเลื่อนไปอ่านข้อความหน้านี้ก่อน
‘น้องมาถึงร้านแล้วนะ รีบ ๆ มางานวันเกิดของพี่เร็ว ๆ เพื่อน ๆ ของน้องมากันครบแล้ว’
ระวีกดหน้าจอเปลี่ยนไปดูข้อความล่าสุด
‘ทำไมพี่ไม่มาสักที เพื่อน ๆ น้องกลับไปหมดแล้ว เหลือน้องนั่งอยู่คนเดียว แต่พี่ไม่มาไม่เป็นไร น้องใช้บัตรเครดิตของเจ้าของวันเกิดจ่ายนะ ภรรยาแอบใช้บัตรของสามีคงไม่เป็นอะไรหรอก’
ระวีทำเป็นไม่ใส่ใจกับข้อความ เขาใช้มืออีกข้างหยิบแก้วเบียร์ขึ้นมาเพื่อหวังจะกระดกเบียร์ก้นแก้ว ในขณะที่เบียร์จากแก้วไหลลงไปในปากของระวีกว่าครึ่ง ข้อความใหม่ก็ถูกแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ เจ้าของเครื่องเปิดอ่านดูทั้ง ๆ ที่กำลังดื่ม
‘ขอบคุณที่ใช้จ่ายผ่านบัตร XXX XXX-XXXX ที่ Cloud47 จำนวนเงิน 8,985.00 Baht วันที่ 08/10’
เจ้าของบัตรเครดิตสำลักฟองเบียร์จนน้ำเย็น ๆ กระฉอกออกทางจมูก