จะลองเล่าประสบการณ์ไปอเมริกาเพื่อทำงานใน Walt Disney World "ครั้งแรก"

สวัสดีค่า นี่ไม่ใช่กระทู้แรกของเราค่า แต่เป็นกระทู้แรกที่จะมาเขียนเล่าอะไรจริงๆจังๆแบบคนอื่นเขาบ้าง
ปล. ในกระทู้นี้จะไม่มีภาพประกอบนะคะ ขอให้ทุกคนเพลิดเพลินกับการคิดภาพตาม ยิ้ม

อย่างที่เขียนไว้ในหัวข้อกระทู้ นั่นก็คือเราอยากจะเล่าประสบการณ์ทั้งหมดที่เจอตลอดการทำงาน มันมีอะไรแปลกใหม่ให้เราเจอเยอะมาก ชนิดที่แบบ เตรียมใจไปห้า เจอไปสิบ.. โอเค เริ่มกันเถอะ


"อเมริกา"
บอกตามตรงว่าเป็นประเทศที่เราไม่เคยคิดว่าจะไป ไม่มีแพลนในหัว ไม่มีความคิดที่อยากจะไปเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะแต่ก่อน เรารู้สึกว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ต้องใช้เงินเยอะ ถ้าจะไปเที่ยวก็ต้องมีเงินทุนประมาณหนึ่ง จนเรามาลองสมัครโครงการนี้ แล้วก็ดันผ่านจนได้ไปจริงๆ ก็งงๆแล้วก็ถามตัวเองว่าแบบ นี่จะได้ไปอเมริกาจริงๆหรอคะชีวิ้ตตต จากที่เคยไปแต่แทบเอเชีย แล้วจู่ๆก็จะได้นั่งเครื่องบินเป็นสิบๆชั่วโมงเพื่อไปอีกฟากของโลก โอเอ็มจี ตอนแรกไม่ตื่นเต้น จนวันที่บินนั่นแหละ ถึงจะคิดได้ว่า เออ กำลังจะลองไปเป็นคนจากบ้านจากเมืองนานๆบ้างละ

"ไปไกลๆเป็นครั้งแรก"
และด้วยความที่มันครั้งแรก แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องเตรียมตัวขนาดนั้น55555 (ถ้าไม่นับเรื่องเอกสารนะ) เรื่องอาหารการกิน เราก็เตรียมไปประมาณหนึ่งแต่หลักๆที่ห่วงตัวเองก็น่าจะเป็นการที่ต้องไปอยู่ที่อื่นนานๆ ไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลาสามเดือน มันก็จะโหวงๆหน่อย กลัวจะโฮมซิก กลัวทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น กลัวจะรับมือไม่ได้ กลัวสติแตก แต่ก็เอาวะ ลองดู ครั้งนึงในชีวิต ทุกคนไปดิสนีย์แลนด์ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้ทำงานนี่นั่น โอโห มีความบิ้วตัวเองขั้นสุด

"ตอนไปถึงอเมริกา"
ตอนไปถึง เราได้แต่มองไปรอบๆด้วยความเก็บสีหน้ามาก แต่ในใจคือแบบ โอย นี่คืออยู่อเมริกาแล้วอะ ประเทศที่ไม่เคยคิดว่าจะมา ประเทศที่อยู่อีกฝั่งของโลก ประเทศที่ถ้าไทยเช้าที่นี่จะมืด คือทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ แล้วยังเป็นประเทศที่พูดภาษาอังกฤษอีก คือพอได้มาเจอกับประเทศที่ใช้ภาษาที่เราเรียนมาตลอดทั้งชีวิต ในวันแรกเราไม่กล้าพูดเลยค่ะ กลัวไปหมด กลัวว่าเขาจะมองเราแปลกๆมั้ยถ้าเราพูดผิด มีความวิตกสุดๆ แต่ถามว่าให้กลับบ้านมั้ย หึ ไม่กลับ หลังจากวันแรกที่เรามาถึง วันรุ่งขึ้น เราก็ต้องย้ายเข้าบ้านพักที่เราจะอยู่ไปตลอดการทำงาน อย่างที่ทุกคนพอจะทราบ ว่าหากใครสมัครเข้าโครงการนี้ จะมีบ้านพักให้เลือก4แบบ ราคาก็ขึ้นอยู่กับจำนวนคนและความเก่าใหม่ของหมู่บ้าน ส่วนเรา เราเลือกอันที่เก่าที่สุด แต่มันก็ไม่ได้ถูกสุดหรอก เพราะเราหารกัน4คน ซึ่งก็ได้บ้านพักที่อยู่ใกล้ป้ายรถเมล์มาก เดินไม่ถึงห้านาทีถึง ถือเป็นอีกความโชคดีที่แทบจะก้มกราบคนจัดบ้านให้ ในช่วงวันแรกๆ ตารางของเราก็จะเป็นการเรียนรู้ว่าบริษัท วอล์ท ดิสนีย์เป็นยังไง ดิสนีย์เป็นเจ้าของอะไรบนโลกนี้ไปแล้วบ้าง แล้วตัวสวนสนุกมีกี่แบบ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทที่เราฟังแล้วก็ได้แต่แบบ โอเค ยอมแล้ว เรามันก็แค่พนักงานตัวเล็กๆในป่าใหญ่คนนึง555

"ความตื่นเต้น"
การไปที่นี่ เราว่ามันมีความตื่นเต้น ความลุ้นอยู่ในทุกขณะจิต ตั้งแต่วันแรกที่ถึง วันแรกที่แบ่งอบรมตามสายงานที่ได้ จนถึงวันที่ได้รู้ว่าจะต้องแยกกับเพื่อนเพราะทำงานกันคนละสวนสนุก คนละตำแหน่ง เป็นอะไรที่เศร้าสร้อยหัวใจมาก รู้ทั้งรู้ว่าไปทำงานแต่เราก็อดที่มองหาคนไทยไม่ได้ ไม่รู้ทำไม เหมือนกับว่าถ้าเจอคนไทยในระยะพื้นที่ทำงานจะรู้สึกราวกับไปกู้ชาติมาได้ ย้อนกลับไปตอนที่เราเห็นตารางอบรมของเพื่อน เรามีความช็อคเบาๆว่าทำไมเราถึงไม่ได้ทำงานที่เดียวกันนนแล้วเราต้องไปเจอเพื่อนใหม่หมดเลยหรอ ตอนนั้นคือแบบโอ้ย ทำใจไม่ได้ ขอหายใจสักสามวัน ซึ่งในความจริง มีเวลาแค่คืนนั้นแหละค่ะ เพราะวันรุ่งนี้ เราก็ต้องไปเข้าอบรมตามสายงานที่เราได้ โอกาสในครั้งนี้ส่งเราไปทำงานที่ฝ่าย outdoor vending food ในปาร์คหลักของดิสนีย์ นั่นก็คือ Magic kingdom โอโห แม่คุณ วันที่พนักงานดิสนีย์พาเดินรอบนี่ก็แทบขาลากมาแล้ว ละจู่ๆจะได้มาทำงานในปาร์คนี้ มันก็จะมีความตะลึงหน่อยๆ เพราะมันกว้างมาก ใหญ่มาก แล้วเราทำส่วนด้านนอก นั่นหมายความว่า เราจะมีโอกาสได้เวียนทำทุกรถเข็นที่อยู่รอบๆ Magic kingdom ทั้งหมด ค่ะ ฟังไม่ผิด ทั้งหมดจริงๆ (ยิ้มแห้ง) แล้วตลอดช่วงอบรม ช่วงวันสองวันแรก เรายังพอได้เจอคนไทยอยู่บ้างที่ได้มาอยู่ในกรุ๊ปเทรนเดียวกัน แต่พอวันหลังๆ เราก็เจอแต่เพื่อนชาวต่างชาติที่สับเปลี่ยนคนเกือบทุกวันทั้ง อังกฤษ สวีเดน อินเดีย อลาสก้า คือมาครบยิ่งกว่าอาเซียนร่วมใจ จากปกติที่เราไม่เคยกลัวในการพูดภาษาอังกฤษ พอเจอแบบนี้ เรากลายเป็นคนเงียบๆ ไม่กล้าพูดไปเลย เราพูดน้อยมาก เพราะในหัวเรามัวแต่คิดว่าเราจะต้องเรียบเรียงประโยคยังไง เราจะต้องผันเวิ้บไหม เรากังวลไปหมดจริงๆ ซึ่งมันเป็นข้อเสียของเรามาก ทำให้วันแรกๆ เราไม่กล้าที่จะพูด ไม่กล้าที่จะถาม ได้แค่ดูเพื่อนๆชาติอื่นคุยกันจนสิ้นสุดระยะการเทรน

"ได้เวลาเริ่มงาน"
ตลอดการเทรน เรามีหัวหน้าคอยช่วย คอยบอก คอยสอนตลอดว่าต้องทำยังไง แต่พอหลุดออกมาอยู่ตัวคนเดียว เราแทบคว่ำ จากที่กลัวอยู่แล้วก็กลัวกว่าเดิม เข้าใจความรู้สึกของลูกนกตอนแม่บินหายไปก็วันนี้ ชีวิตวันแรกของเราไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังสักอย่าง ทั้งแท็บเล็ตที่ใช้คิดเงินพัง ฝนตก เกิดaccident กับเพื่อนร่วมงาน จนทำให้เราถึงกับมานั่งร้องไห้ตอนพักกลางวัน ไม่กล้าจะแม้แต่จะโทรไปหาแม่เพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วง เราได้แต่เครียดอยู่แบบนั้นจนเวลาเลิกงานกลับบ้าน แล้วก็ได้มานั่งคิด ปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยวันนี้มันก็จบลงแล้ว ถือซะว่ามันผ่านไปแล้ว ชีวิตหลังจากวันนี้ ก็ต้องพยายามทำให้ดีขึ้น ทำให้มันดีกว่านี้ ถ้าเจออะไรที่หนักกว่านี้ก็ให้คิดถึงวันแรกไว้ แล้วเราจะรอดไปเอง

"เรียกความกล้ามาได้สักที"
หลังจากช่วงอาทิตย์แรกผ่านไป เราก็เริ่มจะคุ้นเคยกับอะไรมากขึ้น ทั้งระบบการทำงาน การพูดคุยกับชาวต่างชาติ รวมไปถึงการรับมือกับอะไรที่จะเกิดขึ้นทั้งหลายแหล่ ทั้งลูกค้าที่มาแบบหัวรุนแรงหรือนิ่มนวล เราก็ต้องรับมือให้ทัน รู้สึกเหมือนชีวิตจะต้องใส่เสื้อกันกระสุนตลอดเวลา แต่ที่เราดีใจกับตัวเองที่สุดคือการที่เรากล้าพูดภาษาอังกฤษกับเพื่อนๆชาติอื่น กล้าถาม กล้าชวนคุย เพราะในจุดนั้น เราแค่รู้สึกว่ารอบๆตัวกำลังใช้ภาษานี้ จะมาเอาแต่ใจใช้ภาษาตัวเองไม่ได้ ไม่มีใครเข้าใจ แล้วจะทำงานยังไง นี่ก็อาจจะเป็นอีกจุดที่ทำให้รู้สึกว่า ต้องพูด แล้วเดี๋ยวมันก็คล่องปากเองแหละ แล้วในที่สุด เราก็ได้เพื่อนจากหลากหลายชาติมากๆ ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมีเพื่อนต่างชาติได้อะ5555 จากตอนแรกที่ไม่กล้าทัก ก็เริ่มมีเพื่อนมาคุยด้วยเยอะขึ้น ถ้าเขาไม่คุย เราก็จะเป็นคนชวนคุย นั่นทำให้เราแฮปปี้กับการทำงานมาก จนมีวันนึง เราได้คุยกับเพื่อนจากอเมริกาแล้วนางถามเราว่าประเทศไทยใช้ภาษาอะไรเป็นหลัก เราก็บอกภาษาไทย ซึ่งนางก็บอกว่าดีจังที่มีหลายภาษา เพราะบ้านเขามีแค่ภาษาหลักภาษาเดียว แม้ว่าบางคนจะโดนบังคับให้เรียนสเปนด้วยก็ตาม ตอนนั้นเราก็บอกว่าแต่เราไม่เก่งอิ้งเลยนะ แบบ แกรมม่าก็แย่ เธอปลอบใจด้วยคำว่า "ไม่จริง เนี่ย เรากำลังสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ แล้วแกก็ฟังฉันออกนะ" ตอนนั้นนี่รู้สึก unlock มาก เหมือนเล่นเกมผ่านด่าน คือแบบ เออว่ะ เรากำลังพูดภาษาอังกฤษ ฟังภาษาอังกฤษอยู่ โอโห แทบอยากจะมอบมงให้นาง

"ความสนุกตลอดการทำงาน"
ด้วยความที่เด็กโครงการแลกเปลี่ยนแบบเรา มันมีมาจากหลายประเทศมากๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมากันในระยะสามเดือน หกเดือน มีแค่เฉพาะเด็กอเมริกาที่จะมาอยู่นานเป็นปี แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะด้วยความที่มันมีเด็กเข้าออกตลอดเวลา วันนี้เราทำงานกับคนนึง เดี๋ยวพรุ่งนี้เราก็เจอคนใหม่ ยิ่งงาน Outdoor vending แบบเราเรียกได้ว่า เจอคนใหม่มันทุกการเปลี่ยนกะ เช่น ตอนเช้าเราทำงานที่รถเข็นA พอถึงเวลาพัก15นาทีกลับมา เราก็จะถูกย้ายไปทำที่รถเข็นC อะไรแบบนี้ ทำให้ได้เจอเพื่อนใหม่ตลอดเวลา แล้วยิ่งถ้าได้เปลี่ยนกะไปเจอเด็กแลกเปลี่ยนด้วยกัน จะมีความเข้าอกเข้าใจกันมากๆ แบบว่าแค่มองตาก็รู้ว่าเธอต้องการให้ตักป็อปคอร์นหรือหยิบไอติมให้ใช่มั้ยจ๊ะ อะไรแบบนั้น ซึ่งในงานเรา มันก็จะมีความวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ทั้งการที่สั่งของจากstocker แล้วมาส่งช้า ของหมด ทำป็อปคอร์นไม่ทัน ลูกค้าสั่งเยอะ หรือบางทีหางแถวยาวมากเกือบถึงหน้าปราสาท จนmanager ต้องลงมาช่วยขาย มันกลายเป็นอะไรที่สนุกขึ้นมาซะอย่างนั้น อาจเพราะเราได้ทำงานกับเพื่อนกับคนรู้จัก บรรยากาศจากที่เครียดๆ มันก็มีคนมาคอยช่วยรับมือ ช่วยแก้ปัญหากันไปจนหมดวันทำงาน

"ปัญหา"
จะบอกว่าไม่มีปัญหาก็คงไม่ใช่ เวลาไปทำอะไรแบบนี้ ปัญหามันมีมาตลอดแหละ อะไรที่เป็นจุดเล็กๆที่เราคิดว่าไม่เป็นไรแต่จริงๆมันก็มีผลเหมือนกัน ซึ่งบางทีมันก็เดือดร้อนไปถึงคนอื่นๆด้วย อาทิ บางทีเราไปเปลี่ยนกะกับคนก่อนหน้าแล้วเขาไม่ได้วอไปสั่งของกับstocker นั่นก็เป็นปัญหากับเราเหมือนกันนะ เพราะในแต่ละวัน แต่ละรถเข็นเวลาปิดก็จะไม่เท่ากัน การมีของสต็อคไว้เตรียมพร้อมตลอดเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เราเคยไปเปลี่ยนกะกับคนนึง แล้วเขาไม่ได้สั่งของให้เราเลย ในรถเข็นเรามีแค่ไอติมอย่างเดียวไม่มีเครื่องดื่ม แม้แต่น้ำเปล่าก็ไม่มี เราแทบบ้า เพราะรถเข็นเราอยู่ไกลกว่าจะมาส่งของก็ต้องรอเป็นชั่วโมง เราแทบอยากจะจิกหัวมันกลับมาถามว่าทำไมไม่สั่งแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ด่าในใจแล้วก็ทำทุกอย่างเอง หรือในช่วงแรกๆที่เราฟังวอไม่ออก(เพราะงานเราเวลาจะสั่งของจากstockerหรือถามการเปลี่ยนกะ ก็จะต้องคุยผ่านวอ)ก็เป็นปัญหามากๆ ต้องบอกให้เขาพูดช้าๆตลอดๆเพราะบางทีก็เป็นชื่อคน บางทีก็เป็นศัพท์ที่เราไม่เข้าใจ ฟังไม่ทัน ซึ่งหลังๆพอเริ่มชิน เราก็รู้สึกแอดว้านซ์ในทันที ค่ะ ชีวิตยังไม่จบสิ้นก็ดิ้นๆไปเถอะ

"ความกลางแจ้ง"
ทำงานกลางแดดตลอดทั้งวัน เคยคิดเหมือนกันว่าจะมีวันไหนที่เป็นลมมั้ย สรุป ทำจนจบโครงการ ไม่เคยเป็นลมสักแอะ... ไม่รู้เพราะแข็งแรงไปหรือว่าอะไร เอาจริงคือมันร้อนแห้งมาก ร้อนแห้งแบบใบไม้ตากแดดมาสามอายุคน แต่เพื่อนต่างชาติหลายคนพอรู้ว่าเรามาจากประเทศเขตร้อน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ชินหรอ... เราก็ได้แต่ยิ้มแห้งใส่ คือมันร้อนไม่เหมือนกันไงแก แกลองไปบ้านฉันสิ่ แกจะสุกตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย แล้วยิ่งช่วงเดือนที่เราไปทำงาน เขาบอกว่าเป็นช่วงที่ร้อนที่สุด เหล่าบรรดาเมเนเจอร์ หัวหน้างาน ก็จะคอยมาเดินเช็คตามรถเข็น พร้อมบอกให้กินน้ำเยอะๆ ซึ่งก็น่ารักดี

"ความเริ่ด"
การที่เราได้มาทำงานในสวนสนุกแบบนี้ แน่นอน สิ่งที่เราได้รับมันคือก็การเข้าสวนสนุกทุกอันของดิสนีย์ฟรี วันหยุดทีไรเราก็นัดกับเพื่อนไปตลอด พยายามเก็บให้ครบทุกปาร์ค ทุกร้านเด็ดเพราะคิดว่าไม่มีโอกาสได้มาอีกแน่ๆ555 ซึ่งแต่ละที่ก็มีของเด็ดต่างกันไป แต่ขอแนะนำ1อย่างใน Animal Kingdom ที่พลาดไม่ได้ คิวยาวแค่ไหนก็จะเชียร์ให้ต่อคือ Avatar flight of passage มันดีค่ะอยากให้ไปลอง และนอกจากเข้าสวนสนุกฟรี เวลาเราไปทานอาหารร้านในเครือโรงแรมที่พักของดิสนีย์หรือซื้อของ เราก็จะได้ส่วนลด10-20% ด้วยเช่นกัน โอย ก้มกราบในสิทธิพิเศษนี้ค่ะ

"สุดท้าย"
หลังจากที่ทำงานกันร่างแหลก ใช้เงินตัวแตกกันมาจนถึงอาทิตย์สุดท้ายของการทำงาน ตอนนั้นเราแบบดีใจมากที่ในที่สุดก็จะสิ้นสุดการทำงานแล้วโว้ย เต็มไปด้วยความเหนื่อยจริงๆ แต่พอมาถึงวันสองวันสุดท้าย เราก็ใจหายเหมือนกัน เพราะเราคุ้นเคยกับที่นี่ไปแล้ว แค่ตื่นมาไปทำงานอย่างน้อยๆต้องเจอเพื่อนบนรถบัสละคนนึง แล้วจู่ๆเราก็จะไม่ได้ทำ มันก็จะใจหายหน่อยๆ และในความครั้งสุดท้าย เราก็นึกถึงคำพูดของเพื่อนอลาสก้าที่บอกให้ลองมาสวนสนุกในฐานะguest ดูบ้าง ไปยืนดูพลุ เล่นเครื่องเล่นดู เราก็ไป วันนั้นตอนเกือบสามทุ่ม เราไปยืนรอดูพลุอยู่หน้าปราสาทใน Magic Kingdom ไฟในสวนสนุกดับลง แล้วโชว์ก็เริ่มขึ้น เพลงที่ปกติเราเคยได้ยินตอนทำงาน ในวันนั้น ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปหมดมันตื่นตันจนน้ำตาแทบไหล เราคิดขอบคุณตัวเองมากๆ ที่พาตัวเองมายืนดูพลุได้ไกลถึงที่นี่ มันอดไม่ได้จนต้องวีดีโอคอลหาแม่พร้อมกับกลั้นน้ำตาไว้ กลัวแม่รู้ว่าร้องไห้ มันแบบว่ารู้สึกผูกพันไปหมด ขอบคุณทุกอย่างจริงๆ

แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ด้วยค่ะ หัวใจ

(ใครมีคำถามอะไร หลังไมค์ได้นะคะ)
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่