รีวิวทริปยุโรป 4 ประเทศ 13 วัน 11 คืน แบบชิลๆ France, Switzerland, Austria, Germany

สวัสดีจ้านี่พริสนะค๊าา นี่เป็นกระทู้แรกของพริสถ้ามึนๆยังไงก็ไม่ว่ากันเนาะ  อมยิ้ม17

กว่าจะได้ฤกษ์มารีวิวทริปนี้ก็ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้ว ยังไงมาเริ่มกันเลยแล้วกัน  

            เริ่มจากการที่พริสต้องไป Exhibition ที่มิวนิค เยอรมนีช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เลยคิดว่าไหนๆก็ต้องขอวีซ่าแล้วจึงควรมากที่จะแวะเที่ยวก่อนไป Exhibition เราวางแผนการเดินทางโดยไม่ให้เส้นทางวกไปวนมา โดยจุดหมายของเราคือ 4 ประเทศหลักๆ: ฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรีย, และเยอรมัน (Paris, Zermatt, Interlaken, Engelberg, Zurich, Innsbruck, Munich ตามลำดับ)  สำหรับทริปนี้ขอบอกก่อนเลยว่าไม่เน้นช็อปปิ้ง  เน้นพักผ่อนจริมๆ เราขอข้ามขั้นตอนการขอวีซ่าไปเลยเนอะเพราะเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างตายตัว การเดินทาง และ pass สำหรับเมืองหรือประเทศต่างๆเลยแล้วกันเนาะ


Day 1 and Day 2 : September 6-7, 2017
            สำหรับการเดินทางจากไทยเราใช้บริการสายการบินเอมิเรตส์ ออกจากสุวรรณภูมิในคืนวันที่ 6 กันยาเวลา 21:25 แล้วไปต่อเครื่องที่ดูไบไปยังปารีส โดยถึงปารีสเวลา 09:25 ในเช้าวันถัดมาตามเวลาท้องถิ่น เราเสียเวลาไปกับ ตม.ปารีสประมาณ 1 ชั่วโมงเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่เพียงแค่คนเดียวในขณะที่ผู้โดยสารขาเข้าจากโซนนอกยุโรป มีจำนวนเยอะมากกกกกกก เมื่อผ่านตม.และรับสัมภาระเรียบร้อยก็เดินไปตามป้ายที่ชี้ไปที่จุดรอรถบัสเลยค่ะ จากสนามบิน CDG ไปยังโรงแรมนั้นเราเลือกไปกับรถบัสของ Le Bus สาย 2 (สายสีเขียว) เพราะจุดจอดของรถสะดวกต่อการเดินทางต่อไปยังโรงแรมของเรานั่นเอง เมื่อไปถึงจุดรอรถบัสเราก็จะเห็นตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ เราสามารถซื้อตั๋วจากเจ้าตู้นี้ได้เลยหรือจะรอซื้อกับพนักงานขับรถก่อนขึ้นรถก็ได้นะคะ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ EUR17 โดยแผนที่การเดินทางมีตามนี้


แผนการเดินรถ LE-BUS แต่ละสาย



หน้าตาของรถ LE-BUS (ภาพจากเว็บไซต์)

    
                เราไปลงที่จุดจอด Etoile/Champs-Elysees (ใกล้ Arch de Triumph) เดินต่ออีกประมาณ400 เมตรก็ถึงโรงแรมแล้ว พอเช็คอินเสร็จก็ออกมาหาข้าวเที่ยงกินซึ่งเราก็ทานร้านซึ่งไม่ไกลจากที่พักมากนัก สั่งจัดหนักไปเลย คนกำลังหิว


เจ้าแกะนี่นุ่มมาก ดื่มเบียร์เย็นๆคู่กันนี่ โคตรฟิน



นี่เป็นบาเก็ตทาด้วยซอเซจอะไรสักอย่าง ซึ่งอร่อยใช้ได้


                พอทานข้าวเที่ยงเสร็จก็เดินดูนู่นนี่แล้วกลับมาโรงแรมกะว่าจะพักสัก 2 ชั่วโมงแล้วจะไปชมหอไอเฟลและล่องเรือ แม่น้ำแซน (Seine River) แต่ที่ไหนได้...ตื่นมาอีกทีก็ตีสามของอีกวันแล้ว ถถถ นอนไปได้ยังไงตั้ง 10 ชั่วโมง (ไว้อาลัยให้ Jetlag อมยิ้ม07) ก็เลยกลายเป็นว่าต้องจัดการแผนเที่ยวในปารีสจากวันครึ่งกลายเป็นวันเดียวเท่านั้น


Day 3 : September 8, 2017
        วันนี้เราออกจากโรงแรมแต่เช้าประมาณ 07:30 กะว่าจะไปนั่งร้านแพทิสเซอรี่ส์ที่เล็งไว้ตั้งแต่เมื่อวานที่ชื่อ Maison Hardel ซึ่งห่างไปจากที่พักประมาณ 100 เมตร โดยมื้อนี้เรากิน Mushroom quiche, chicken salad, Nutella croissant, Hot Chocolate (กินคนเดียวหมดนี่แหละ) คือต้องยอมรับจริงๆว่าอร่อยใช้ได้เลยล่ะโดยเฉพาะ mushroom quiche พอทานเสร็จเราก็เริ่มเที่ยวกันเถอะ เราเริ่มที่ Arch de Triumph เพราะใกล้จากร้านอาหารเช้าเรามาก


นี่คืออาหารเช้าของผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง 5555+



Arch of Triumph




        วางแผนไว้ว่าสำหรับปารีสเราคงจะเดินเป็นหลักเพราะสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆต่างก็อยู่ในละแวกเดียวกันซึ่งสามารถเดินถึงกันได้ไม่ยาก จาก Arch มาเราก็เดินเล่นมาเรื่อยๆตามเส้น Champs/Elysees ซึ่งช่วงเช้าๆแบบนี้ผู้คนต่างก็กำลัง เดินทางไปทำงานกันเยอะแยะไปหมด มองผู้คนที่นี่ก็เพลินดีนะ แต่งตัวไปทำงานกันอย่างกับออกมาจาก Tumblr ในระหว่างที่กำลังจะเดินไปถึง Luxor Obelisk เราเจอร้านเครปเลยแวะทาน ไม่ได้หิวนะ มันคือความอยากล้วนๆ


สั่งเครป Nutella กับกล้วยหอมไป เครปร้อนๆเข้ากับอุณหภูมิ 6 องศามากกก



Luxor Obelisk


        จาก Luxor Obelisk เราเดินต่อไปยัง Musee de Louvre โดยเดินผ่านทาง Jardin des Tuileries (Tuileries Garden) เพื่อชมสวนสักหน่อย สำหรับสวนนี้แรกเริ่มในปี คศ.1564 สวน Tuileries ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสวนหลวงแห่ง Tuileries Palace แล้วถูกเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงในปี คศ.1667 Jardin des Tuileries เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของกรุงปารีส ซึ่งปารีสเซียงชอบมาปิคนิคกลางสายลมและแสงแดด รูปวาดหลายรูปของ Manet ศิลปินที่เป็นเหมือนผู้ปูทางให้ศิลปะแบบ Impressionist ก็ใช้ที่นี่เป็นฉากในรูปวาดของเค้าหลายภาพด้วยเช่นกัน


Jardin des Tuileries (ภาพจาก en.parisinfo.com)


ปารีเซียงจะมานั่งเล่น พบปะ พูดคุยหรือวาดภาพกันริมสระน้ำพุ (ภาพจาก parisianist.com)


        เมื่อถึง Musee de Louvre เราก็ไม่ได้เข้าชมข้างในหรอกนะเพราะคิวยาวมากประจวบกับความจริงที่ว่าพริสไม่ได้ชื่นชอบ หรือมีพื้นฐานด้านศิลปะอะไรมากนักจึงขอชม Louvre จากภายนอกก็เป็นที่พอใจแล้ว
        Louvre เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด เก่าแก่ที่สุด และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมได้เมื่อปี
คศ.1793 มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์กาเปเซียง ตัวอาคารเดิมเคยเป็นพระราชวังหลวง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่าระดับโลกเป็นจำนวนมากกว่า 35,000 ชิ้น (Wikipedia)


Louvre และคิวยาวๆ


        Cathedrale Notre dame de Paris (Notre Dame Cathedral) มหาวิหารงดงามซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ Ile de la Cite กลางแม่น้ำแซน
เคยใช้เป็นสถานที่อภิเษกสมรสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อองตัวแนตต์ รวมทั้งสถานที่ที่นโปเลียนทำพิธีสวมมงกุฎให้ตนเอง
             มหาวิหารนอเตรอดาม เป็นโบสถ์แบบโกธิคที่สร้างขึ้นทับโบสถ์คริสเตียนแห่งแรกหรือวิหารแซงต์เอเตียง (Eglise Saint Etienne) ในปี 1163 แต่วิหารใช้เวลาก่อนสร้างและต่อเติมอีกเป็นเวลาหลายร้อยปี อย่างหอคอยคู่สัญลักษณ์สำคัญของ Notre Dame ได้ก่อสร้างในราวปี 1200 (กว่าจะแล้วเสร็จก็อีก 45 ปี) จนแล้วเสร็จทั้งโบสถ์คือในปี 1334
             คำว่า Notre Dame แปลว่า Our Lady อันหมายถึง พระแม่มารี นั่นเอง (การสร้างโบสถ์มักให้ชื่อตามนักบุญ หรือบุคคลสำคัญในคริสต์ศาสนา) ดังนั้น เราจึงอาจได้ยินชื่อโบสถ์ Notre Dame ได้ในหลายประเทศ (ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส) ในปัจจุบันมหาวิหารก็ยังใช้เป็นวัดของนิกายโรมันคาทอลิกและเป็นที่นั่งของอาร์ชบิชอปแห่งปารีส
    

Cathedrale Notre dame de Paris



โมเดลจำลองที่จัดแสดงภายในมหาวิหาร



หน้าต่างกุหลาบซึ่งเป็นศิลปะหน้าต่างกระจกสีทรงกลมที่มีลักษณะเหมือนกลีบกุหลาบ


        หลังจากเยี่ยมชม Notredame Cathedral ประมาณบ่ายโมงพริสแวะร้านอาหารร้านนึงชื่อ Au Bougnat ด้วยการที่มีโจทย์ว่ามาฝรั่งเศสต้องได้ทานเป็ดเลยเข้าร้านนี้เพราะมีเมนูเป็ดอบ (จริงๆแล้วเราตั้งใจจะไปร้าน Le Comptoir de La Gastronomie แต่เช็คจากเว็บไซต์ของทางร้านพบว่าถูกจองเต็มทั้งวันเลยตัดใจไม่ไปจ่ะ) เราเลือกทานเป็น three courses meal มีรายการอาหารคือ ขนมปังเสิร์ฟคู่ฟัวกราส์และซอสเวนิแกร็ต, อกเป็ดราดซอส, และเคร็มบรูเล ตามลำดับ




เป็ดปรุงที่ความสุกระดับ Medium rare ซึ่งคือความดีงาม



เคร็มบรูเลรสชาดปกติ ไม่หวือหวาอะไรค่ะ


        ทานอาหารเที่ยงเสร็จเราก็เดินต่อมานิดหน่อยจนถึง Hotel de Ville ซึ่งเป็น ที่ทำงานของเทศบาลนครปารีส มาตั้งแต่ปีคศ.1357 ในวันที่ไปเยี่ยมชมมีการจัดสถานที่สำหรับงานอะไรสักอย่างบริเวณหน้าตึก เราเลยไม่ได้ถ่ายรูปแบบเต็มๆมาเพราะถูกบดบังไปด้วย กองอุปกรณ์ต่างๆเยอะแยะ


Hotel de Ville



        วันนี้เดินมาเยอะจริงๆ เลยขอกลับโรงแรมไปพักก่อนเพื่อพักขาและเตรียมตัวไปชมหอไอเฟลและล่องเรือแม่น้ำแซนในช่วงเย็น

        สำหรับช่วงเย็นพริสออกจากโรงแรมประมาณ 18:00 ซึ่งก็เกือบๆจะมืดแล้วบวกกับฝนที่ตกลงมาทั้งวันทำให้ยิ่งมืดกว่าปกติเข้าไปอีก แต่ไม่เป็นไรจ่ะ ยังไงก็จะไป เราขึ้นรถไฟสาย 1 ที่สถานี Argentine ไปลง ที่ Charles de Gaulle – Etoile แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย 6 ไปลงสถานี Trocadero ซึ่งทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีก็ไปถึงจุดชมหอไอเฟลค่ะ พริสแนะนำให้ลงสถานีนี้ถ้าอยากถ่ายหอไอเฟล จากระยะไกลแล้วค่อยเดินต่อไปที่หอเพื่อชมแบบใกล้ๆค่ะ
    
  
       
วันนี้ฝนตก บรรยากาศเลยดูหม่นๆไปหน่อยเนอะ


        หลังจากนี้เรายังมีรายการสุดท้ายสำหรับปารีสคือล่องเรือแม่แซนยามค่ำคืน ก็เลยเดินต่อไปอีกประมาณ 1.5 ก.ม. จนถึงท่าเทียบเรือ Bateaux Mouches พริสจองตั๋วไว้กับทางเว็บไซต์เลยมาปรินท์ตั๋วที่นี่อย่างเดียวค่ะ ราคาอยู่ที่ EUR13.50 สำหรับผู้ใหญ่ สำหรับใครที่สนใจดูรายละเอียดก็ลองคลิ๊กไปดูได้เลยนะจ๊ะ www.bateaux-mouches.fr




วิวหอไอเฟลยามค่ำคืน


พริสขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ อมยิ้ม17อมยิ้ม17อมยิ้ม17
ลากันไปก่อนสำหรับ Ep. นี้ อย่าลืมติดตาม Ep. ต่อไปเร็วๆนี้ Switzerland กันนะจ๊ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่