รีวิวขับรถเที่ยวเบตง สำหรับคนที่อยากไปแต่กล้าๆกลัวๆ

สวัสดีครับผมเป็นคนหนึ่งที่อยากไปเบตงมานาน
แต่ก็กล้าๆกลัวๆ เพราะฟังข่าวด้านลบเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนใต้มานาน
จนอาทิตย์ก่อนนี้ผมได้รวบรวมความกล้า ขับรถไปเบตง
ทั้งที่เพิ่งมีข่าวเจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดเสียชีวิตที่ยะลา ที่แน่ๆคือไม่มีใครกล้าไปกับผม
บางคนมโนราวกับว่าจะไปเมืองโมซุลเลยทีเดียว
แม้ผมจะเน้นที่ปัญหาในการขับรถและความปลอดภัยจากพวกระเบิดอะไรต่าง ๆ
แต่ต้องขออภัยที่ผมไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเส้นทาง เพราะเดินทางคนเดียว
สำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้จักเบตง เบตงเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดยะลา อยู่ใต้สุดของประเทศไทย เส้นทางถ้าเริ่มจากที่ซึ่งทุกคน
รู้จักคือหาดใหญ่ ก็จะต้องผ่านเข้าปัตตานี ยะลา แล้วจึงเข้าเบตง

Day 1
การเดินทางผมเริ่มในวันจันทร์ที่ 18 กันยายน ผมออกจากแถวกรุงเทพ ราว ๆ ตีห้า ไปถึงปั๊มน้ำมันใกล้สมุทรสงคราม
ผมยังซึมเซาเลยจัดกาแฟเซเว่นไปแก้วหนึ่งก่อน ไม่ได้เริ่มแบบอลังการเหมือนที่คิดไว้

ผมใช้รถโดเรมอนอายุ 21 ปี ซึ่งยกเครื่องหลายครั้งจนไม่รู้ว่าเก่าหรือใหม่
เป็นเครื่องขนาด 1300 ซีซี แต่กินน้ำมันหนักมากเพราะรอบสูง
อุปกรณ์นำทางคือ GPS ในกาแลกซี่โน้ต 4
ผมขับไม่เร็วมาก เลือกเส้นทางชิว ๆ เช่นผ่านหัวหิน แวะที่ท่องเที่ยว และปั๊มในตำนานทั้งหลาย
เย็นๆก็มาถึงทุ่งสง หลังตระเวนหาโรงแรมราคาถูกอยู่พักหนึ่งก็ได้โรงแรมนพวรรณ ซึ่งแนวเป็นโรงแรมสำหรับเซลส์แมนและคนขับรถบรรทุก มีป้ายเขียนไว้ว่า รถ 22 ล้อก็เข้าจอดได้ จากในภาพจะเห็นว่าที่จอดรถกว้างขวางมาก ข้อดีอีกอย่างคือรถเล็กสามารถเข้าจอดใต้หลังคาห้องพักได้

ภาพโรงแรมนพวรรณ

ห้องพักจัดว่าดีคุ้มราคา 400 บาทสำหรับห้องถูกสุด สะอาด ไม่มีกลิ่นบุหรี่ แถมอยู่ใกล้เซเว่นและชายสี่
Day 2
เช้าผมก็ออกเดินทางไปหาดใหญ่ทันที ระหว่างทางแวะทานกาแฟที่ปั๊มเชลล์เขาชัยสน พัทลุง ซึ่งกาแฟดี การตกแต่งลงตัว เป็นแบบย้อนยุค แต่ไม่รุงรัง
จากหาดใหญ่ก็มุ่งหน้าสู่ปัตตานี เมื่อแวะปั๊มปตท.ปั๊มแรกของเส้นทางไปปัตตานีก็เจอทหารตำรวจมาแวะเต็มไปหมด ตอนนี้ผมเริ่มเสียวๆ แต่ก็ยังเก็บอาการอยู่
ระหว่างทางก็จะมีด่านเยอะมาก โดยจะต้องลดกระจกให้ทหารดู แต่ก็ไม่เกิดสิ่งน่าตื่นเต้น คงเพราะผมเป็นคนหน้าตาเรียบร้อย 555
ผมก็ขับผ่านปัตตานี โดยไม่แวะเข้าตัวเมือง และผ่านนอกตัวเมืองยะลา และเลี้ยวไปเบตงแถวแยกมลายูบางกอก
(ชุมชนของชาวมุสลิมที่เดินทางมาจากเมืองกรุงเทพมาอาศัยในพื้นที่แห่งนี้)
GPS ก็พาผมวนอยู่ตามถนนในหมู่บ้านเสียสองรอบ จนต้องถามเส้นทางจากทหาร สาเหตุที่วนเข้าใจว่าเป็นเพราะมีการสร้างถนนใหม่ และเป็นแบบที่
เลี้ยวขวาไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายและไปยูเทิร์นเอา ซึ่งก็ไม่มีป้ายอีกด้วยและ GPS ก็ไม่รู้
จากแยกมลายูบางกอก เส้นทางก็ค่อยๆเล็กลงเรื่อย ๆ กลายเป็นทางไปเลนกลับเลน แต่ทางค่อนข้างกว้างแซงได้อย่างสบาย เส้นทางจะผ่านอ.บันนังสตา ซึ่งมีเขื่อนบางลาง
แต่ผมไม่ได้แวะ เพราะแพลนว่าจะแวะขากลับ ผมแวะซื้อกล้วยทอดซึ่งอร่อยมาก จากนั้นก็เข้าสู่อำเภอธารโตซึ่งก็ดูดีมีความคึกคัก ไม่พบความน่ากลัวแม้แต่น้อย
จากธารโตเส้นทางก็มุ่งหน้าสู่ อ.เบตง ซึ่งระยะทางจะเหลือประมาณ 60 กิโลเศษๆ อย่างไรก็ดีผมแนะนำให้เติมน้ำมันเต็มถังไว้ก่อน เผื่อบางคนอาจไปหลงทางแบบจัดหนัก
เส้นทางจากธารโตไปเบตงไม่ชันมาก ส่วนใหญ่ใช้เกียร์ 3-5 ได้สบายๆ เทียบแล้วใกล้เคียงกับถนนพิษณุโลก-หล่มสัก ง่ายกว่าขึ้นทับเบิก เพราะฉะนั้นคนที่กลัวปัญหา
รถเก่าขึ้นไม่ไหว หายห่วงได้เลย เสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายภาพเส้นทางมา เพราะต้องขับรถ

จากธารโตผมผ่านสะพานข้ามทะเลสาบของฮาลาบาลา ซึ่งดูน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะเรามองจากมุมสูงมากและผ่านอัยยะเวง ซึ่งเป็นสถานที่ดูหมอก แต่ผมไม่ได้แวะ

ภาพฮาลาบาลา
เส้นทางจากนั้นก็คดเคี้ยวและขึ้นเขาแต่ไม่ชัน และไม่มีปัญหาไม่ว่าจะขับรถไม่เก่ง หรือใช้รถเก่าแต่อย่างใด
ระหว่างทางจะมีด่านความมั่นคงเป็นระยะ ๆ ซึ่งตรวจละเอียด ควรลดกระจกหน้าและขับช้าๆ และตลอดเส้นทางผมก็ไม่พบความผิดปกติอะไร เช่นไม่พบกลุ่มคนน่าสงสัยโบกรถให้จอดเหมือนที่คนชอบเล่ากัน ฯลฯ
ในที่สุดก็มาถึงเบตง สิ่งที่เด่นที่สุดเมื่อมองไปที่ตัวเมืองคือต้นสนเมืองหนาวขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่แถวดับเพลิง ไม่ทราบว่าเป็นสนพันธุ์อะไร

ภาพต้นสน
หลังจากขับตระเวนอยู่พักหนึ่ง ผมจึงเลือกโรงแรมที่อยู่ใกล้หอนาฬิกา เป็นโรงแรมราคาถูก คืนละ 550 บาท แขกที่พักส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลย์เซียซึ่งสูบบุหรี่หนักมาก ก่อนเช็คอิน ผมต้องขอดูห้องก่อน ในที่สุดก็ได้ห้องที่ไม่มีกลิ่นบุหรี่ เป็นห้องที่มีเตียงแบบวงกลม ลักษณะเห็นชัดว่าเป็นเตียงพิเศษสำหรับเพิ่มประชากร ไม่มีหน้าต่าง แต่ผมคุ้นกับโรงแรมแบบนี้มาก จึงไม่มีปัญหาอะไร
จากนั้นก็ออกเดินทัวร์ ไปยังหอนาฬิกา และเลี้ยวไปยังอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์


ภาพอุโมงค์ด้านบนเป็นพิพิธภัณฑ์
ผมเดินผ่านอุโมงค์ไประยะทางประมาณ 270 เมตร เป็นมุมมองที่สวยกว่าในรถ

ภาพภายในอุโมงค์
อีกฟากหนึ่งจะมีโรงแรมที่สภาพค่อนข้างดี (Garden View Betong Hotel)
และติดกันคือหอสานสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสถานที่อลังการมากแต่ผมรู้สึกว่าทรุดโทรมไปหน่อย
ผมเดินย้อนขึ้นเขา มาฝั่งเดิม สำรวจพิพิธภัณฑ์เบตง ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา สวยงามมาก แต่ก็ทรุดโทรมเหมือนกัน มีเศษขวดเบียร์แตกเกลื่อนไปหมด แต่ก็เห็นใจเทศบาลเพราะเมืองนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก อาจทำความสะอาดไม่ทัน

ภาพพิพิธภัณฑ์
สนามกีฬาที่นี่ก็สมบูรณ์แบบ


ภาพสนามกีฬา
ผมแวะทานอาหารที่ร้านในเมือง เจ้าของร้านซึ่งเป็นหมอเห็นผมทรุดโทรมมาก
ถึงกับมีน้ำใจจัดกาแฟระดับพรีเมี่ยม (Syrina ของน่าน) ให้ทานฟรี โดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย และยังนัดให้มาทาน
วันรุ่งขึ้นกับก๊วนกาแฟของคุณหมอ


ภาพกาแฟ
จากนั้นผมก็กลับไปโรงแรม
Day 3
ผมเดินขึ้นเขาสองรอบเพื่อลดน้ำหนัก เพราะอยู่เบตงนี่ของทานมันเยอะมาก
เดินตามซอกซอยหาอาหารทาน ก็ได้กาแฟโบราณ โจ๊ก กับปาท่องโก๋ยักษ์ จากนั้นก็ขับรถไปบ่อน้ำพุร้อน
ซึ่งเส้นทางก็จะย้อนกลับไปทางเดิมที่มาวานนี้ไปราว ๆ ห้าหกกิโล
บ่อน้ำร้อนที่นี่ใหญ่มากที่เดียวเมื่อเทียบกับที่อื่น ๆ เรียกว่าสระน้ำร้อนดีกว่า


ภาพบ่อน้ำร้อน
จากบ่อน้ำร้อนผมก็ไปยังสวนดอกไม้เมืองหนาวซึ่งอยู่บนที่สูง
ตรงนี้แหละรถเก่าอาจมีปัญหาหน่อย เพราะเส้นทางชันบางแห่งถึงกับต้องเข้าเกียร์หนึ่ง แต่ก็ไปได้แบบเหลือๆ ไม่มีท่าทางว่าเครื่องจะดับ
แต่อย่างใด
สวนดอกไม้เก็บค่าชมด้วย 20 บาท สภาพสวนก็ถือว่าสวยคุ้มราคา ควรแวะมาดู มีที่พักด้วย

ภาพสวน
ความสนใจผมอยู่ที่ต้นสนสามใบ ผมเป็นคนที่รักต้นสนมากเพราะรู้สึกว่าเป็นสัญลักษณ์ของความหนาวเย็น และอยากเห็นว่าทางใต้มีหรือเปล่า
ปรากฏว่ามีจริงและงามมากด้วย จนใบสดคล้ายใบผักชี ไม่ดูแห้งๆ เหมือนทางเหนือ
อาจเพราะที่นี่ทั้งหนาวและมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ผมกะว่าอุณหภูมิตอนสายนั้นน่าจะราว ๆ 25 องศา ซึ่งเทียบกับที่อื่นแล้วถือว่าหนาวนิดๆ

ภาพสนสามใบ
จากนั้นผมใช้เส้นทางลัด (เส้นในป่า) ไปยังอุโมงค์ปิยะมิตร เส้นทางถือว่าชันต้องใช้เกียร์หนึ่งบ่อย แต่ก็เหลือๆ และขับไม่ยากเกินไป
อุโมงค์ไม่ได้อยู่ตรงที่จอดรถ ต้องเดินไกลทีเดียว และมีพิพิธภัณฑ์ด้วย เพิ่งทราบว่าที่นี่มีการสังหารโหดๆ เหมือนนานกิงด้วย

ภาพอุโมงค์

ภาพการฝึกหัดใช้ดาบปลายปืนในพิพิธภัณฑ์
ที่นี่มีลำธารที่น้ำไหลแรง สภาพป่าสมบูรณ์ นกป่าเยอะ เช่นนกกระเต็นน้อยหลังแดง
จากนั้นก็กลับเข้าเมือง ไปหาบะหมี่เบตงทาน ที่ร้านหน้าตลาดสดเทศบาล

ภาพบะหมี่เบตงน้ำ

จากนั้นผมก็ไปเดินเล่นสวนสาธารณะและไปทานกาแฟตามนัด เนื่องจากคุณหมอสัญญาว่าวันนี้จะมีกาแฟ Red Bourbon คั่วพิเศษ ซึ่งหอม และอร่อยมาก คุณหมออธิบายให้ฟังว่ารสชาติที่ดีนั้นเกิดจากกลิ่นของเนื้อผลกาแฟมันซึมเข้าไปตอนหมัก
เสร็จแล้วผมพยายามเดินหาสัตว์ในตำนานคือไก่เบตง แต่หลายร้านบอกว่าช่วงนี้ขาดตลาด ไก่ที่เห็นทานกันคือไก่ธรรมดา ที่น่าชื่นชมคือไม่มีใครอำผมเลย
ในยามค่ำคืนหอนาฬิกาสวยมาก ด้านขวาคือตู้ไปรษณีย์ใหญ่ยักษ์ บนซ้ายคือพิพิธภัณฑ์เบตง


ภาพหอกลางคืน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่