แบ่งเวลาเรียนภาษาอย่างไร

ในการเรียนกฎหมาย หลายคนคงพอรู้ว่า มีหนังสือที่ต้องอ่านเยอะมากกกกก แล้วผมเอาเวลาที่ไหนไปเรียนภาษาอื่น ๆ นอกจากภาษาอังกฤษ

คำตอบ คือ อ่านหลังจากทบทวนที่เรียนในแต่ละวัน (หรือแต่ละสัปดาห์) เสร็จแล้ว

บางคนอาจจะคิดว่า ทบทวนบทเรียนกฎหมายเสร็จแล้วยังมีเวลาเหลือด้วยเหรอ!!!???

คืออย่างนี้ ผมหวังจะได้เกียรตินิยมอันดับ ๑ แต่ไม่ได้คิดจะคว้าเหรียญทอง เพราะรู้ว่า การตัดสินอะไรย่อมมีต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่แล้ว
แทนที่จะใช้เวลาอ่านหนังสือเยอะ ๆ หลาย ๆ รอบ เพื่อให้ได้เหรียญทอง ผมขอแบ่งเวลาเพื่อไปเรียนภาษาและทำเกรดให้ถึงเกียรตินิยมอันดับ ๑ (อย่างไม่เฉียดฉิว) ดีกว่า เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ใช่วิชากฎหมายทุกตัวที่เราจะมาเอาใช้ในสายงานของเรา ผมเน้นทำคะแนนให้ได้เกรด A ในส่วนของวิชาในสายกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนวิชาอื่น ๆ ก็พยายามไม่ให้ต่ำกว่า B (แต่บางที ผลออกมากลับกลายเป็นว่า วิชาที่ตั้งใจมาก ๆๆๆๆ ได้ B+ ส่วนวิชาที่อ่านสบาย ๆ กลับได้ A ซะงั้น)

เท่านี้ ก็พอจะมีเวลาอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศในแต่ละวันแล้ว

อีกอย่าง ผมเป็นคนเพื่อนไม่เยอะด้วย ส่วนตัวชอบคบกับกลุ่มเล็ก ๆ ที่สนิทใจกันทั่วถึง (คนที่คบคนเยอะ ๆ แล้วสนิทกันก็มี อันนี้ไม่ได้ว่าอะไรกันนะครับ)
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่เข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตร เพียงแต่ผมเลือกเฉพาะกิจกรรมที่จะมีประโยชน์กับเราเมื่อพิจารณาถึงเวลาอันมีค่าที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างที่เคยเล่าไป ผมเลือกเข้าร่วมกิจกรรมแนว ๆ ค่ายเยาวชนระหว่างประเทศ การประชุมระหว่างประเทศ การว่าความศาลจำลอง ซึ่งทำให้เราได้ฝึกภาษาอังกฤษ (ระดับวิชาชีพ) ไปในตัวและได้รู้จักเพื่อนชาวต่างชาติด้วย

ใครจะว่าเนิร์ด ผมก็ไม่ได้เอามาใส่ใจ เพราะชีวิตเป็นของเรา

นอกจากนี้ ผมเลือกทำงานพิเศษที่ได้ใช้และพัฒนาทักษะภาษา นั่นคือ งานแปลเอกสารทางกฎหมาย (อังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ) ตอนนั้นทำผ่านนายหน้า แม้รายได้อาจดูไม่เยอะ แต่ทักษะที่ได้เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของผมทุกวันนี้

ส่วนภาษาญี่ปุ่นที่เป็นเร็วนั้น เพราะได้ทุนไปเรียนที่ญี่ปุ่น ๑ ปี ก่อนไปก็ไม่เคยเรียนมาก่อนเลย แต่ก็อ่านทบทวนทุกวันที่ห้องสมุดหรือห้องคอมฯ จนถึง ๔ ทุ่ม ก็กลับหอพัก จนสอบผ่านระดับ ๒ หลังจากผ่านไป ๙ เดือน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเอาแต่เรียนอย่างเดียว ผมจัดเวลาให้ตัวเองขยันอ่านในวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์ออกไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ในประเทศ จนเพื่อนร่วมรุ่นสงสัยว่า ผมผ่านระดับ ๒ มาได้อย่างไร

พอกลับมาไทย ขึ้นปีการศึกษาที่ ๓ จึงได้เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสจากศูนย์จนผ่าน DELF B2 ในปีครึ่ง ผมอ่านแทบเป็นแทบตายจนแทบจะอาเจียนจริง ๆ เลย ตอนนั้นมีความจำเป็นที่ต้องสอบให้ผ่านให้ได้เพื่อจะได้ขอทุนรัฐบาลสวิส ประกอบกับค่าสอบแพงมาก ตอนนั้นเลยบอกกับตัวเองว่า ยังไงก็ต้องผ่านให้ได้
มองย้อนกลับไป ผมไม่แนะนำให้ทำแบบนี้ เพราะส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพกายเอาเสียเลย อยากให้ผู้อ่านวางแผนการเรียนภาษาแต่เนิ่น ๆ แล้วเรียนแบบค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ ต้องวางภาษาญี่ปุ่นไว้ชั่วคราว จนมาสอบผ่านระดับ ๑ อีกทีก็หลังเรียนจบแล้วและทำเรื่องขอทุน ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จทั้งทุนและภาษาญี่ปุ่นในปีเดียวกัน

สุดท้ายนี้ ผมขอเน้นอีกทีว่า ทุกคนอยู่สถานะและบริบทที่แตกต่างกันออกไป ขอให้พิจารณาตัวเองให้ดีและปรับตารางให้เหมาะสม ก็พอจะได้เวลาเอามาทำสิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเองครับ
----------------------------------------------
ใครสนใจการเรียน การทำงาน และการท่องเที่ยวแนว hidden gems ในยุโรป ก็ขอเชิญไปเยี่ยมชมหรือพูดคุยกันได้ที่เฟสบุ๊คแฟนเพจครับ https://www.facebook.com/IRememberEurope/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่