ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่า ผมยังเห็นด้วยกับกิจกรรมรับน้อง เพราะยังเห็นว่ามีสิ่งที่ดีอยู่ในกิจกรรมนี้
แต่คิดว่าหลายอย่างไม่เหมาะสมและควรยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง
เมื่อพูดถึง
"รับน้อง" ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มอง กิจกรรมนี้ในทางไม่ดี ซึ่งไม่แปลกที่จะคิดอย่างนั้น เพราะข่าวในทางที่ไม่ดี ข่าวในทางที่สูญเสีย ที่เป็นผลจากกิจกรรมรับน้อง ได้ออกมาเป็นประจำทุกปี และการสูญเสียยากที่จะชดเชยได้
แต่เดิมรับน้อง เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงวัยอุดมศึกษา แต่ก็ได้เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ปวช. ปวส. มัธยมศึกษา (อีกหน่อยคงมีอนุบาล ที่พี่ ป.1 รับน้อง อนุบาล) และยังแบ่งออกเป็นหลายลำดับ เช่น รับน้องมหาวิทยาลัย รับน้องคณะ รับน้องกลุ่มในคณะ รับน้องกลุ่มจังหวัด รับน้องแก็งค์ รับน้องสาย ฯลฯ
ซึ่งมีทั้งลำดับที่หน่วยงานยอมรับ และจัดกันเองไม่มีการยอมรับ (โดยอาจใช้ชื่ออื่นเพื่อหลบเลี่ยง เช่น ทัศนศึกษา)
และคำที่มักเป็นที่พูดถึงตามมาของกิจกรรม "รับน้อง" นั้นก็คือ
"ว้าก" และ
"SOTUS" (2 อย่างนี้ต่างกัน แต่ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน)
"ว้าก" หมายถึง กิจกรรมที่สร้างความกดดัน ไม่ว่าจะเป็นด้วยคำพูด ท่าทาง กิจกรรม หรือความมืด
"SOTUS" มาจากคำ 5 คำ คือ
Seniority คือ การเคารพผู้อาวุโส Order คือ การปฏิบัติตามระเบียบวินัย Tradition คือ การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณี
Unity คือ การเป็นหนึ่งเดียว และ Spirit คือ การฝึกจิตใจ
ที่คนมักเข้าใจผิด เพราะ "ว้าก" มักนำ "SOTUS" มาเป็นเครื่องมือในการกดดันรุ่นน้อง แต่ "ว้าก" ไม่จำเป็นต้องใช้ SOTUS และ SOTUS ก็ไม่จำเป็นต้องมีว้าก ก็ได้
ข้อมูลเสริม (เอามาจากวิกิพีเดีย)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
การรับน้องภายใต้ระบบอาวุโสด้วยหลักการโซตัส (SOTUS) เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อมีการตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน และเมื่อมีการก่อตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนซึ่งกลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อมา ก็มีการนำเอาระบบโซตัสเข้าไปใช้ ตั้งแต่ 23 กันยายน 2445
เริ่มแรกเมื่อยังเป็นโรงเรียนมหาดเล็กหลวงได้นำระบบโรงเรียนกินนอนของอังกฤษ (Public School) ที่เรียกว่า Fagging System เข้ามาใช้ ระบบนี้จะมีการแต่งตั้งดรุณาณัติ หรือ Prefect/Fag-Master โดยครูในโรงเรียนเลือกเอานักเรียนอาวุโสที่เรียนดี ประพฤติดีเข้ามาเป็นผู้ช่วยครูในการดูแลและควบคุมพฤติกรรมของนักเรียน ควบคุมและวางกรอบให้นักเรียนต้องประพฤติตนอยู่บนหลักการพื้นฐานของ SOTUS คือ อาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี น้ำใจ ระบบนี้จึงเป็นระบบที่เอื้ออำนาจให้แก่ครูอย่างแท้จริงในการคัดเลือกตัวแทนนักเรียนมาปกครองนักเรียนอีกทอดหนึ่ง
ต่อมาเมื่อมีการตั้งจุฬาลงกรณ์ฯ ก็ได้มีการนำระบบโซตัสเข้ามาใช้ในอบรมสั่งสอนนิสิตในยุคแรก ดังเห็นได้จากเพลงเกียรติภูมิจุฬาฯ ที่แต่งโดยศาสตราจารย์วิกรม เมาลานนท์ ในปี 2510 ซึ่งบรรจุอุดมการณ์ทั้งหมดของโซตัสไว้ในเพลง "มาเถิดมาภราดาจุฬาฯ ทุกแหล่ง มาร่วมแรงร่วมรักและ'สามัคคี' 'อาวุโส'เทอดไว้ 'น้ำใจระเบียบ' เรานี้ พร้อม'ประเพณี' เสริมให้มีแต่วัฒนา" หรือหนังสือรุ่นเฟรชชี่สมัยก่อนจากห้องสมุดภาควิศวกรรมโยธาของจุฬาฯ ก็ปรากฏการอธิบายอักษรย่อทั้ง 5 ตัวของ SOTUS ด้วยโคลงสี่สุภาพ อย่างไรก็ตามระบบรุ่นพี่รุ่นน้องและการรับน้องของจุฬาฯ นั้นไม่ได้เป็นที่มาของระบบว้ากแต่อย่างใด ผู้นำระบบ SOTUS มาใช้ร่วมกับการว้ากนั้นได้แก่โรงเรียนป่าไม้ภาคเหนือหรือวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน)
เนื่องจากอาจารย์ยุคบุกเบิกส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้จบมาจากวิทยาลัยเกษตรกรรมลอสบานยอส (Los Banos) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ในยุคที่อยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าอาณานิคมอเมริกา อีกทั้งอาจารย์บางท่านก็ถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยโอเรกอนหรือมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งคอร์แนลล์นี้เองที่เป็นต้นฉบับการว้ากและส่งต่อประเพณีดังกล่าวให้แก่มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ เช่นประเพณีการปีนเสา รวมถึงประเพณีและธรรมเนียมซึ่งเป็นชาติเจ้าอาณานิคมนำมาเป็นเครื่องมือใช้กำกับประเทศใต้อาณานิคม
ต่อมาเมื่อมีการตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น ในปี 2486 ในช่วงแรกมีการรับเอานักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้มาเรียนต่อ การว้ากจึงถูกถ่ายทอดมายังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย โดยเชื่อว่าการกดดันรุ่นน้องจะเป็นการละลายพฤติกรรมและช่วยให้อยู่ร่วมกันได้ ลดทอนความต่างของฐานะและมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ระบบการรับน้องของเกษตรศาสตร์จึงเป็นระบบการว้ากผสมไปกับระบบ SOTUS ที่รับมาจากจุฬาลงกรณ์ฯ ดังคำบอกเล่าของระพีสาคริกว่า เมื่อรุ่นน้องปีหนึ่งไปปรับทุกข์กับอาจารย์ที่จบจากเมืองนอก ก็จะได้คำตอบกลับมาว่า "ปีหน้าก็คงถึงทีเธอบ้าง ไม่ต้องเสียอกเสียใจอะไรไป" คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้างในระบบอุดมศึกษาไทยดำรงอยู่ได้ด้วยการอุปถัมภ์และสนับสนุนของบุคลากรทางการศึกษามาตั้งแต่ต้นแล้ว
กระแสประชาธิปไตยที่เบ่งบานในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับการใช้อำนาจในการรับน้องและความรุนแรงในการรับน้องเบาบางลงไป และล้มเลิกไป เช่น คณะอักษรศาสตร์ คณะครุศาสตร์ แพทยศาสตร์ จุฬาฯ ตามด้วยคณะอื่นๆ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ยกเลิกเป็นคณะสุดท้ายในปี 2519 ขณะที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และขอนแก่นก็ยกเลิกการรับน้องเช่นกัน คงเหลือแต่เพียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ยังคงการรับน้องตามประเพณีอย่างที่สุด
แต่เพียง 3 ปีให้หลังเมื่อเกิดการปลุกกระแสว่านักศึกษามีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และต้องการล้มล้างสถาบันฯ ทำให้เกิดการปราบปรามนักศึกษาครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ด้วยรัฐกังวลกับปัญหานักศึกษาและภัยความมั่นคง การรับน้องจึงถูกนำกลับมาใช้เพื่อควบคุมนักศึกษาใหม่ให้อยู่ในกรอบของรุ่นพี่ซึ่งมีบุคลากรมหาวิทยาลัยและรัฐกำกับควบคุมอีกต่อหนึ่ง ระบบรับน้องจึงธำรงความชอบธรรมได้ผ่านการค้ำจุนของรัฐในนามสถาบันการศึกษา ดังที่ยังคงเป็นมรดกตกทอดมาจนปัจจุบันนั่นเอง
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%AA
ถ้าดูจากการแบ่ง Generation ของคนในช่วงสมัยต่างๆ (สมมติว่า เข้ามหาวิทยาลัย ตอนอายุ 18 ปี)
SOTUS เข้ามาในช่วง 2445 ตรงกับกลุ่ม Lost Generation (พ.ศ. 2426-2443)
ช่วงมีใช้เพียงบางสถาบัน ในกลุ่ม Greatest Generation (พ.ศ. 2444-2467)
ว้าก เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง 2486 ในช่วงต้น Silent Generation (พ.ศ. 2468-2488)
และหายไประยะสั้นๆ 2516 ตรงกับ Baby Boomer (พ.ศ. 2489 – 2507)
ก่อนกลับมายาวนานในช่วง Generation X (พ.ศ. 2508-2522)
เกิดยุคตั้งคำถามในช่วง Generation Y (พ.ศ. 2523–2540)
และปัจจุบัน คือ Generation Z (พ.ศ. 2540+)
จะเห็นได้ว่า ว้าก เป็นอารยธรรมตกรุ่นที่ตกค้างมาอย่างยาวนานมาก (อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบทความว่า "โซตัสคือดัชนีด้านกลับของกึ๋นมหาวิทยาลัย")
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://www.matichon.co.th/news/273969
ถ้าหากไปถาม พี่ว้าก พี่เบียบ หรือชื่ออะไรก็ตาม และกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับการว้าก ส่วนใหญ่จะบอกว่า
"ว้ากเพื่อละลายพฤติกรรม เพื่อให้คนในสังคมได้ผ่านกิจกรรมร่วมกัน มีความทรงจำร่วมกัน เกิดความรักใคร่กลมเกลียวสามัคคี"
ตรงจุดนี้ ผมมองในแง่ดีว่า มีวัตถุประสงค์ที่ดี
แต่มีแค่ว้ากใช่ไหมที่พาไปถึงวัตถุประสงค์นี้ได้?
ในโลกที่ Google ให้คำตอบได้ไวกว่าการอ่านหนังสือ หาคำตอบได้ในเวลาไม่กี่นาที เด็กรุ่นใหม่ ยังจำเป็นต้องเรียนรู้ด้วยตนเองอีกแค่ไหน
ข่าวสารในโลกที่วิ่งไวมากกว่าสมัยก่อน ยังจำเป็นต้องผ่านพิธีกรรมอะไรเหล่านั้นอยู่หรือไม่?
ไม่นานมานี้ ผมได้ข้อมูลมาจากรุ่นน้องว่า "กิจกรรมรับน้อง" มีปริมาณคนเข้าร่วมที่น้อยมากๆ ไม่ถึง 30% ที่เข้าร่วม
โดยส่วนหนึ่งมาจากการฟังข้อมูลจากรุ่นพี่ และคิดว่าแค่นี้ก็รู้ได้เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมให้เสียเวลา แถมต้องไปลำบากทำไม
อาจโดน "ว้าก" เหมือนที่เคยมีมาในอดีต
ปัจจุบัน หลายกลุ่ม หลายคณะ ยกเลิกว้ากไปนานแล้ว แต่ยังคงมีรับน้อง ซึ่งก็สร้างความสับสนพอควร
แต่ทีนี้ หลายแห่งก็ยังคงไว้ ด้วยคำว่า "เอกลักษณ์" "ประเพณี" "ทำตามกันมา"
แล้วมันยังจำเป็น และสร้างให้คน Gen-Z เข้าไปยังจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้แค่ไหน??
ในสภาพสังคมที่ตระหนักถึง "สิทธิมนุษยชน" (แต่ อ. บางท่าน บอกว่า ฟังแล้วแสลงหู ก็ช่างเขาเถอะเนอะ)
ในสภาพสังคมที่คำตอบหาได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ในสภาพสังคมที่ประสบการณ์ไม่ได้มีมากน้อยตามอายุ
ในสภาพสังคมที่การเรียนรู้ในตำราไม่เพียงพออีกต่อไป
ในสภาพสังคมที่ปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมลดน้อยลง
อะไรที่เคยทำมา ยังดีพอ หรือแย่แล้ว หรือเปลี่ยนแปลงไหม หรือพัฒนาต่อ หรือยกเลิกทิ้งไป
ในหลายปีที่ผ่านมา จากการคุยกันในหลายๆ กลุ่ม ก็พบว่า จำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ลดลง เกิดสภาพแบ่งกลุ่มเยอะมาก และไม่ปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าสมัยก่อนๆ แต่ในภาพรวมสังคมก็ยังคงไม่แตกแยก หรือทะเลาะรุนแรง
มีคำพูดหนึ่งที่รุ่นพี่พูดให้ฟัง "ถ้าเรามั่นใจว่า กลุ่ม/คณะ/สังคม ของเราดีจริง เราต้องทำให้เด็กเห็น ว่ากลุ่มของเราดีอย่างไร สร้างความสุขอย่างไร ให้เด็กเข้าใจและรับเอาสิ่งที่เรารู้สึกดีๆ ส่งต่อไป การว้ากมันจะไม่มี ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราสามารถทำให้เด็กเห็น และเข้าใจได้ การว้ากมันอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ไปสู่เป้าหมายได้ แต่ถ้ามันไม่เหมาะก็เปลี่ยนมันซะ เพราะจุดประสงค์เราไม่ได้จะว้ากเพราะอยากมีว้าก แต่เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่รักในกลุ่มของเรา"
แล้วเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ "รับน้อง" "ว้าก" อย่างไร
สิ่งที่เคยทำมาตั้งแต่ Baby boom เมื่อมาถึง Gen Z จะเป็นอย่างไร
การรับน้อง for Gen-z เมื่อสิ่งที่เคยทำมาย่อมไม่เหมาะแก่กาลสมัย แล้วควรยกเลิกหรือพัฒนา?
เมื่อพูดถึง "รับน้อง" ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มอง กิจกรรมนี้ในทางไม่ดี ซึ่งไม่แปลกที่จะคิดอย่างนั้น เพราะข่าวในทางที่ไม่ดี ข่าวในทางที่สูญเสีย ที่เป็นผลจากกิจกรรมรับน้อง ได้ออกมาเป็นประจำทุกปี และการสูญเสียยากที่จะชดเชยได้
แต่เดิมรับน้อง เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงวัยอุดมศึกษา แต่ก็ได้เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ปวช. ปวส. มัธยมศึกษา (อีกหน่อยคงมีอนุบาล ที่พี่ ป.1 รับน้อง อนุบาล) และยังแบ่งออกเป็นหลายลำดับ เช่น รับน้องมหาวิทยาลัย รับน้องคณะ รับน้องกลุ่มในคณะ รับน้องกลุ่มจังหวัด รับน้องแก็งค์ รับน้องสาย ฯลฯ
ซึ่งมีทั้งลำดับที่หน่วยงานยอมรับ และจัดกันเองไม่มีการยอมรับ (โดยอาจใช้ชื่ออื่นเพื่อหลบเลี่ยง เช่น ทัศนศึกษา)
และคำที่มักเป็นที่พูดถึงตามมาของกิจกรรม "รับน้อง" นั้นก็คือ "ว้าก" และ "SOTUS" (2 อย่างนี้ต่างกัน แต่ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน)
"ว้าก" หมายถึง กิจกรรมที่สร้างความกดดัน ไม่ว่าจะเป็นด้วยคำพูด ท่าทาง กิจกรรม หรือความมืด
"SOTUS" มาจากคำ 5 คำ คือ
Seniority คือ การเคารพผู้อาวุโส Order คือ การปฏิบัติตามระเบียบวินัย Tradition คือ การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณี
Unity คือ การเป็นหนึ่งเดียว และ Spirit คือ การฝึกจิตใจ
ที่คนมักเข้าใจผิด เพราะ "ว้าก" มักนำ "SOTUS" มาเป็นเครื่องมือในการกดดันรุ่นน้อง แต่ "ว้าก" ไม่จำเป็นต้องใช้ SOTUS และ SOTUS ก็ไม่จำเป็นต้องมีว้าก ก็ได้
ข้อมูลเสริม (เอามาจากวิกิพีเดีย)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ถ้าดูจากการแบ่ง Generation ของคนในช่วงสมัยต่างๆ (สมมติว่า เข้ามหาวิทยาลัย ตอนอายุ 18 ปี)
SOTUS เข้ามาในช่วง 2445 ตรงกับกลุ่ม Lost Generation (พ.ศ. 2426-2443)
ช่วงมีใช้เพียงบางสถาบัน ในกลุ่ม Greatest Generation (พ.ศ. 2444-2467)
ว้าก เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง 2486 ในช่วงต้น Silent Generation (พ.ศ. 2468-2488)
และหายไประยะสั้นๆ 2516 ตรงกับ Baby Boomer (พ.ศ. 2489 – 2507)
ก่อนกลับมายาวนานในช่วง Generation X (พ.ศ. 2508-2522)
เกิดยุคตั้งคำถามในช่วง Generation Y (พ.ศ. 2523–2540)
และปัจจุบัน คือ Generation Z (พ.ศ. 2540+)
จะเห็นได้ว่า ว้าก เป็นอารยธรรมตกรุ่นที่ตกค้างมาอย่างยาวนานมาก (อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบทความว่า "โซตัสคือดัชนีด้านกลับของกึ๋นมหาวิทยาลัย")
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ถ้าหากไปถาม พี่ว้าก พี่เบียบ หรือชื่ออะไรก็ตาม และกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับการว้าก ส่วนใหญ่จะบอกว่า
"ว้ากเพื่อละลายพฤติกรรม เพื่อให้คนในสังคมได้ผ่านกิจกรรมร่วมกัน มีความทรงจำร่วมกัน เกิดความรักใคร่กลมเกลียวสามัคคี"
ตรงจุดนี้ ผมมองในแง่ดีว่า มีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่มีแค่ว้ากใช่ไหมที่พาไปถึงวัตถุประสงค์นี้ได้?
ในโลกที่ Google ให้คำตอบได้ไวกว่าการอ่านหนังสือ หาคำตอบได้ในเวลาไม่กี่นาที เด็กรุ่นใหม่ ยังจำเป็นต้องเรียนรู้ด้วยตนเองอีกแค่ไหน
ข่าวสารในโลกที่วิ่งไวมากกว่าสมัยก่อน ยังจำเป็นต้องผ่านพิธีกรรมอะไรเหล่านั้นอยู่หรือไม่?
ไม่นานมานี้ ผมได้ข้อมูลมาจากรุ่นน้องว่า "กิจกรรมรับน้อง" มีปริมาณคนเข้าร่วมที่น้อยมากๆ ไม่ถึง 30% ที่เข้าร่วม
โดยส่วนหนึ่งมาจากการฟังข้อมูลจากรุ่นพี่ และคิดว่าแค่นี้ก็รู้ได้เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมให้เสียเวลา แถมต้องไปลำบากทำไม
อาจโดน "ว้าก" เหมือนที่เคยมีมาในอดีต
ปัจจุบัน หลายกลุ่ม หลายคณะ ยกเลิกว้ากไปนานแล้ว แต่ยังคงมีรับน้อง ซึ่งก็สร้างความสับสนพอควร
แต่ทีนี้ หลายแห่งก็ยังคงไว้ ด้วยคำว่า "เอกลักษณ์" "ประเพณี" "ทำตามกันมา"
แล้วมันยังจำเป็น และสร้างให้คน Gen-Z เข้าไปยังจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้แค่ไหน??
ในสภาพสังคมที่ตระหนักถึง "สิทธิมนุษยชน" (แต่ อ. บางท่าน บอกว่า ฟังแล้วแสลงหู ก็ช่างเขาเถอะเนอะ)
ในสภาพสังคมที่คำตอบหาได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ในสภาพสังคมที่ประสบการณ์ไม่ได้มีมากน้อยตามอายุ
ในสภาพสังคมที่การเรียนรู้ในตำราไม่เพียงพออีกต่อไป
ในสภาพสังคมที่ปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมลดน้อยลง
อะไรที่เคยทำมา ยังดีพอ หรือแย่แล้ว หรือเปลี่ยนแปลงไหม หรือพัฒนาต่อ หรือยกเลิกทิ้งไป
ในหลายปีที่ผ่านมา จากการคุยกันในหลายๆ กลุ่ม ก็พบว่า จำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ลดลง เกิดสภาพแบ่งกลุ่มเยอะมาก และไม่ปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าสมัยก่อนๆ แต่ในภาพรวมสังคมก็ยังคงไม่แตกแยก หรือทะเลาะรุนแรง
มีคำพูดหนึ่งที่รุ่นพี่พูดให้ฟัง "ถ้าเรามั่นใจว่า กลุ่ม/คณะ/สังคม ของเราดีจริง เราต้องทำให้เด็กเห็น ว่ากลุ่มของเราดีอย่างไร สร้างความสุขอย่างไร ให้เด็กเข้าใจและรับเอาสิ่งที่เรารู้สึกดีๆ ส่งต่อไป การว้ากมันจะไม่มี ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราสามารถทำให้เด็กเห็น และเข้าใจได้ การว้ากมันอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ไปสู่เป้าหมายได้ แต่ถ้ามันไม่เหมาะก็เปลี่ยนมันซะ เพราะจุดประสงค์เราไม่ได้จะว้ากเพราะอยากมีว้าก แต่เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่รักในกลุ่มของเรา"
แล้วเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ "รับน้อง" "ว้าก" อย่างไร
สิ่งที่เคยทำมาตั้งแต่ Baby boom เมื่อมาถึง Gen Z จะเป็นอย่างไร