เนื่องจากผมรักเธอมากและไม่อยากเสียเธอไป เมื่อเดือนที่แล้วเธอบอกเลิกผม เราคบกันและอยู่ด้วยกันมา 15ปี มีลูกชาย 1คน อายุ 10ขวบ เราทำธุรกิจส่วนตัวครับ กิจการมีพนักงานประมาณ10กว่าคน
สาเหตุที่เธอบอกเลิกผมเพราะเธอว่าผมขัดกับเธอไม่ว่าเราจะคุยหรือมีความเห็นไม่ตรงกันก็จะจบด้วยการทะเลาะขึ้นเสียง(แต่ไม่เคยทำร้ายหรือแตะต้องตัวให้เจ็บ) เหตุการณ์แบบนี้จะเป็นช่วงปีสุดท้ายก่อนเลิกกัน เธอยังให้เหตุผลว่าที่เมื่อก่อนไม่เป็นแบบนี้เพราะเธอยอมผมมาตลอด บางครั้งความเห็นไม่ตรงกันก็หงุดหงิดใส่กัน
ต้นเรื่องเลยประมาณ 6ปีที่แล้ว ผมเริ่มถอยตัวเองจากธุรกิจของเรา เพราะบางครั้ง(ย้ำว่าบางครั้งนะครับ2-3เดือนครั้งนึง)ความเห็นเราไม่ตรงกัน พนักงานก็สับสนว่าจะฟังใครดี ผมเข้าบริษัทฯ ก็ไปสั่งงานลูกน้องให้ทำแบบนึง แต่เธอวางกฏว่าต้องทำอีกแบบนึง ซึ่งทั้ง2แบบก็ได้ประโยชน์จากงานทั้งนั้นล่ะครับ แต่วิธีการทำต่างกัน ผมเลยเห็นว่าถ้าสั่งกันแบบนี้ก็จะสับสน เลยคุยกับเธอว่า ผมออกมาดีกว่าคอยเป็นที่ปรึกษาให้เธอข้างนอก ใช้เวลาไปรับส่งลูก วางแผนจ่ายเงินค่าสินค้า ทำเรื่องธนาคาร เธอก็เห็นดีด้วย ผมเลยให้เธอบริหารกิจการเว้นเรื่องเงินที่เธอให้ผมดูแลเอง ตั้งแต่นั้นมา เราอยู่กันมาอย่างมีความสุขเธอให้ผมไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อนฝูงได้ตลอด และผมก็ให้เธอไปเที่ยวกับเพื่อนได้ตลอดที่อยากไปเช่นกัน ครอบครัวเราไปเที่ยวด้วยกันบ่อยมากและมีความสุข(ผมคิดอย่างนั้น) ผมไม่เคยคิดนอกใจภรรยาเพราะผมคิดว่าผมหาผู้หญิงแบบนี้ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าอะไร ลูกเมียต้องมาก่อนเสมอ(อันนี้เธอบอกว่าผมเป็นแบบนี้) แต่ระหว่างนี้ก็มีมรสุมเล็กน้อยเกี่ยวกับการลงทุนของผมซึ่งเธอรับรู้และมีส่วนร่วมด้วย ทำให้เครดิตส่วนตัวผมมีประวัติ(แต่ไม่โดนฟ้องนะครับเคลียร์ปิดเรียบร้อย) ซึ่งผมยอมที่จะเสียประวัติเองโดยไม่ให้เธอและกิจการ โดนอะไร
การทะเลาะขัดแย้งกันช่วงปีสุดท้ายทุกครั้งเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เรื่องตามใจลูกมั่ง คุยกันขัดคอมั่ง ขับรถเร็วมั่ง จำได้คร่าวๆแค่นี้เพราะไม่ทะเลาะกันบ่อยเลย 3-4เดือนครั้ง แต่ทุกครั้งก็เคลียร์กันจบด้วยดี มาพักหลัง2-3เดือนก่อนเลิก เธออยากให้ผมไปเปิดสาขาของบริษัทฯเพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ แต่ความเห็นผมว่าขยายของเราที่นี่ดีกว่าเพราะผมไม่อยากห่างลูกเมียแต่ความพยายามขยายสาขาก็เป็นไปได้ยากเพราะตามสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน จนผมยอมเธอและบอกเธอว่าจะลองเปิดสาขาที่อื่นดู
หลังจากบอกเธอก็บอกว่าเธอจะเลิกกับผมทันที โดยบอกว่าคิดจะพูดมานานเป็นปีแล้ว เธอเล่าให้ฟังว่าเก็บกด ต้องอดทนและบ่นเหนื่อยเรื่องงานตลอดเวลา ผมเคยบอกเธอว่าอะไรทำไม่ทันให้บอกผมช่วย แต่ส่วนใหญ่เธอเลือกจะไม่บอกไปทำแต่เอามาบ่นให้ฟัง ผมเลยพูดว่าอย่าเอาเรื่องงานที่แก้ปัญหาไปแล้วมาบ่นเลยในบ้านจะไม่มีความสุข เธอก็โกรธผม(ความคิดผมว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดมันทำให้บ้านหดหู่มากกว่า)ผมอาจจะผิดที่ไม่ใส่ใจปลอบโยนเธอ แต่ผมไม่เข้าใจคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ได้ว่า คน 2คนคบกันรักกันมา เกือบ 15 ปีไม่มีเหลือความดีหรือคิดถึงความสุขที่มีร่วมกันมาเลยหรือ พยายามลองคุยกับเธอ ดีก็แล้ว เถียงก็ยิ่งแย่ไปอีก เลยเงียบเฉยตึงๆกันมาตลอดเดือนผมเดินทางเปิดสาขามั่งกลับมาบ้านมั่งอยู่ครั้งละ4-5วันสลับกัน พอผมมาหาลูกเธอก็ไปหาเพื่อน แทบไม่เจอกันมาเป็นเดือนแล้ว เคยเข้าไปกอดเธอตอนที่บอกเลิกใหม่ๆเธอก็ตึงเฉยเมยกับผมมาก จนผมต้องถอยออกมา ผมพยายามบอกเธอแล้วว่าผมรักเธอมาก ลูกก็รักทั้งผมและภรรยามากเช่นกัน ผมพยายามให้ลูกเชื่อมเรา2คน แต่ก็ไม่เป็นผล ทุกวันนี้ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรกันเธอก็มองคำพูดผมตีความเป็นเรื่องลบก่อนเลยทั้งๆที่เป็นคำพูดธรรมดา เช่นผมถามว่าเธอมีใครรึเปล่าน้ำเสียงผมดีมากขอโทษเธอก่อนที่จะถาม เธอกลับบอกผมว่า โตๆได้แล้ว ผมงงมากเลยเดินจากออกมาโดยไม่ฟังต่อ เธอเดินตามมา ผมก็บอกเธอว่า ตอนที่เธอเคยถามผมๆก็แค่ตอบไปตามจริงว่าไม่มี และตอนนั้นก็ยังคิดว่าเธอถามเพราะรักผม แต่ทำไมพอผมแค่ถามเธอต้องหงุดหงิดและว่าโตๆได้แล้ว แค่ตอบมาอย่างที่ผมเคยทำไม่ได้เหรอ เธอเงียบไม่พูแล้วก็หันออกไป ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่พูดเรื่องความสัมพันธ์กันอีกเลย จะพูดหรือส่งข้อความกันเรื่องงานเท่านั้น
คงมีแต่เธอเท่านั้นที่บอกได้ว่าเธอจะไม่ให้โอกาสกับ พ่อของลูกชายคนนี้ที่รักเธอหมดหัวใจเลยหรือ ผมยอมที่จะพยายามปรับตัวไม่ปะทะคารม แต่ดูว่าเธอไม่ใจอ่อนเธอเคยว่าเธออินดี้ผมน่าจะรู้ ผมยังคิดแต่ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่จิตใจงามชอบทำบุญ ไม่เคยคิดว่าเธอจะเลิกกับผมได้ถ้าผมไม่ได้มีเรื่องชู้สาว(ซึ่งไม่มีทางที่ผมจะทำ)
ผมต้องทำยังไงต่อไปดีครับ สถานะเลิกกันแต่ยังต้องเจอกันอยู่ นอนบ้านเดียวกันแต่อยู่คนละห้องคนละชั้น ไม่ยอมกระทั่งกินข้าวด้วยกัน ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลยเศร้ามากจนจะคิดสั้นแล้วครับ
ช่วยแนะนำทีครับผมอยากให้ภรรยากลับมารักผมอีกครั้ง
สาเหตุที่เธอบอกเลิกผมเพราะเธอว่าผมขัดกับเธอไม่ว่าเราจะคุยหรือมีความเห็นไม่ตรงกันก็จะจบด้วยการทะเลาะขึ้นเสียง(แต่ไม่เคยทำร้ายหรือแตะต้องตัวให้เจ็บ) เหตุการณ์แบบนี้จะเป็นช่วงปีสุดท้ายก่อนเลิกกัน เธอยังให้เหตุผลว่าที่เมื่อก่อนไม่เป็นแบบนี้เพราะเธอยอมผมมาตลอด บางครั้งความเห็นไม่ตรงกันก็หงุดหงิดใส่กัน
ต้นเรื่องเลยประมาณ 6ปีที่แล้ว ผมเริ่มถอยตัวเองจากธุรกิจของเรา เพราะบางครั้ง(ย้ำว่าบางครั้งนะครับ2-3เดือนครั้งนึง)ความเห็นเราไม่ตรงกัน พนักงานก็สับสนว่าจะฟังใครดี ผมเข้าบริษัทฯ ก็ไปสั่งงานลูกน้องให้ทำแบบนึง แต่เธอวางกฏว่าต้องทำอีกแบบนึง ซึ่งทั้ง2แบบก็ได้ประโยชน์จากงานทั้งนั้นล่ะครับ แต่วิธีการทำต่างกัน ผมเลยเห็นว่าถ้าสั่งกันแบบนี้ก็จะสับสน เลยคุยกับเธอว่า ผมออกมาดีกว่าคอยเป็นที่ปรึกษาให้เธอข้างนอก ใช้เวลาไปรับส่งลูก วางแผนจ่ายเงินค่าสินค้า ทำเรื่องธนาคาร เธอก็เห็นดีด้วย ผมเลยให้เธอบริหารกิจการเว้นเรื่องเงินที่เธอให้ผมดูแลเอง ตั้งแต่นั้นมา เราอยู่กันมาอย่างมีความสุขเธอให้ผมไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อนฝูงได้ตลอด และผมก็ให้เธอไปเที่ยวกับเพื่อนได้ตลอดที่อยากไปเช่นกัน ครอบครัวเราไปเที่ยวด้วยกันบ่อยมากและมีความสุข(ผมคิดอย่างนั้น) ผมไม่เคยคิดนอกใจภรรยาเพราะผมคิดว่าผมหาผู้หญิงแบบนี้ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าอะไร ลูกเมียต้องมาก่อนเสมอ(อันนี้เธอบอกว่าผมเป็นแบบนี้) แต่ระหว่างนี้ก็มีมรสุมเล็กน้อยเกี่ยวกับการลงทุนของผมซึ่งเธอรับรู้และมีส่วนร่วมด้วย ทำให้เครดิตส่วนตัวผมมีประวัติ(แต่ไม่โดนฟ้องนะครับเคลียร์ปิดเรียบร้อย) ซึ่งผมยอมที่จะเสียประวัติเองโดยไม่ให้เธอและกิจการ โดนอะไร
การทะเลาะขัดแย้งกันช่วงปีสุดท้ายทุกครั้งเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เรื่องตามใจลูกมั่ง คุยกันขัดคอมั่ง ขับรถเร็วมั่ง จำได้คร่าวๆแค่นี้เพราะไม่ทะเลาะกันบ่อยเลย 3-4เดือนครั้ง แต่ทุกครั้งก็เคลียร์กันจบด้วยดี มาพักหลัง2-3เดือนก่อนเลิก เธออยากให้ผมไปเปิดสาขาของบริษัทฯเพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ แต่ความเห็นผมว่าขยายของเราที่นี่ดีกว่าเพราะผมไม่อยากห่างลูกเมียแต่ความพยายามขยายสาขาก็เป็นไปได้ยากเพราะตามสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน จนผมยอมเธอและบอกเธอว่าจะลองเปิดสาขาที่อื่นดู
หลังจากบอกเธอก็บอกว่าเธอจะเลิกกับผมทันที โดยบอกว่าคิดจะพูดมานานเป็นปีแล้ว เธอเล่าให้ฟังว่าเก็บกด ต้องอดทนและบ่นเหนื่อยเรื่องงานตลอดเวลา ผมเคยบอกเธอว่าอะไรทำไม่ทันให้บอกผมช่วย แต่ส่วนใหญ่เธอเลือกจะไม่บอกไปทำแต่เอามาบ่นให้ฟัง ผมเลยพูดว่าอย่าเอาเรื่องงานที่แก้ปัญหาไปแล้วมาบ่นเลยในบ้านจะไม่มีความสุข เธอก็โกรธผม(ความคิดผมว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดมันทำให้บ้านหดหู่มากกว่า)ผมอาจจะผิดที่ไม่ใส่ใจปลอบโยนเธอ แต่ผมไม่เข้าใจคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ได้ว่า คน 2คนคบกันรักกันมา เกือบ 15 ปีไม่มีเหลือความดีหรือคิดถึงความสุขที่มีร่วมกันมาเลยหรือ พยายามลองคุยกับเธอ ดีก็แล้ว เถียงก็ยิ่งแย่ไปอีก เลยเงียบเฉยตึงๆกันมาตลอดเดือนผมเดินทางเปิดสาขามั่งกลับมาบ้านมั่งอยู่ครั้งละ4-5วันสลับกัน พอผมมาหาลูกเธอก็ไปหาเพื่อน แทบไม่เจอกันมาเป็นเดือนแล้ว เคยเข้าไปกอดเธอตอนที่บอกเลิกใหม่ๆเธอก็ตึงเฉยเมยกับผมมาก จนผมต้องถอยออกมา ผมพยายามบอกเธอแล้วว่าผมรักเธอมาก ลูกก็รักทั้งผมและภรรยามากเช่นกัน ผมพยายามให้ลูกเชื่อมเรา2คน แต่ก็ไม่เป็นผล ทุกวันนี้ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรกันเธอก็มองคำพูดผมตีความเป็นเรื่องลบก่อนเลยทั้งๆที่เป็นคำพูดธรรมดา เช่นผมถามว่าเธอมีใครรึเปล่าน้ำเสียงผมดีมากขอโทษเธอก่อนที่จะถาม เธอกลับบอกผมว่า โตๆได้แล้ว ผมงงมากเลยเดินจากออกมาโดยไม่ฟังต่อ เธอเดินตามมา ผมก็บอกเธอว่า ตอนที่เธอเคยถามผมๆก็แค่ตอบไปตามจริงว่าไม่มี และตอนนั้นก็ยังคิดว่าเธอถามเพราะรักผม แต่ทำไมพอผมแค่ถามเธอต้องหงุดหงิดและว่าโตๆได้แล้ว แค่ตอบมาอย่างที่ผมเคยทำไม่ได้เหรอ เธอเงียบไม่พูแล้วก็หันออกไป ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่พูดเรื่องความสัมพันธ์กันอีกเลย จะพูดหรือส่งข้อความกันเรื่องงานเท่านั้น
คงมีแต่เธอเท่านั้นที่บอกได้ว่าเธอจะไม่ให้โอกาสกับ พ่อของลูกชายคนนี้ที่รักเธอหมดหัวใจเลยหรือ ผมยอมที่จะพยายามปรับตัวไม่ปะทะคารม แต่ดูว่าเธอไม่ใจอ่อนเธอเคยว่าเธออินดี้ผมน่าจะรู้ ผมยังคิดแต่ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่จิตใจงามชอบทำบุญ ไม่เคยคิดว่าเธอจะเลิกกับผมได้ถ้าผมไม่ได้มีเรื่องชู้สาว(ซึ่งไม่มีทางที่ผมจะทำ)
ผมต้องทำยังไงต่อไปดีครับ สถานะเลิกกันแต่ยังต้องเจอกันอยู่ นอนบ้านเดียวกันแต่อยู่คนละห้องคนละชั้น ไม่ยอมกระทั่งกินข้าวด้วยกัน ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลยเศร้ามากจนจะคิดสั้นแล้วครับ