..
มาร่วมวางงานเป็นการอาลัยและระลึกถึงอาจารย์ซองค่ะ
เพื่อนเก่า
เจ็บใจเหลือเกิน เจ็บปวดรวดร้าวจนทำนบน้ำตาซึ่งอุตส่าห์สกัดกั้นไว้พังทลายลง นั่งร้องไห้เหมือนคนบ้าท่ามกลางบรรยากาศรื่นรมย์เย็นสบายในสวนสาธารณะกลางกรุง
สถานที่ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์ ปลอดโปร่งเชื้อเชิญให้มีความสุขยิ่งนักแต่คงไม่ใช่กับพิมพ์มณี หญิงสาวผู้ผิดหวังในความรักและได้หอบความทุกข์มาเป็นโบนัสในวันศุกร์สุดสัปดาห์เช่นนี้
ความรัก..ความไว้เนื้อเชื่อใจที่เคยมอบให้กับชายผู้เป็นที่รัก ถูกบดขยี้ทำลายทิ้งด้วยมือของเขา ชายมากรักหลายใจเก็บซ่อนผู้หญิงอีกคนในระหว่างที่คบกับเธอ อกช้ำบาดลึกแสนเจ็บปวดราวถูกคมมีดกรีดเชือดเฉือนหัวใจ
“ทำอย่างงี้ได้ไง คนใจร้าย” พิมพ์มณีตะโกนก้องบอกสายลม อาทิตย์อัสดงและบรรดานกน้อยใหญ่ที่บินผ่านไปมา สายตาพร่ามัวเอ่อรื้นด้วยหยาดน้ำตา จึงมิอาจมองเห็นความงามของธรรมชาติเหล่านี้
“อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลยไอ้คนหลายใจ” ด่าทออดีตคนรักซ้ำไปซ้ำมา จิตใจจมปลักอยู่กับความทุกข์โศกเสียใจ หวังเพียงว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้จะช่วยบรรเทาอาการบอบช้ำภายในจิตใจได้บ้าง จนไม่สนใจเลยว่ามีใครบางคนมายืนอยู่ด้านหลัง
“อกหักมาหรือไง” น้ำเสียงนุ่มอ่อนโยนดังขึ้น
พิมพ์มณีหันขวับมองมาด้านหลัง เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใส่กางเกงยีนส์มีรอยขาดหลายจุด เสื้อยืดสีเทา และสวมทับด้วยเสื้อหนังสีดำ ผมสั้นชี้ไม่เป็นระเบียบกระเซอะกระเซิงเหมือนไม่ได้เจอหวีมาหลายวัน
“ขอนั่งด้วยคนนะ” ผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นและย่อตัวลงนั่งบนพื้นหญ้าข้างๆโดยไม่สนใจสายตาของคนนั่งอยู่ก่อนที่กำลังจ้องมองมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก น้ำตายังไหลอาบแก้มทั้งสองของหญิงสาวและเจ้าตัวก็ไม่คิดที่จะเช็ดมันออก
คอยแต่จับจ้องมองผู้มาใหม่ หัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันพยายามนึกว่าเคยเจอเขาที่ไหน หน้าตาคุ้นๆเหลือเกิน แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
“พิมพ์ใช่ปะ จำเราได้ไหม เรานัทไง”
คนมาใหม่เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“นัท..นัทไหน” พิมพ์มณีเอ่ยถามตะกุกตะกัก พยายามนึกว่าเคยมีเพื่อนชื่อนัทหรือเปล่า และคล้ายกับนึกอะไรบางอย่างออก หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้ และต้องโพล่งถามออกไปอีกรอบเพื่อความแน่ใจในสิ่งที่คิด
“นัท ณัฐริกาน่ะเหรอ ใช่เธอ..ใช่ไหม”
คำตอบของอีกฝ่ายคือการพยักหน้า
พิมพ์มณีตาโตลุกวาว ยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง เพราะคนที่เห็นอยู่ตรงหน้าในตอนนี้เหมือนผู้ชายมากๆ จนไม่คิดว่าเป็นผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย
ภาพหญิงสาวในชุดนักเรียนม.ปลาย ท่าทางสุภาพ เงียบขรึม ไม่ค่อยพูดค่อยจา ชอบปลีกตัวอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับใครและเป็นประเภทถามคำตอบคำ ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของพิมพ์มณี
จำได้ทันทีว่าคนนี้คือเพื่อนนักเรียนสมัยมัธยมปลาย พอเรียนจบม.๖ ก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย กี่ปีมาแล้วไม่รู้เลยด้วยซ้ำ และยังไม่อยากจะเชื่อว่าคนเราจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
ตอนเรียนห้องเดียวกันไม่มีใครรู้มาก่อนว่าณัฐริกาเป็นทอม เพราะตัวเธอเองก็ไม่เคยแสดงออกว่าจะกลายมาเป็นสาวหล่อ นึกแล้วก็เกิดอาการอมยิ้มในใจ ความเศร้าเสียใจเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้งเพราะเกิดสนใจเรื่องราวของเพื่อนเก่าคนนี้ขึ้นมากะทันหัน
“เธอเปลี่ยนไปมากจนเราจำไม่ได้เลย” พิมพ์มณีพูดออกไปพยายามที่จะกลั่นกรองคำพูดออกมาให้ฟังดูไม่ทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย ก็ไม่รู้ณัฐริกาคิดอะไรอยู่ ตอนเรียนห้องเดียวกันก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรมากมายนัก ส่วนมากจะพูดคุยกันเฉพาะเรื่องงานกลุ่มเท่านั้น
และในตอนนี้ยังรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย ที่ต้องนั่งใกล้ชิดกับเพื่อนเก่า มาเจอกันอีกทีกลายเป็นสาวหล่อไปเสียแล้ว แถมยังหล่อระดับเทพอีกต่างหากดูไม่ต่างจากผู้ชายจริงๆเลยด้วยซ้ำ
จนเผลอหันไปมองหน้าเขาอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อฝ่ายหันมามองกลับก็แกล้งเสมองไปที่อื่นเสีย
“แปลกใจละสิที่เรากลายเป็นแบบนี้.. ก็อยากเป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่พ่อกับแม่ไม่ยอมรับในตัวตนที่เราเป็น เราทะเลาะกับพ่อแม่ทุกวัน ท่านอยากให้เราเป็นผู้หญิงที่ควรจะเป็น แต่ใจเราเองรู้ว่าไม่ใช่ เราไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงเลย กว่าจะทำให้ท่านทั้งสองยอมรับตัวตนที่เราเป็น ก็ต้องพิสูจน์กันสุดใจเลยละ”
น้ำเสียงนุ่มอ่อนโยนกลั้วหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องตลก หวนนึกถึงเรื่องราวบาดหมางใจกับพ่อแม่ในอดีต ตนต้องผ่านแรงกดดันและทุกข์ใจมามากเพียงใด
เมื่อท่านทั้งสองไม่ยอมรับให้สิ่งที่ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวเกิดวิปริตผิดเพศกำเนิดขึ้นมา สายธารแห่งวาทะโต้เตียงดุเดือดรุนแรงจนบ้านแทบกลายเป็นเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ เคยนึกอยากจะฆ่าตัวตายหลายต่อหลายครั้ง
หากใจยังมีความหวัง หวังที่จะเจอรักแรกของตัวเองสักครั้ง รักแรกซึ่งทำให้ทุกวันที่ได้ไปโรงเรียนมีความสุขยิ่งนัก และวันนี้ได้เจอเสียทีจะไม่ยอมปล่อยให้หายไปไหนอีกแล้ว
คนนั่งฟังข้างๆได้แต่ผงกศีรษะเป็นการรับรู้ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี สมัยที่เรียนห้องเดียวก็แทบจะไม่ได้พูดคุยกันมากมายอะไร
“เช็ดน้ำตาซะเดี๋ยวจะไม่สวย”
ณัฐริกายื่นผ้าเช็ดหน้าให้พิมพ์มณี สายตาหวานซึ้งเปล่งประกายเจิดจรัสพยายามสื่อให้ฝ่ายนั้นรับรู้ถึงความรู้สึกภายใจซึ่งเก็บงำมาเนิ่นนานกับความรักที่มอบให้เธอคนนี้
แต่จะบอกได้อย่างไรว่ารักมากมายเหลือเกินก็ในเมื่ออีกคนชอบผู้ชาย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเปลี่ยนความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งให้เกิดความรู้สึกรักเพศเดียวกันได้
ณัฐริการู้ดี..จึงทำได้แค่เฝ้ามองดูคนที่ตัวเองรักมีความสุข แค่ได้เห็นรอยยิ้มสดใส เสียงหัวเราะกังวานก้อง หัวใจของผู้แอบเฝ้าดูก็โลดแล่นล่องลอยไปไกล อ่อนไหวไปกับเทพธิดาในฝันของตนเองจนไม่อยากตื่นขึ้นมา
กระทั่งในวันนี้เมื่อเห็นคนที่รักร้องไห้เศร้าเสียใจ อย่างน่าสงสาร จึงมิอาจหลบซ่อนมองดูอยู่ในมุมมืดอีกต่อไป ก้าวขาสั่นระริกเดินออกมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวด้วยหัวใจเต้นระทึก สั่นไหว
รู้ดีว่าอีกฝ่ายเศร้าเสียใจด้วยเรื่องใด ก็จะไม่รู้ได้อย่างไร ในเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตอนที่พิมพ์มณีถูกผู้ชายคนนั้นบอกเลิก อยากเดินออกไปต่อยหน้าชายหลายใจให้ล้มคว่ำใจจะขาด
ทว่าทำไม่ได้ ..ทำได้เพียงกล้ำกลืนความเคียดแค้น โกรธเคืองไว้ในอก แต่ยังตั้งมั่นไว้ว่าเจอกันที่ไหน คงได้จัดการแก้แค้นไอ้หมอนั่นอย่างแน่นอน
สุดท้ายพยายามสงบสติอารมณ์ และแอบตามหัวใจตัวเองมาจนพบเธอที่ตรงนี้ อยากโอบกอดและปลอบประโลมเธอ หัวใจพร่ำเพรียกร้องเรียกให้ทำเช่นนั้น แต่คงทำไม่ได้อีกนั่นแหละ ทำได้เพียงนั่งอยู่ข้างๆ อยู่เป็นเพื่อนเธอยามทุกข์ใจก็เพียงพอแล้ว
พิมพ์มณียื่นมือมาหยิบผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดน้ำตาจนแห้งสนิท แล้วจึงยื่นคืนให้อีกฝ่าย แต่ชะงักค้างไว้ครึ่งทางก่อนที่เจ้าของผ้าเช็ดหน้าจะหยิบกลับคืนไป
“เดี๋ยวเราเอาไปซักให้ก่อนที่ดีกว่า สั่งน้ำมูกเปื้อนผ้าหมดแล้ว” น้ำเสียงที่ดูสดใสขึ้นของพิมพ์มณีทำให้อีกฝ่ายเผลอยิ้มกว้าง และตอบเพียงสั้นๆ
“อืม..”
“นัทมาทำอะไรแถวนี้เหรอ และนี่ไม่ได้เจอกันตั้งนาน จำเราได้ไงนี่” พิมพ์มณีเอ่ยถามด้วยความสงสัยไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี แต่พอเจอครั้งแรกอีกคนก็จำเธอได้ทันที ในขณะที่หญิงสาวไม่สามารถจำเพื่อนร่วมห้องคนนี้ได้เลย
แต่พอนึกอีกทีใครจะไปจำได้ละ ในเมื่อเปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้ จากเด็กสาวหน้าตาสลวยกลายมาเป็นสาวหล่อคมเข้ม ต่อให้เดินสวนกันไปมาหลายสิบรอบเธอก็คงจำเพื่อนเก่าคนนี้ไม่ได้แน่นอน
ณัฐริกายิ้มมุมปาก ในหัวกำลังประมวลผลว่าจะบอกความจริงไปเลยดีไหม ว่าแอบเฝ้าดูอีกฝ่ายอยู่ไม่ห่าง รู้ดีว่าทุกเช้าตอนเจ็ดโมงเธอจะต้องแวะไปซื้อลาเต้ปั่นใส่วิปครีมเยอะๆที่ร้านกาแฟหน้าปากซอย
และเดินอย่างรีบเร่งไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งเจ้าเก่าตรงข้ามกับป้ายรถเมล์ หอบหิ้วของพะรุงพะรังขึ้นรถเมล์เพื่อไปทำงานให้ทันในเวลาแปดโมง
บางวันก็นั่งสัปหงกในรถจนศีรษะแทบทิ่มลงพื้น และเป็นตัวเขาเองที่เอาตัวเข้าไปขวางหรือไม่ก็ดึงคอเสื้อของหญิงสาวไว้กันไม่ให้ศีรษะไปกระแทกกับพนักเก้าอี้ด้านหน้า
นึกแล้วก็อมยิ้มและขำในใจ ขนาดดึงคอเสื้อไว้คนซี้เซายังไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ และพอถึงป้ายที่หญิงสาวต้องลงก็ดันไม่ตื่นอีก
เป็นตัวเขาเองที่ต้องคอยปลุกให้ตื่นอยู่เสมอ และเธอหันมาขอบคุณ แค่ขอบคุณก็ทำให้คนแอบรักมีความสุขมากแล้ว
“เรามาหาเพื่อนที่ร้านกาแฟหน้าปากซอยตรงโน่นนะ” ชี้นิ้วไปยังร้านกาแฟที่เอ่ยถึง ซึ่งก็เป็นร้านเดียวกันกับที่พิมพ์มณีแวะไปซื้อกาแฟบ่อยๆ
“เห็นพิมพ์เดินร้องไห้เข้ามาในสวนก็เลยเดินตามมาเผื่อจะมีอะไรพอช่วยได้บ้าง .. เราจำพิมพ์ได้ต้องแต่แวบแรกที่เห็นเลยละ สวยและน่ารักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย”
ประโยค ‘สวยและน่ารักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย’ ฟังหวานซึ้งแผ่วเบาและเสียงสั่นเล็กน้อย พูดออกไปแล้วก็นึกอยากตบปากตัวเอง เกรงว่าพิมพ์มณีจะสัมผัสได้ถึงคำพูดที่ส่อเค้าความเสน่หาและชื่นชมในตัวหญิงสาวออกนอกหน้าจนเกินเพื่อนธรรมดาคนหนึ่ง
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ” รีบย้ำประโยคแรกอีกครั้ง คราวนี้ควบคุมโทนเสียงให้ฟังดูจริงจัง หนักแน่นขึ้น
“นัทได้ช่วยแล้ว เมื่อกี้ยังร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่เลย มีคนมานั่งพูดคุยด้วยแบบนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้นแล้วละ ขอบใจนะที่ตามเรามา”
“อืม...”
“นั่งอยู่เป็นเพื่อนเราก่อนสักประเดี๋ยวนะ ตอนนี้ยังไม่อยากจะกลับห้อง อยู่ในห้องคนเดียวเดี๋ยวฟุ้งซ่าน เกิดคิดอยากฆ่าตัวตายขึ้นมาได้ลงข่าวหน้าหนึ่งแน่ๆ”
“เอ้ย!.. อย่าแม้แต่จะคิดทำเรื่องแบบนี้เป็นอันขาด ไม่งั้นเราจะเป็นเงาตามติดเธอไปทุกหนทุกแห่ง จะขัดขวางไม่ให้คิดทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ มันคุ้มเหรอที่จะเอาชีวิตมาแลกกับผู้ชายห่วยๆแบบนั้น พิมพ์ยังมีพ่อมีแม่ มีญาติพี่น้องที่รักและนัทอีกคนที่รักพิมพ์”
น้ำเสียงและแววตาเฉียบขาดจริงจังของณัฐริกาที่แสดงออกมา เป็นผลให้คนฟังถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ และคำว่ารักที่เอ่ยบอก สัมผัสได้ถึงความรู้สึกลึกซึ้งภายในใจของคนพูดได้ทันที
ตกใจอยู่ไม่น้อยและหัวใจเกิดอาการสั่นไหวเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ก่อนจะหายวูบไปราวสายลมที่พัดผ่านมาแล้วจากไปง่ายๆดื้อๆ
“เทศน์มาซะยาวเลยนะ พิมพ์ไม่คิดที่จะทำอะไรแบบนั้นจริงๆสักหน่อย แค่จะแกล้งหยอกนัทเล่น ไม่คิดว่าจะนัทจะคิดเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้
“ไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นก็ดีแล้ว จำไว้ว่าชีวิตพิมพ์มีค่ามาก..”
มีค่ากับเรามาก เพียงคิดและเก็บไว้ในใจ ไม่กล้าจะขยายความอะไรไปมากกว่านี้
“แน่นอนพิมพ์จะเข้มแข็ง จะไม่อ่อนแอและจะไม่เสียน้ำตาให้กับคนหลายใจคนนั้นอีกต่อไปแล้ว ขอแค่วันนี้วันเดียวนะที่จะปลดปล่อยความทุกข์ด้วยการร้องไห้”
หญิงสาวกำหมัดไว้แน่นก่อนจะชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะแล้วเอากำปั้นลงมาทุบอกด้านซ้าย เป็นวิธีเรียกพละพลังความเข้มแข็งและแรงฮึดสู้กับเรื่องร้ายๆ ที่หญิงสาวมักทำอยู่เป็นประจำเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ใจ
ณัฐริกายิ้มและหัวเราะไปกับท่าทางตลกเพี้ยนๆของคนข้างๆ แม้เคยเห็นเธอทำท่าทางแบบนี้บ่อยครั้ง แต่ดูครั้งใดก็อดขำไม่ได้จริงๆ
รัตติกาลคืบคลานเข้ามาเยือนในสวนสาธารณะ ทว่าเสียงหัวเราะพูดคุยของสองเพื่อนเก่ายังคงดังสะท้อนก้องโดยไม่มีใครสนใจบรรยากาศอันมืดมิด และเริ่มไร้ผู้คน
“เกือบจะสองทุ่มแล้ว พิมพ์ต้องกลับแล้วนะ” พิมพ์มณีขยับตัวลุกขึ้นยืนและอีกคนก็ลุกตาม
“มายังไง แล้วจะกลับยังไง ให้เราไปส่งไหม”
เอ่ยถามไปเสียยืดยาวทั้งที่รู้ดีว่าพิมพ์มณีพักอยู่อพาร์ทเม้นใกล้ๆนี่เอง เดินไปไม่อีกนาทีก็ถึง
“พักอยู่ใกล้นี่ๆละ ไม่ไกลหรอกนัทเดินไปส่งก็ดี จะได้เดินคุยกันไปด้วย ไม่ได้เจอเพื่อนเก่ามานาน พิมพ์รู้สึกดีใจมากๆเลยนะนี่”
“โอเค..งั้นไปกันเลย” ณัฐริกาผายมือไปข้างหน้าเพื่อเชิญให้อีกฝ่ายเป็นผู้เดินนำและตนเดินตามอยู่ข้างๆ
ทั้งสองหยุดยืนอยูหน้าอพาร์ทเม้นความสูงหกชั้น ด้านหน้าทางเข้าสว่างไสวด้วยดวงไฟสีเหลืองอำพัน
“ขอบใจนะที่เดินมาส่ง” พิมพ์มณีเอ่ยปากขอบคุณเพื่อนเก่า
ณัฐริกาเพียงเผยยิ้มที่มุมปากและผงกศีรษะเป็นการตอบรับ
แล้วยืนเหม่อมองพิมพ์มณีเดินห่างออกไปช้าๆ ต่างคนต่างโบกมือลา ทว่าหัวใจของผู้แอบรักกลับโบยบินไปกับหญิงสาว
.
เพื่อนเก่า : เรื่องสั้นสุดท้ายที่ได้ร่วมมือกับอาจารย์ซอง
มาร่วมวางงานเป็นการอาลัยและระลึกถึงอาจารย์ซองค่ะ
เจ็บใจเหลือเกิน เจ็บปวดรวดร้าวจนทำนบน้ำตาซึ่งอุตส่าห์สกัดกั้นไว้พังทลายลง นั่งร้องไห้เหมือนคนบ้าท่ามกลางบรรยากาศรื่นรมย์เย็นสบายในสวนสาธารณะกลางกรุง
สถานที่ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์ ปลอดโปร่งเชื้อเชิญให้มีความสุขยิ่งนักแต่คงไม่ใช่กับพิมพ์มณี หญิงสาวผู้ผิดหวังในความรักและได้หอบความทุกข์มาเป็นโบนัสในวันศุกร์สุดสัปดาห์เช่นนี้
ความรัก..ความไว้เนื้อเชื่อใจที่เคยมอบให้กับชายผู้เป็นที่รัก ถูกบดขยี้ทำลายทิ้งด้วยมือของเขา ชายมากรักหลายใจเก็บซ่อนผู้หญิงอีกคนในระหว่างที่คบกับเธอ อกช้ำบาดลึกแสนเจ็บปวดราวถูกคมมีดกรีดเชือดเฉือนหัวใจ
“ทำอย่างงี้ได้ไง คนใจร้าย” พิมพ์มณีตะโกนก้องบอกสายลม อาทิตย์อัสดงและบรรดานกน้อยใหญ่ที่บินผ่านไปมา สายตาพร่ามัวเอ่อรื้นด้วยหยาดน้ำตา จึงมิอาจมองเห็นความงามของธรรมชาติเหล่านี้
“อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลยไอ้คนหลายใจ” ด่าทออดีตคนรักซ้ำไปซ้ำมา จิตใจจมปลักอยู่กับความทุกข์โศกเสียใจ หวังเพียงว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้จะช่วยบรรเทาอาการบอบช้ำภายในจิตใจได้บ้าง จนไม่สนใจเลยว่ามีใครบางคนมายืนอยู่ด้านหลัง
“อกหักมาหรือไง” น้ำเสียงนุ่มอ่อนโยนดังขึ้น
พิมพ์มณีหันขวับมองมาด้านหลัง เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใส่กางเกงยีนส์มีรอยขาดหลายจุด เสื้อยืดสีเทา และสวมทับด้วยเสื้อหนังสีดำ ผมสั้นชี้ไม่เป็นระเบียบกระเซอะกระเซิงเหมือนไม่ได้เจอหวีมาหลายวัน
“ขอนั่งด้วยคนนะ” ผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นและย่อตัวลงนั่งบนพื้นหญ้าข้างๆโดยไม่สนใจสายตาของคนนั่งอยู่ก่อนที่กำลังจ้องมองมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก น้ำตายังไหลอาบแก้มทั้งสองของหญิงสาวและเจ้าตัวก็ไม่คิดที่จะเช็ดมันออก
คอยแต่จับจ้องมองผู้มาใหม่ หัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันพยายามนึกว่าเคยเจอเขาที่ไหน หน้าตาคุ้นๆเหลือเกิน แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
“พิมพ์ใช่ปะ จำเราได้ไหม เรานัทไง”
คนมาใหม่เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“นัท..นัทไหน” พิมพ์มณีเอ่ยถามตะกุกตะกัก พยายามนึกว่าเคยมีเพื่อนชื่อนัทหรือเปล่า และคล้ายกับนึกอะไรบางอย่างออก หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้ และต้องโพล่งถามออกไปอีกรอบเพื่อความแน่ใจในสิ่งที่คิด
“นัท ณัฐริกาน่ะเหรอ ใช่เธอ..ใช่ไหม”
คำตอบของอีกฝ่ายคือการพยักหน้า
พิมพ์มณีตาโตลุกวาว ยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง เพราะคนที่เห็นอยู่ตรงหน้าในตอนนี้เหมือนผู้ชายมากๆ จนไม่คิดว่าเป็นผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย
ภาพหญิงสาวในชุดนักเรียนม.ปลาย ท่าทางสุภาพ เงียบขรึม ไม่ค่อยพูดค่อยจา ชอบปลีกตัวอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับใครและเป็นประเภทถามคำตอบคำ ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของพิมพ์มณี
จำได้ทันทีว่าคนนี้คือเพื่อนนักเรียนสมัยมัธยมปลาย พอเรียนจบม.๖ ก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย กี่ปีมาแล้วไม่รู้เลยด้วยซ้ำ และยังไม่อยากจะเชื่อว่าคนเราจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
ตอนเรียนห้องเดียวกันไม่มีใครรู้มาก่อนว่าณัฐริกาเป็นทอม เพราะตัวเธอเองก็ไม่เคยแสดงออกว่าจะกลายมาเป็นสาวหล่อ นึกแล้วก็เกิดอาการอมยิ้มในใจ ความเศร้าเสียใจเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้งเพราะเกิดสนใจเรื่องราวของเพื่อนเก่าคนนี้ขึ้นมากะทันหัน
“เธอเปลี่ยนไปมากจนเราจำไม่ได้เลย” พิมพ์มณีพูดออกไปพยายามที่จะกลั่นกรองคำพูดออกมาให้ฟังดูไม่ทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย ก็ไม่รู้ณัฐริกาคิดอะไรอยู่ ตอนเรียนห้องเดียวกันก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรมากมายนัก ส่วนมากจะพูดคุยกันเฉพาะเรื่องงานกลุ่มเท่านั้น
และในตอนนี้ยังรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย ที่ต้องนั่งใกล้ชิดกับเพื่อนเก่า มาเจอกันอีกทีกลายเป็นสาวหล่อไปเสียแล้ว แถมยังหล่อระดับเทพอีกต่างหากดูไม่ต่างจากผู้ชายจริงๆเลยด้วยซ้ำ
จนเผลอหันไปมองหน้าเขาอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อฝ่ายหันมามองกลับก็แกล้งเสมองไปที่อื่นเสีย
“แปลกใจละสิที่เรากลายเป็นแบบนี้.. ก็อยากเป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่พ่อกับแม่ไม่ยอมรับในตัวตนที่เราเป็น เราทะเลาะกับพ่อแม่ทุกวัน ท่านอยากให้เราเป็นผู้หญิงที่ควรจะเป็น แต่ใจเราเองรู้ว่าไม่ใช่ เราไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงเลย กว่าจะทำให้ท่านทั้งสองยอมรับตัวตนที่เราเป็น ก็ต้องพิสูจน์กันสุดใจเลยละ”
น้ำเสียงนุ่มอ่อนโยนกลั้วหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องตลก หวนนึกถึงเรื่องราวบาดหมางใจกับพ่อแม่ในอดีต ตนต้องผ่านแรงกดดันและทุกข์ใจมามากเพียงใด
เมื่อท่านทั้งสองไม่ยอมรับให้สิ่งที่ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวเกิดวิปริตผิดเพศกำเนิดขึ้นมา สายธารแห่งวาทะโต้เตียงดุเดือดรุนแรงจนบ้านแทบกลายเป็นเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ เคยนึกอยากจะฆ่าตัวตายหลายต่อหลายครั้ง
หากใจยังมีความหวัง หวังที่จะเจอรักแรกของตัวเองสักครั้ง รักแรกซึ่งทำให้ทุกวันที่ได้ไปโรงเรียนมีความสุขยิ่งนัก และวันนี้ได้เจอเสียทีจะไม่ยอมปล่อยให้หายไปไหนอีกแล้ว
คนนั่งฟังข้างๆได้แต่ผงกศีรษะเป็นการรับรู้ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี สมัยที่เรียนห้องเดียวก็แทบจะไม่ได้พูดคุยกันมากมายอะไร
“เช็ดน้ำตาซะเดี๋ยวจะไม่สวย”
ณัฐริกายื่นผ้าเช็ดหน้าให้พิมพ์มณี สายตาหวานซึ้งเปล่งประกายเจิดจรัสพยายามสื่อให้ฝ่ายนั้นรับรู้ถึงความรู้สึกภายใจซึ่งเก็บงำมาเนิ่นนานกับความรักที่มอบให้เธอคนนี้
แต่จะบอกได้อย่างไรว่ารักมากมายเหลือเกินก็ในเมื่ออีกคนชอบผู้ชาย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเปลี่ยนความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งให้เกิดความรู้สึกรักเพศเดียวกันได้
ณัฐริการู้ดี..จึงทำได้แค่เฝ้ามองดูคนที่ตัวเองรักมีความสุข แค่ได้เห็นรอยยิ้มสดใส เสียงหัวเราะกังวานก้อง หัวใจของผู้แอบเฝ้าดูก็โลดแล่นล่องลอยไปไกล อ่อนไหวไปกับเทพธิดาในฝันของตนเองจนไม่อยากตื่นขึ้นมา
กระทั่งในวันนี้เมื่อเห็นคนที่รักร้องไห้เศร้าเสียใจ อย่างน่าสงสาร จึงมิอาจหลบซ่อนมองดูอยู่ในมุมมืดอีกต่อไป ก้าวขาสั่นระริกเดินออกมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวด้วยหัวใจเต้นระทึก สั่นไหว
รู้ดีว่าอีกฝ่ายเศร้าเสียใจด้วยเรื่องใด ก็จะไม่รู้ได้อย่างไร ในเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตอนที่พิมพ์มณีถูกผู้ชายคนนั้นบอกเลิก อยากเดินออกไปต่อยหน้าชายหลายใจให้ล้มคว่ำใจจะขาด
ทว่าทำไม่ได้ ..ทำได้เพียงกล้ำกลืนความเคียดแค้น โกรธเคืองไว้ในอก แต่ยังตั้งมั่นไว้ว่าเจอกันที่ไหน คงได้จัดการแก้แค้นไอ้หมอนั่นอย่างแน่นอน
สุดท้ายพยายามสงบสติอารมณ์ และแอบตามหัวใจตัวเองมาจนพบเธอที่ตรงนี้ อยากโอบกอดและปลอบประโลมเธอ หัวใจพร่ำเพรียกร้องเรียกให้ทำเช่นนั้น แต่คงทำไม่ได้อีกนั่นแหละ ทำได้เพียงนั่งอยู่ข้างๆ อยู่เป็นเพื่อนเธอยามทุกข์ใจก็เพียงพอแล้ว
พิมพ์มณียื่นมือมาหยิบผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดน้ำตาจนแห้งสนิท แล้วจึงยื่นคืนให้อีกฝ่าย แต่ชะงักค้างไว้ครึ่งทางก่อนที่เจ้าของผ้าเช็ดหน้าจะหยิบกลับคืนไป
“เดี๋ยวเราเอาไปซักให้ก่อนที่ดีกว่า สั่งน้ำมูกเปื้อนผ้าหมดแล้ว” น้ำเสียงที่ดูสดใสขึ้นของพิมพ์มณีทำให้อีกฝ่ายเผลอยิ้มกว้าง และตอบเพียงสั้นๆ
“อืม..”
“นัทมาทำอะไรแถวนี้เหรอ และนี่ไม่ได้เจอกันตั้งนาน จำเราได้ไงนี่” พิมพ์มณีเอ่ยถามด้วยความสงสัยไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี แต่พอเจอครั้งแรกอีกคนก็จำเธอได้ทันที ในขณะที่หญิงสาวไม่สามารถจำเพื่อนร่วมห้องคนนี้ได้เลย
แต่พอนึกอีกทีใครจะไปจำได้ละ ในเมื่อเปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้ จากเด็กสาวหน้าตาสลวยกลายมาเป็นสาวหล่อคมเข้ม ต่อให้เดินสวนกันไปมาหลายสิบรอบเธอก็คงจำเพื่อนเก่าคนนี้ไม่ได้แน่นอน
ณัฐริกายิ้มมุมปาก ในหัวกำลังประมวลผลว่าจะบอกความจริงไปเลยดีไหม ว่าแอบเฝ้าดูอีกฝ่ายอยู่ไม่ห่าง รู้ดีว่าทุกเช้าตอนเจ็ดโมงเธอจะต้องแวะไปซื้อลาเต้ปั่นใส่วิปครีมเยอะๆที่ร้านกาแฟหน้าปากซอย
และเดินอย่างรีบเร่งไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งเจ้าเก่าตรงข้ามกับป้ายรถเมล์ หอบหิ้วของพะรุงพะรังขึ้นรถเมล์เพื่อไปทำงานให้ทันในเวลาแปดโมง
บางวันก็นั่งสัปหงกในรถจนศีรษะแทบทิ่มลงพื้น และเป็นตัวเขาเองที่เอาตัวเข้าไปขวางหรือไม่ก็ดึงคอเสื้อของหญิงสาวไว้กันไม่ให้ศีรษะไปกระแทกกับพนักเก้าอี้ด้านหน้า
นึกแล้วก็อมยิ้มและขำในใจ ขนาดดึงคอเสื้อไว้คนซี้เซายังไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ และพอถึงป้ายที่หญิงสาวต้องลงก็ดันไม่ตื่นอีก
เป็นตัวเขาเองที่ต้องคอยปลุกให้ตื่นอยู่เสมอ และเธอหันมาขอบคุณ แค่ขอบคุณก็ทำให้คนแอบรักมีความสุขมากแล้ว
“เรามาหาเพื่อนที่ร้านกาแฟหน้าปากซอยตรงโน่นนะ” ชี้นิ้วไปยังร้านกาแฟที่เอ่ยถึง ซึ่งก็เป็นร้านเดียวกันกับที่พิมพ์มณีแวะไปซื้อกาแฟบ่อยๆ
“เห็นพิมพ์เดินร้องไห้เข้ามาในสวนก็เลยเดินตามมาเผื่อจะมีอะไรพอช่วยได้บ้าง .. เราจำพิมพ์ได้ต้องแต่แวบแรกที่เห็นเลยละ สวยและน่ารักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย”
ประโยค ‘สวยและน่ารักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย’ ฟังหวานซึ้งแผ่วเบาและเสียงสั่นเล็กน้อย พูดออกไปแล้วก็นึกอยากตบปากตัวเอง เกรงว่าพิมพ์มณีจะสัมผัสได้ถึงคำพูดที่ส่อเค้าความเสน่หาและชื่นชมในตัวหญิงสาวออกนอกหน้าจนเกินเพื่อนธรรมดาคนหนึ่ง
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ” รีบย้ำประโยคแรกอีกครั้ง คราวนี้ควบคุมโทนเสียงให้ฟังดูจริงจัง หนักแน่นขึ้น
“นัทได้ช่วยแล้ว เมื่อกี้ยังร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่เลย มีคนมานั่งพูดคุยด้วยแบบนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้นแล้วละ ขอบใจนะที่ตามเรามา”
“อืม...”
“นั่งอยู่เป็นเพื่อนเราก่อนสักประเดี๋ยวนะ ตอนนี้ยังไม่อยากจะกลับห้อง อยู่ในห้องคนเดียวเดี๋ยวฟุ้งซ่าน เกิดคิดอยากฆ่าตัวตายขึ้นมาได้ลงข่าวหน้าหนึ่งแน่ๆ”
“เอ้ย!.. อย่าแม้แต่จะคิดทำเรื่องแบบนี้เป็นอันขาด ไม่งั้นเราจะเป็นเงาตามติดเธอไปทุกหนทุกแห่ง จะขัดขวางไม่ให้คิดทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ มันคุ้มเหรอที่จะเอาชีวิตมาแลกกับผู้ชายห่วยๆแบบนั้น พิมพ์ยังมีพ่อมีแม่ มีญาติพี่น้องที่รักและนัทอีกคนที่รักพิมพ์”
น้ำเสียงและแววตาเฉียบขาดจริงจังของณัฐริกาที่แสดงออกมา เป็นผลให้คนฟังถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ และคำว่ารักที่เอ่ยบอก สัมผัสได้ถึงความรู้สึกลึกซึ้งภายในใจของคนพูดได้ทันที
ตกใจอยู่ไม่น้อยและหัวใจเกิดอาการสั่นไหวเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ก่อนจะหายวูบไปราวสายลมที่พัดผ่านมาแล้วจากไปง่ายๆดื้อๆ
“เทศน์มาซะยาวเลยนะ พิมพ์ไม่คิดที่จะทำอะไรแบบนั้นจริงๆสักหน่อย แค่จะแกล้งหยอกนัทเล่น ไม่คิดว่าจะนัทจะคิดเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้
“ไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นก็ดีแล้ว จำไว้ว่าชีวิตพิมพ์มีค่ามาก..”
มีค่ากับเรามาก เพียงคิดและเก็บไว้ในใจ ไม่กล้าจะขยายความอะไรไปมากกว่านี้
“แน่นอนพิมพ์จะเข้มแข็ง จะไม่อ่อนแอและจะไม่เสียน้ำตาให้กับคนหลายใจคนนั้นอีกต่อไปแล้ว ขอแค่วันนี้วันเดียวนะที่จะปลดปล่อยความทุกข์ด้วยการร้องไห้”
หญิงสาวกำหมัดไว้แน่นก่อนจะชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะแล้วเอากำปั้นลงมาทุบอกด้านซ้าย เป็นวิธีเรียกพละพลังความเข้มแข็งและแรงฮึดสู้กับเรื่องร้ายๆ ที่หญิงสาวมักทำอยู่เป็นประจำเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ใจ
ณัฐริกายิ้มและหัวเราะไปกับท่าทางตลกเพี้ยนๆของคนข้างๆ แม้เคยเห็นเธอทำท่าทางแบบนี้บ่อยครั้ง แต่ดูครั้งใดก็อดขำไม่ได้จริงๆ
รัตติกาลคืบคลานเข้ามาเยือนในสวนสาธารณะ ทว่าเสียงหัวเราะพูดคุยของสองเพื่อนเก่ายังคงดังสะท้อนก้องโดยไม่มีใครสนใจบรรยากาศอันมืดมิด และเริ่มไร้ผู้คน
“เกือบจะสองทุ่มแล้ว พิมพ์ต้องกลับแล้วนะ” พิมพ์มณีขยับตัวลุกขึ้นยืนและอีกคนก็ลุกตาม
“มายังไง แล้วจะกลับยังไง ให้เราไปส่งไหม”
เอ่ยถามไปเสียยืดยาวทั้งที่รู้ดีว่าพิมพ์มณีพักอยู่อพาร์ทเม้นใกล้ๆนี่เอง เดินไปไม่อีกนาทีก็ถึง
“พักอยู่ใกล้นี่ๆละ ไม่ไกลหรอกนัทเดินไปส่งก็ดี จะได้เดินคุยกันไปด้วย ไม่ได้เจอเพื่อนเก่ามานาน พิมพ์รู้สึกดีใจมากๆเลยนะนี่”
“โอเค..งั้นไปกันเลย” ณัฐริกาผายมือไปข้างหน้าเพื่อเชิญให้อีกฝ่ายเป็นผู้เดินนำและตนเดินตามอยู่ข้างๆ
ทั้งสองหยุดยืนอยูหน้าอพาร์ทเม้นความสูงหกชั้น ด้านหน้าทางเข้าสว่างไสวด้วยดวงไฟสีเหลืองอำพัน
“ขอบใจนะที่เดินมาส่ง” พิมพ์มณีเอ่ยปากขอบคุณเพื่อนเก่า
ณัฐริกาเพียงเผยยิ้มที่มุมปากและผงกศีรษะเป็นการตอบรับ
แล้วยืนเหม่อมองพิมพ์มณีเดินห่างออกไปช้าๆ ต่างคนต่างโบกมือลา ทว่าหัวใจของผู้แอบรักกลับโบยบินไปกับหญิงสาว
.