หลังจากที่มีประกาศของสำนักพระราชวังออกมาว่า จะเปิดให้ประชาชนได้เข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในวันที่ 30 กันยายน 2560 เป็นวันสุดท้าย คงได้เวลาแล้วที่หนูเล็กจะได้เขียนเรื่องที่อยากเขียนเรื่องหนึ่งเสียที ถ้าไม่ได้เขียนก็คงเป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจของตัวเอง
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา นับเป็นช่วงเวลาแห่งการสูญเสียของผู้หญิงคนหนึ่งที่กว่าจะถึงวันนี้ที่เริ่มเข้มแข็งขึ้น ปรับใจได้บ้าง จึงอยากลงมือเขียน เพื่อไว้เตือนสติตนเองให้ก้าวเดินต่อไป....ในวันนี้ บนเส้นทางใหม่ที่หนูเล็กมองว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป อย่างน้อยที่สุดก็คือในความรู้สึกของตัวเอง
นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมาจวบจนวันนี้การใช้ชีวิตในแต่ละวันยังคงอยู่ในสภาวะ "หน่วง" ในความหมายที่หนูเล็กอยากอธิบายว่า เป็นอาการของคนที่อยู่ในลักษณะที่ไม่ชัดเจน นั่นคือ ไม่อยากเศร้า แต่จะให้สุขก็ทำไม่ได้เต็มที่ เมื่อถึงเวลาหรือโอกาสที่ควรจะสุข แต่ก็ไม่สุด ไม่ลิงโลด ไม่ยาว ความรู้สึกต่างๆ ล้วนคลุมเครือ ไม่ชัดเจนไปทั้งสิ้น
ก่อนวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ความรักในงานเขียนรีวิวเรื่องเล่าจากการเดินทางทำให้หนูเล็กสามารถนั่งเขียนงานของตัวเองไปลงยังที่ต่างๆ ได้ตามปกติอย่างมีความสุขเป็นวันๆ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจทั้งๆ ที่รับรู้และยอมรับถึงความเป็นไปของชีวิต ตลอดจนทำใจ เตรียมใจมาตลอดเวลาแล้วก็ตามว่า วาระเช่นนี้จะต้องมาถึงในสักวัน และจะต้องมาถึงในไม่ช้า ก็ยังไม่อาจทำใจและไม่สามารถดำเนินชีวิตของตัวเองให้เป็นปกติได้เหมือนเคย งานอดิเรกที่เคยรัก เคยชอบ ทั้งการถ่ายภาพ การเขียนเล่าเรื่องราว กลับนิ่ง เนือย ไม่มีแก่ใจอยากทำไปเสียเฉยๆ สมองตื้อๆ ไม่อยากคิด ไม่อยากทำ ไม่มีแก่ใจจะทำไปทั้งหมดทั้งสิ้น เหมือนคนพูดไม่ออก บอกไม่ถูก หนูเล็กปล่อยให้แต่ละเวลา แต่ละวันที่ผ่านไป หมดไปกับการนั่งดูเรื่องราวพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจที่สื่อต่างๆ นำเอามาวนฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างมิรู้เบื่อ นั่งฟังเพลงพระราชนิพนธ์วนแล้ววนอีกราวกับว่าไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้ฟัง แม้ว่าทุกคลื่นทุกสถานีจะเปิดแล้วเปิดอีกซ้ำไปซ้ำมา นั่งถามตัวเองเหมือนที่คนอื่นๆ ก็คงถามเหมือนๆ กันว่ามันคือความฝันหรือมันคือความจริง นั่งถามตัวเองว่า จากวันนี้ วันพรุ่งนี้ วันข้างหน้า และอนาคตของพวกเราคนไทยต่อไปจะเป็นอย่างไร ความคิดวนเวียนอยู่เช่นนั้นตลอดหลายเดือน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกวันเหมือนมันผ่านไปนานเหลือเกิน คำพูดหนึ่งที่เคยได้ยินคือ พระองค์ท่านไม่เคยสอนให้เรารักท่าน แต่ท่านสอนให้เรารักกัน เช่นกัน พ่อแม่ก็ไม่เคยสอนให้หนูเล็กรักพระองค์ท่าน แต่หนูเล็กรักพระองค์ท่านเหลือเกิน ความรักนั้นสั่งสมมาตั้งแต่เมื่อใด.....ตอบไม่ได้ รู้แต่เพียงว่ามันฝังลึกอยู่ในหัวใจดวงน้อยดวงนี้ น้ำตาไหลทุกครั้งที่นั่งมองภาพพระองค์ ทุกครั้งที่ดูเรื่องราวของพระองค์ หรือแม้แต่วินาทีนี้...ที่กำลังเรียงร้อยเรื่องราวเรื่องนี้ น้ำตายังคงไหลได้อีก ไม่เคยเหือดแห้ง และตอบไม่ได้ว่าจิตใจจะเป็นปกติอย่างแท้จริงได้เมื่อใด
หนูเล็กรู้ดีว่าเราควร "ไว้ทุกข์" แต่ไม่ใช่ทำตัว "เศร้า" เราอาจตลกบ้าง ขำบ้าง เพียงแต่ความรู้สึกนั้นไม่สุดโต่งเหมือนเคย การหาอะไรทำเพื่อให้แต่ละวันที่ผ่านเข้ามาได้ผ่านไปนับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว บอกตัวเองเสมอว่าเราควรหยุดเศร้าให้เร็วที่สุด การตั้งใจทำงานและทำหน้าที่ของตนเองน่าจะเป็นวิถีทางที่เหมาะสมและพึงกระทำ เพราะหากพระองค์ท่านทรงทราบหรือเฝ้ามองดูอยู่แล้วทอดพระเนตรเห็นว่าพสกนิกรของท่านเศร้าโศกเสียใจจนไม่เป็นอันทำการใดๆ เพื่อบ้านเมืองนั้นคงไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่นอน แต่หนูเล็กก็ไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ปรากฏกับตนเองว่ารู้สึกอ่อนพลังไปมากมาย และยังเรียกกลับคืนมาไม่หมดจนบัดนี้
มีวันหนึ่งหนูเล็กได้อ่านบทสัมภาษณ์คุณป้าท่านหนึ่งหลังจากไปกราบพระบรมศพว่า "ยารักษาโรค" ที่ดีที่สุดคือการได้ไปกราบพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังสักครั้ง ข้อความนี้ทำให้หนูเล็กเกิดความรู้สึกว่า คงถึงเวลาที่เราต้องไปรับยาแล้ว เพราะที่ผ่านมาอย่าว่าแต่การไปกราบพระบรมศพเลย หนูเล็กไม่อาจทำใจให้พาตัวเองเดินทางไปบริเวณโดยรอบสนามหลวงนับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ได้เลย เพราะรู้สึกว่า ไม่อาจพาตัวเองเข้าไปในพื้นที่แสนเศร้านั้นได้ เพราะแค่วันหนึ่งที่มีเหตุต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาลศิริราชหลังวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ยังมีอันน้ำตาตก เพราะแต่ก่อนที่ไปโรงพยาบาลศิริราชยังเคยไปลงนามถวายพระพร ยังเคยไปแหงนหน้ามองขึ้นไปบนตึกที่พระองค์ท่านทรงประทับรักษาพระองค์อยู่บ่อยครั้งพร้อมส่งกำลังใจไปถวายพระพรให้ทรงพระเจริญและมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ แต่จากนี้ ไม่มีแล้ว
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น วันหนึ่งหนูเล็กหาโอกาสไปเข้าคิวรอเพื่อเข้ากราบพระบรมศพในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งของพระองค์ ไม่ใช่ในฐานะพนักงานองค์การของรัฐทั้งๆ ที่หน่วยงานได้แจ้งมาให้ไปร่วมได้ก่อนหน้านั้น หนูเล็กตั้งใจแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำรวมกาย วาจา ใจ อย่างที่สุดเมื่อเข้าไปในพื้นที่แห่งนั้น จากครั้งแรกทำให้มีครั้งต่อไป นับจากวันนั้นจนวันนี้หนูเล็กได้ไปกราบพระบรมศพได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น แต่ทุกครั้งจะบอกกับตัวเองว่า คือการเดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชาอันเคารพรักเทิดทูนยิ่ง หนูเล็กยินดีรอคอยอย่างใจจดจ่อโดยไม่ปริปากบ่น พร้อมจะอดทนรอคอยไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดเพียงเพื่อจะได้เข้าไปก้มกราบต่อเบื้องหน้าพระราชาของเราในวันนี้ แม้เป็นวันที่พระองค์ท่านเสด็จกลับสู่สวรรคาลัยแล้ว






ทุกครั้งที่ไปความอิ่มเอมใจของหนูเล็กเกิดขึ้นตั้งแต่การได้ไปใช้เวลาอยู่ในพื้นที่สนามหลวงจนสิ้นสุดขั้นตอนจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังร่วมกับประชาชนคนไทยจากทั่วทุกสารทิศทั้งคนแก่ ทั้งเด็กที่พากันมานั่งรอคอยโดยไม่มีโอกาสล่วงรู้เวลาสิ้นสุด เพียงเพื่อได้เข้าไปกราบสักการะพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งที่เรารักและเทิดทูนที่สุดในชีวิต สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้มีเพียงคำตอบเดียวก็คือ เพราะคนทุกคนที่ไปที่นั่นมีบุคคลที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวในหัวใจบุคคลเดียวกัน มีบุคคลอันเป็นที่รักและเทิดทูนคนเดียวกัน เพราะบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้นเอง จึงเป็นแหล่งที่รวมพลังอันมหาศาลให้เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจอย่างที่สุด
แต่ที่สุดของความสุขที่ทำให้หัวใจดวงน้อยนี้พองโตน่าจะอยู่ตรงที่เวลา 1 นาที นับเวลาตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังบอกให้เรานั่งลงและก้มกราบนิ่งเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน เป็น 1 นาทีที่มีค่าและมีความหมายต่อหัวใจดวงนี้มากเหลือเกิน และเพราะในสถานที่แห่งนั้นไม่อาจบันทึกภาพได้ หนูเล็กจึงบันทึกภาพพระบรมโกศนั้นไว้ด้วยสายตา จ้องมองให้ติดตามากที่สุด ให้นิ่งที่สุด และให้นานที่สุด แม้ดวงตาของหนูเล็กจะพร่ามัวและถูกบดบังไว้ด้วยน้ำใสๆ เต็มตาก็ตามที


หลังการเดินทางไปกราบพระบรมศพทำให้หนูเล็กพบ “ยารักษาโรค” ที่หนูเล็กต้องการแล้ว การได้ไปก้มกราบพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินนี้เพียงชั่ว 1 นาที กับการได้พบ “พลังรัก” จากประชาชนคนไทยที่พากันเดินทางมารวมตัวกันในพื้นที่นั้นนับเป็นยารักษาโรคที่ช่วยบรรเทาอาการแห้งแล้งในหัวใจของหนูเล็กให้รู้สึกเสมือนมีน้ำหล่อเลี้ยงให้ชุ่มชื่นขึ้นกว่าเดิม

หากความสุขและความเศร้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ต่างจากที่กลางวันและกลางคืนต่างเป็นส่วนหนึ่งของวันเวลาที่เราทุกคนก็คงหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ แต่กระนั้นเองในห้วงยามที่เราโศกเศร้านั้น หากเปิดประตูของหัวใจแง้มไว้บ้าง เราก็จะพบด้านที่งดงาม อ่อนโยนแอบซ่อนอยู่ และสิ่งเหล่านี้เองที่ช่วยกลับมาเติมเต็มความสุขในหัวใจและคืนพลังที่สูญเสียนั้นให้ค่อยๆ หวนกลับมา ดังนั้นหากใครมีอาการเช่นเดียวกันกับหนูเล็ก กล่าวคือ ในท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวยามนี้ แต่ในหัวใจกลับรู้สึกเหน็บหนาว อ้างว้าง ลองพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น แล้วจะพบว่ามียารักษาโรคที่ชื่อว่า “ความสุข” เม็ดเล็กๆ แต่มูลค่ามหาศาลรออยู่ แม้ว่าไม่อาจรักษาโรคให้หายขาด แต่ก็ช่วยประทังให้อาการของคนอย่างเราๆ ทุเลาลงได้บ้าง ในยามที่ใจแห้งแล้งเหลือเกิน
เวลาจ่ายยา "ยารักษาโรค" อาการทางใจนี้ใกล้หมดเวลาเต็มทีแล้ว ถ้าใครอยากมีอาการดีขึ้นและยังไม่ได้ไปรับยา มีเวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว รีบคิด รีบตัดสินใจนะคะ

"อาทิตย์อับแสง"สูรย์ สามร้อยกว่าวันแล้ว
ยินเสียง "แว่ว"ผ่าน "สายลม" "เมื่อโสมส่อง"
"เตือนใจ" ให้ "ยิ้มสู้" แม้ น้ำตานอง
ลูก "ยูงทอง" ตราไว้ "ในดวงใจนิรันดร์"
"ความฝันอันสูงสุด" นับจากนี้
แม้นคืนที่ "ไร้จันทร์" ฤา"แสงเดือน" หมอง
แม้นเดินกลาง "ลมหนาว" "สายฝน" นอง
จะขอครอง "พรปีใหม่" ใส่ใจตน
จะ "ใกล้รุ่ง" "ยามเย็น" หรือ "ยามค่ำ"
จะตอกย้ำทำเพื่อ "แผ่นดินของเรา" ไปทุกหน
"เราสู้" ไป ด้วยใจ "ไกลกังวล"
ถวายเป็นพระราชกุศล "องค์ภูมินทร์"
..........
เรียงร้อยจาก ๒๐ บทเพลงพระราชนิพนธ์
ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
[CR] ยารักษาโรคนี้ เพียง 1 นาที ก็หาย
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา นับเป็นช่วงเวลาแห่งการสูญเสียของผู้หญิงคนหนึ่งที่กว่าจะถึงวันนี้ที่เริ่มเข้มแข็งขึ้น ปรับใจได้บ้าง จึงอยากลงมือเขียน เพื่อไว้เตือนสติตนเองให้ก้าวเดินต่อไป....ในวันนี้ บนเส้นทางใหม่ที่หนูเล็กมองว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป อย่างน้อยที่สุดก็คือในความรู้สึกของตัวเอง
นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมาจวบจนวันนี้การใช้ชีวิตในแต่ละวันยังคงอยู่ในสภาวะ "หน่วง" ในความหมายที่หนูเล็กอยากอธิบายว่า เป็นอาการของคนที่อยู่ในลักษณะที่ไม่ชัดเจน นั่นคือ ไม่อยากเศร้า แต่จะให้สุขก็ทำไม่ได้เต็มที่ เมื่อถึงเวลาหรือโอกาสที่ควรจะสุข แต่ก็ไม่สุด ไม่ลิงโลด ไม่ยาว ความรู้สึกต่างๆ ล้วนคลุมเครือ ไม่ชัดเจนไปทั้งสิ้น
ก่อนวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ความรักในงานเขียนรีวิวเรื่องเล่าจากการเดินทางทำให้หนูเล็กสามารถนั่งเขียนงานของตัวเองไปลงยังที่ต่างๆ ได้ตามปกติอย่างมีความสุขเป็นวันๆ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจทั้งๆ ที่รับรู้และยอมรับถึงความเป็นไปของชีวิต ตลอดจนทำใจ เตรียมใจมาตลอดเวลาแล้วก็ตามว่า วาระเช่นนี้จะต้องมาถึงในสักวัน และจะต้องมาถึงในไม่ช้า ก็ยังไม่อาจทำใจและไม่สามารถดำเนินชีวิตของตัวเองให้เป็นปกติได้เหมือนเคย งานอดิเรกที่เคยรัก เคยชอบ ทั้งการถ่ายภาพ การเขียนเล่าเรื่องราว กลับนิ่ง เนือย ไม่มีแก่ใจอยากทำไปเสียเฉยๆ สมองตื้อๆ ไม่อยากคิด ไม่อยากทำ ไม่มีแก่ใจจะทำไปทั้งหมดทั้งสิ้น เหมือนคนพูดไม่ออก บอกไม่ถูก หนูเล็กปล่อยให้แต่ละเวลา แต่ละวันที่ผ่านไป หมดไปกับการนั่งดูเรื่องราวพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจที่สื่อต่างๆ นำเอามาวนฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างมิรู้เบื่อ นั่งฟังเพลงพระราชนิพนธ์วนแล้ววนอีกราวกับว่าไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้ฟัง แม้ว่าทุกคลื่นทุกสถานีจะเปิดแล้วเปิดอีกซ้ำไปซ้ำมา นั่งถามตัวเองเหมือนที่คนอื่นๆ ก็คงถามเหมือนๆ กันว่ามันคือความฝันหรือมันคือความจริง นั่งถามตัวเองว่า จากวันนี้ วันพรุ่งนี้ วันข้างหน้า และอนาคตของพวกเราคนไทยต่อไปจะเป็นอย่างไร ความคิดวนเวียนอยู่เช่นนั้นตลอดหลายเดือน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกวันเหมือนมันผ่านไปนานเหลือเกิน คำพูดหนึ่งที่เคยได้ยินคือ พระองค์ท่านไม่เคยสอนให้เรารักท่าน แต่ท่านสอนให้เรารักกัน เช่นกัน พ่อแม่ก็ไม่เคยสอนให้หนูเล็กรักพระองค์ท่าน แต่หนูเล็กรักพระองค์ท่านเหลือเกิน ความรักนั้นสั่งสมมาตั้งแต่เมื่อใด.....ตอบไม่ได้ รู้แต่เพียงว่ามันฝังลึกอยู่ในหัวใจดวงน้อยดวงนี้ น้ำตาไหลทุกครั้งที่นั่งมองภาพพระองค์ ทุกครั้งที่ดูเรื่องราวของพระองค์ หรือแม้แต่วินาทีนี้...ที่กำลังเรียงร้อยเรื่องราวเรื่องนี้ น้ำตายังคงไหลได้อีก ไม่เคยเหือดแห้ง และตอบไม่ได้ว่าจิตใจจะเป็นปกติอย่างแท้จริงได้เมื่อใด
หนูเล็กรู้ดีว่าเราควร "ไว้ทุกข์" แต่ไม่ใช่ทำตัว "เศร้า" เราอาจตลกบ้าง ขำบ้าง เพียงแต่ความรู้สึกนั้นไม่สุดโต่งเหมือนเคย การหาอะไรทำเพื่อให้แต่ละวันที่ผ่านเข้ามาได้ผ่านไปนับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว บอกตัวเองเสมอว่าเราควรหยุดเศร้าให้เร็วที่สุด การตั้งใจทำงานและทำหน้าที่ของตนเองน่าจะเป็นวิถีทางที่เหมาะสมและพึงกระทำ เพราะหากพระองค์ท่านทรงทราบหรือเฝ้ามองดูอยู่แล้วทอดพระเนตรเห็นว่าพสกนิกรของท่านเศร้าโศกเสียใจจนไม่เป็นอันทำการใดๆ เพื่อบ้านเมืองนั้นคงไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่นอน แต่หนูเล็กก็ไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ปรากฏกับตนเองว่ารู้สึกอ่อนพลังไปมากมาย และยังเรียกกลับคืนมาไม่หมดจนบัดนี้
มีวันหนึ่งหนูเล็กได้อ่านบทสัมภาษณ์คุณป้าท่านหนึ่งหลังจากไปกราบพระบรมศพว่า "ยารักษาโรค" ที่ดีที่สุดคือการได้ไปกราบพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังสักครั้ง ข้อความนี้ทำให้หนูเล็กเกิดความรู้สึกว่า คงถึงเวลาที่เราต้องไปรับยาแล้ว เพราะที่ผ่านมาอย่าว่าแต่การไปกราบพระบรมศพเลย หนูเล็กไม่อาจทำใจให้พาตัวเองเดินทางไปบริเวณโดยรอบสนามหลวงนับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ได้เลย เพราะรู้สึกว่า ไม่อาจพาตัวเองเข้าไปในพื้นที่แสนเศร้านั้นได้ เพราะแค่วันหนึ่งที่มีเหตุต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาลศิริราชหลังวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ยังมีอันน้ำตาตก เพราะแต่ก่อนที่ไปโรงพยาบาลศิริราชยังเคยไปลงนามถวายพระพร ยังเคยไปแหงนหน้ามองขึ้นไปบนตึกที่พระองค์ท่านทรงประทับรักษาพระองค์อยู่บ่อยครั้งพร้อมส่งกำลังใจไปถวายพระพรให้ทรงพระเจริญและมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ แต่จากนี้ ไม่มีแล้ว
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น วันหนึ่งหนูเล็กหาโอกาสไปเข้าคิวรอเพื่อเข้ากราบพระบรมศพในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งของพระองค์ ไม่ใช่ในฐานะพนักงานองค์การของรัฐทั้งๆ ที่หน่วยงานได้แจ้งมาให้ไปร่วมได้ก่อนหน้านั้น หนูเล็กตั้งใจแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำรวมกาย วาจา ใจ อย่างที่สุดเมื่อเข้าไปในพื้นที่แห่งนั้น จากครั้งแรกทำให้มีครั้งต่อไป นับจากวันนั้นจนวันนี้หนูเล็กได้ไปกราบพระบรมศพได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น แต่ทุกครั้งจะบอกกับตัวเองว่า คือการเดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชาอันเคารพรักเทิดทูนยิ่ง หนูเล็กยินดีรอคอยอย่างใจจดจ่อโดยไม่ปริปากบ่น พร้อมจะอดทนรอคอยไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดเพียงเพื่อจะได้เข้าไปก้มกราบต่อเบื้องหน้าพระราชาของเราในวันนี้ แม้เป็นวันที่พระองค์ท่านเสด็จกลับสู่สวรรคาลัยแล้ว
แต่ที่สุดของความสุขที่ทำให้หัวใจดวงน้อยนี้พองโตน่าจะอยู่ตรงที่เวลา 1 นาที นับเวลาตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังบอกให้เรานั่งลงและก้มกราบนิ่งเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน เป็น 1 นาทีที่มีค่าและมีความหมายต่อหัวใจดวงนี้มากเหลือเกิน และเพราะในสถานที่แห่งนั้นไม่อาจบันทึกภาพได้ หนูเล็กจึงบันทึกภาพพระบรมโกศนั้นไว้ด้วยสายตา จ้องมองให้ติดตามากที่สุด ให้นิ่งที่สุด และให้นานที่สุด แม้ดวงตาของหนูเล็กจะพร่ามัวและถูกบดบังไว้ด้วยน้ำใสๆ เต็มตาก็ตามที
เวลาจ่ายยา "ยารักษาโรค" อาการทางใจนี้ใกล้หมดเวลาเต็มทีแล้ว ถ้าใครอยากมีอาการดีขึ้นและยังไม่ได้ไปรับยา มีเวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว รีบคิด รีบตัดสินใจนะคะ
ยินเสียง "แว่ว"ผ่าน "สายลม" "เมื่อโสมส่อง"
"เตือนใจ" ให้ "ยิ้มสู้" แม้ น้ำตานอง
ลูก "ยูงทอง" ตราไว้ "ในดวงใจนิรันดร์"
"ความฝันอันสูงสุด" นับจากนี้
แม้นคืนที่ "ไร้จันทร์" ฤา"แสงเดือน" หมอง
แม้นเดินกลาง "ลมหนาว" "สายฝน" นอง
จะขอครอง "พรปีใหม่" ใส่ใจตน
จะ "ใกล้รุ่ง" "ยามเย็น" หรือ "ยามค่ำ"
จะตอกย้ำทำเพื่อ "แผ่นดินของเรา" ไปทุกหน
"เราสู้" ไป ด้วยใจ "ไกลกังวล"
ถวายเป็นพระราชกุศล "องค์ภูมินทร์"
..........
เรียงร้อยจาก ๒๐ บทเพลงพระราชนิพนธ์
ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น