คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 5
เคยตอบไว้ในกระทู้เก่านะครับ
1. อาชีพดาราก็เหมือนธุรกิจส่วนตัวครับ แต่สินค้าคือตัวเราและความสามารถ ถ้าเราเยอะได้เยอะ ทำน้อยได้น้อย แล้วหักรายได้ให้ต้นสังกัด ไม่เหมือนพนักงานประจำ หรืออาชีพลูกจ้าง ที่มีเพดานรายได้
2. คืออาชีพบันเทิงมันส่งผลกับคนเป็นแสนเป็นล้านได้ในเวลาสั้นๆ ต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่เราส่งผลต่อคนจำนวนไม่มากเท่าไหร่
ข้อดีของงานธุรกิจบันเทิงคือมันสามารถจับคนหมู่มากได้ในเวลาเร็ว สามารถสร้างความสุขให้คนเป็นแสนเป็นล้าน ได้จากงานงานเดียว เขาเลยได้เงินเยอะ แบบแสดงหนังเรื่องนึง ก็สร้างความสุขให้คนเป็นแสนเป็นล้าน อ่านข่าวหรือพูดอะไรก็ทำให้คนเชื่อเป็นแสนเป็นล้าน
ในทางกลับกัน อาชีพอื่นๆ ยังมีข้อจำกัด ยกตัวอย่างหมอ เพราะหมอคนเดียวอาจจะรักษาคนได้ไม่ถึงร้อยคน แถมหมอหลายคนโดนหักหัวคิวจากต้นสังกัดด้วย
(แต่ถ้าหมอคนนั้นคิดค้นลิขสิทธิ์ยา หรือการรักษาอะไรสักอย่าง เขาก็อาจจะรวยได้นะครับ หรือถ้าเขาบริหารเป็น อาจจะสร้างโรงพยาบาลหรือแบรนด์อาหารเสริมหรือบริษัทยาของตัวเองได้ ผมเองก็มีเพื่อนที่เป็นหมอที่เปิดคลินิครักษาผิวหนังเป็นของตัวเอง มีแบรนด์ครีมของตัวเอง จนซื้อซุปเปอร์คาร์และบ้านหลายสิบล้านได้)
คนเราจะรวยหรือมีชื่อได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถสร้าง Impact หรือช่วยเหลือคนได้กี่คน ถ้าทำได้มาก ก็ได้เยอะ ถ้าน้อยก็ได้น้อย
อย่างเศรษฐี CP นี่เขาสร้าง ช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภค ให้ชีวิตคนเป็นล้านสะดวกขึ้น เขาเลยรวย
เจ้าของเฟสบุ๊คที่เชื่อมคนเป็นล้านๆผ่านเครือข่ายสังคม ให้ชีวิตคนเหล่านั้นง่ายขึ้น เขาก็เลยรวย
เพราะเขาช่วยสร้าง SOLUTION การใช้ชีวิตให้สังคมหมู่มาก เลยได้เงินเป็นค่าตอบแทนในระยะยาว
ส่วนดาราเขาก็ทำอย่างนั้นเช่นเดียว แต่สินค้าเขาคือละคร และ ผลงานต่างๆที่ออกมา
ซึ่ง Feature หลักของสินค้าชิ้นนั้นคือหน้าตา และ ตัวตนของดารา ทำให้นอกจากได้เงินแล้ว คนยังให้ความสนใจกับตัวตนดาราคนนั้นด้วย
นี่คือจุดที่ต่างกับ เศรษฐีเจ้าของธุรกิจ เพราะสินค้าเขาคือ BUSINESS PLATFORM ที่เขาสร้าง ดังนั้นคนจะไม่ให้ความสนใจตัวตนเจ้าของเท่าไหร่ อาจจะให้ความสนใจเรื่องความเก่งเขาบ้าง แต่คงไม่มากเท่าดารา
นอกจากจะให้ความสุขกับคน จนสร้างค่าโฆษณาให้กับช่องและค่ายหนังแล้ว ดาราก็ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์สินค้าด้วย อย่างออกงานทีก็อาจจะให้แฟนคลับหรือคนสนใจตามไป และคนเหล่านั้นก็อาจจะเป็นลูกค้าของสินค้านั้นก็เป็นได้
บางสินค้าแค่จ้างดาราดังเป็น Presenter สินค้าชิ้นนั้น ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ข่าวบันเทิงให้เป็นพื้นที่โฆษณาของสินค้าได้เลย อย่างเช่น อั้มกับ มาม่าและโทรศัพท์ VIVO
ถ้าอยากเข้าใจทฤษฏี ยิ่ง Impact คนมาก = ยิ่งประสบความสำเร็จมาก แนะนำให้อ่านหนังสือ GO GIVER ครับ มันจะทำให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น
1. อาชีพดาราก็เหมือนธุรกิจส่วนตัวครับ แต่สินค้าคือตัวเราและความสามารถ ถ้าเราเยอะได้เยอะ ทำน้อยได้น้อย แล้วหักรายได้ให้ต้นสังกัด ไม่เหมือนพนักงานประจำ หรืออาชีพลูกจ้าง ที่มีเพดานรายได้
2. คืออาชีพบันเทิงมันส่งผลกับคนเป็นแสนเป็นล้านได้ในเวลาสั้นๆ ต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่เราส่งผลต่อคนจำนวนไม่มากเท่าไหร่
ข้อดีของงานธุรกิจบันเทิงคือมันสามารถจับคนหมู่มากได้ในเวลาเร็ว สามารถสร้างความสุขให้คนเป็นแสนเป็นล้าน ได้จากงานงานเดียว เขาเลยได้เงินเยอะ แบบแสดงหนังเรื่องนึง ก็สร้างความสุขให้คนเป็นแสนเป็นล้าน อ่านข่าวหรือพูดอะไรก็ทำให้คนเชื่อเป็นแสนเป็นล้าน
ในทางกลับกัน อาชีพอื่นๆ ยังมีข้อจำกัด ยกตัวอย่างหมอ เพราะหมอคนเดียวอาจจะรักษาคนได้ไม่ถึงร้อยคน แถมหมอหลายคนโดนหักหัวคิวจากต้นสังกัดด้วย
(แต่ถ้าหมอคนนั้นคิดค้นลิขสิทธิ์ยา หรือการรักษาอะไรสักอย่าง เขาก็อาจจะรวยได้นะครับ หรือถ้าเขาบริหารเป็น อาจจะสร้างโรงพยาบาลหรือแบรนด์อาหารเสริมหรือบริษัทยาของตัวเองได้ ผมเองก็มีเพื่อนที่เป็นหมอที่เปิดคลินิครักษาผิวหนังเป็นของตัวเอง มีแบรนด์ครีมของตัวเอง จนซื้อซุปเปอร์คาร์และบ้านหลายสิบล้านได้)
คนเราจะรวยหรือมีชื่อได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถสร้าง Impact หรือช่วยเหลือคนได้กี่คน ถ้าทำได้มาก ก็ได้เยอะ ถ้าน้อยก็ได้น้อย
อย่างเศรษฐี CP นี่เขาสร้าง ช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภค ให้ชีวิตคนเป็นล้านสะดวกขึ้น เขาเลยรวย
เจ้าของเฟสบุ๊คที่เชื่อมคนเป็นล้านๆผ่านเครือข่ายสังคม ให้ชีวิตคนเหล่านั้นง่ายขึ้น เขาก็เลยรวย
เพราะเขาช่วยสร้าง SOLUTION การใช้ชีวิตให้สังคมหมู่มาก เลยได้เงินเป็นค่าตอบแทนในระยะยาว
ส่วนดาราเขาก็ทำอย่างนั้นเช่นเดียว แต่สินค้าเขาคือละคร และ ผลงานต่างๆที่ออกมา
ซึ่ง Feature หลักของสินค้าชิ้นนั้นคือหน้าตา และ ตัวตนของดารา ทำให้นอกจากได้เงินแล้ว คนยังให้ความสนใจกับตัวตนดาราคนนั้นด้วย
นี่คือจุดที่ต่างกับ เศรษฐีเจ้าของธุรกิจ เพราะสินค้าเขาคือ BUSINESS PLATFORM ที่เขาสร้าง ดังนั้นคนจะไม่ให้ความสนใจตัวตนเจ้าของเท่าไหร่ อาจจะให้ความสนใจเรื่องความเก่งเขาบ้าง แต่คงไม่มากเท่าดารา
นอกจากจะให้ความสุขกับคน จนสร้างค่าโฆษณาให้กับช่องและค่ายหนังแล้ว ดาราก็ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์สินค้าด้วย อย่างออกงานทีก็อาจจะให้แฟนคลับหรือคนสนใจตามไป และคนเหล่านั้นก็อาจจะเป็นลูกค้าของสินค้านั้นก็เป็นได้
บางสินค้าแค่จ้างดาราดังเป็น Presenter สินค้าชิ้นนั้น ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ข่าวบันเทิงให้เป็นพื้นที่โฆษณาของสินค้าได้เลย อย่างเช่น อั้มกับ มาม่าและโทรศัพท์ VIVO
ถ้าอยากเข้าใจทฤษฏี ยิ่ง Impact คนมาก = ยิ่งประสบความสำเร็จมาก แนะนำให้อ่านหนังสือ GO GIVER ครับ มันจะทำให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น
แสดงความคิดเห็น
ทำไมดารา ถึงได้เงินเยอะ
คนจ้างดาราเอาเงินมาจากไหน ไปขอใคร