เมื่อคุณก็เป็นโรคซึมเศร้าเหมือนกัน

สวัสดีค่ะ อยากแชร์เรื่องของตัวเองไว้เป็นประสบการณ์ ให้กับคนที่มีความทุกข์แล้วไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับสังคนและคนอ่านนะคะ

เริ่มเลย จขกทเป็นพนักงานบริษัทในกรุงเทพ หน้าที่การงานดี การศึกษาดี มั่นใจในตัวเอง ครอบครัวอบอุ่น
มองทั่วๆไปก็เหมือนจะสมบูรณ์และชีวิตปกติดี แต่.... กลับไม่มีความสุขในชีวิตเลย!!!!

ตอนแรกเข้าใจว่านิสัยเป็นคนที่ชอบทำอะไรให้มันออกมาดี เลยเครียตกับการทำงานมาก ก็เข้าใจว่าตัวเองเป็นโรคเครียต
ข้อสังเกตุของตัวเอง คือ เริ่มเป็นคนไม่ปล่อยวาง กลับบ้านก็ยังอินกับงานอยู่  ติดกับอารมณ์ที่เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าบางที ก็กวนอุ้งเรา และนั้นแหล่ะค่ะ เราเอากลับบ้านมาด้วย บางทีก็เครียต นอนไม่หลับ นอยส์ เซ็งไป

อาการเริ่มออก.... ตอนแรกไม่รู้ตัวค่ะว่าเป็นอะไร อย่างที่ทราบว่าอาการทางจิต มันไม่เหมือนทางกายที่เราเจ็บ ก็รู้ว่าเฮ้ยเจ็บ แต่อาการทางจิตแสดงออก โดย อากับกิริยาต่อคนรอบข้างของเราค่ะ เราจะปล่อยพลังลบ หรือ กิริยาที่ไม่ดีออกมา เพราะทุกอย่างขัดหูขัดตา ไม่ว่าจะแฟน เพื่อน หรือ คนในครอบครัว
ที่เสียใจที่สุดคือการที่เราปล่อยพลังลบที่แรงมากๆ ใส่คนที่เรารักก็คือแม่ของเราค่ะ เราว่าแม่แบบชนิดที่ว่าเราดึงสติกลับมาแล้วด่าตัวเองว่าเลว แต่แม่เราไม่ว่าเราซักคำเลยนะคะ (ทุกวันนี้เรายังเสียใจเลยค่ะ) รู้สึกหดหู่ไม่มีสาเหตุ อยู่ดีๆก็คิดลบ นอกจากอาการหนักข้างบนแล้ว เราดูหนังยาวๆไม่ได้เลยค่ะ เราไม่ดูหนังมาซักระยะใหญ่ๆแล้วไม่มีสมาธิอยากดูเลย ถึงดูก็ไม่คิดว่าสนุก อยากเดินออกจากจุดนั้น

ดึงสติแล้วไปรักษา..... เราบอกกับตัวเองว่าปล่อยตัวเองไม่ได้แล้ว การไปหาหมอจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับปี2017แล้วแกร ( คุยกับตัวเอง ) ตัดสินใจขับรถแอบไปหาหมอรับคิวที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาตอนเช้า ได้ตรวจนอกเวลานะคะ เพราะว่าไปเกิน 10.30 เข้าไม่รับคนไข้ใหม่แล้วค่ะ  ต้องกลับไปอีกทีตอนเย็น ขอเล่าตอนเข้าไปโรงพยาบาลหน่อยว่า หรรษามากค่ะ ตอนนั่งกรอกประวัติคนไข้ ก็มีคนไข้ข้างๆมาคุยด้วย คุยไปคุยมา บ้าค่ะ อันนี้ขำตัวเองคุยกันตั้งนาน ซักพัก ออกนอกโลกไปดาวอังคารแล้ว

วิเคราะห์และรักษา.... เราเปิดใจเล่าอาการของเราให้หมอฟังค่ะ ไปหาหมออย่ากั๊กและขอให้เล่าสิ่งที่เป็นความจริงค่ะ บางทีถ้าใส่สีใส่ไข่ โรคที่วิจัยอาจคลาดเคลื่อนและไม่ตรงจุด หมอบอกว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ เป็นระยะแรกๆ อันนี้ชื่นชมคุณหมอค่ะ วิเคราะห์เป็นหลักวิชาการ บางทีเคมีในสมองมันก็รวน ต่อมทำงานไม่สมบูรณ์ เพราะภาวะที่เกิดขึ้น หมอให้ยามาทานและนัดตรวจอีกครั้ง เราตัดสินใจไม่รักษาโดยใช้ยานะคะ เราไม่ได้ทานยาที่ได้มาเลย (ใช้วิจารณ์ญาณขอแต่ละคนเอานะคะ) แต่ใช้วิธีนั่งสมาธิ โยคะ และมีสติให้รู้ทันอารมณ์ที่มี  ตอนนี้โรคขัดหูขัดตาในชีวิตน้อยลงไปเยอะค่ะ พลังลบที่ปล่อยใส่คนรอบข้างก็น้อยไปมากก มองโลกเป็นมุมบวก ชีวิตมีความสุขมากขึ้น คนรอบข้างก็มีความสุขไปด้วย

ฝากถึงใครหลายคนค่ะ ปัญหาชีวิตมีกันทุกคน มากหรือน้อยสาเหตุหนึ่ง คืออยู่ที่เรามอง ถ้าคุณมีปัญหาในเรื่องความคิด หรือ ทางด้านจิตใจ แนะนำไปหาหมอหรือปรึกษาคนที่ไว้ใจคะ สมัยนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ก่อนที่อะไรๆจะสายเกินไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่