สวัสดีค่ะ รู้สึกอึดอัดใจมาก ที่มาเขียนกระทู้ ไม่ได้หวังให้คนมาเข้าใจแค่อยากระบายสิ่งต่างๆที่รู้สึกอยู่ค่ะ
บางสิ่งบางอย่างที่ตัดสินใจทำลงไป อาจจะทำให้ขัดใจคนที่เข้ามาอ่านบ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะตัดสินใจทำลงไปแล้ว..
เราอายุ 20 ปี เรียนจบ ปวส.แล้ว แต่..รู้สึกสิ่งที่เรียนมา ไม่ได้ชอบ ก็เลยตัดสินใจไปเรียนใหม่ ในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่าชอบ
รู้สึกว่า เราคงจะทำสิ่งนี้ได้ เราไม่รู้ว่ารักจริงไหม แต่การที่เราสอบตรงเข้ามาเรียนได้ เราก็คิดว่า โชคชะตาคงจะอำนวยอวยพรให้เรามาทางนี้แน่ๆ
เป็น ป.ตรี 4 ปี ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก่อนที่เราจะตัดสินใจมาเรียน ตกลงกับแม่ก่อนว่าแม่โอเคมั้ย ไหวมั้ย ตอนแรก แม่บอกว่า แม่หมดไปเยอะ
ตอนนี้การเงินทางบ้าน ก็ไม่ดีเหมือนก่อน รายจ่ายมากกว่ารายรับ แม่เลยอยากให้กู้เรียน บ้านเราไม่เคยกู้เรียนเลยค่ะ แม่ไม่อยากให้กู้เพราะตอนนั้นส่งไหว
เรามีพี่ชายหนึ่งคน ช่วงพี่ชายอยู่สักปี 2 เขาเคยถามแม่ว่า ให้ผมกู้มั้ย แม่จะได้ส่งน้อง แม่บอกแม่ไหว อีกเดี๋ยวก็จบแล้ว ก็กลายเป็นว่า พี่เราเรียนจบ
โดยที่ไม่ได้กู้เรียน กลับมาบทสนทนาที่เราขอแม่เรียนอีกครั้งค่ะ ด้วยความที่ตอนนั้น อยากเรียนมากๆ คิดว่ามันโอเคมากๆ ค่าเทอมไม่ได้แพง
ตอบแม่ไปด้วยความมั่นใจว่า โอเคแม่ หนูอยากเรียน กู้ก็กู้ เราไม่เคยคิดน้อยใจที่แม่ส่งพี่ได้แต่ส่งเราต่อไม่ได้ เพราะมันเป็นความผิดของเราเอง
แม่ไม่เคยบังคับให้เรียนอะไร มีแต่ตามใจ อยากเรียนอะไรแม่สนับสนุนหมด เราเลือกผิดเองที่มาเรียน ปวส. ที่ค่าเทอมแพงมาก ค่าเทอม 25,000 บาท
กว่าจะจบ 4 เทอมก็ แสนนึงค่ะ ถ้าตอนแรกเราเลือกเรียน ป.ตรีแต่แรก ก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้ เราเป็นคนสับสนในชีวิตมากๆ ทำได้เกือบทุกอย่าง
รู้หมดทุกอย่าง แต่ไม่เก่งสักอย่าง พูดง่ายๆก็คือ เก่งเหมือนเป็ด 55555 แต่ละอย่างที่เลือกเรียน คิดว่าโอเคทำได้ แต่ไม่ได้เรื่องเลยค่ะ 5555
พอได้เข้ามาเรียน แรกๆโอเคมากๆ อะไรๆก็ดีตรงใจไปหมด ขออนุญาติไม่บอกนะคะว่าเราเรียนอะไร เอาเป็นยกตัวอย่างว่าเราเรียน เกี่ยวกับพวกเย็บผ้าแล้วกัน สาขาที่เราเรียน จะมีวิชาปฏิบัติเยอะ ควบไปกับ ทฤษฏี วิชาปฏิบัติ อ.ท่านจะจับกลุ่มให้ ไม่ได้เลือกเองค่ะ แรกๆกลุ่มเราดีมาก งานออกมาดี คิดว่าโชคดีมากๆ
แต่ความคิดตอนนั้นกลับกันหมด เวลาทาวิชาปฏิบัติ จะต้องมีคนไปซื้อของ แต่ละกลุ่ม ทุกคนก็แบ่งหน้าที่กัน เราสะดวกมีรถไปซื้อ
ถามใครก็ไม่มีใครตอบว่าจะแยกกันไปซื้อ หรือมีตัวแทนไปซื้อ แล้วก็มาเก็บเงินทีหลังดี แรกๆเราก็คิดว่าคงจะเขินๆกันเราเลยอาสาไปซื้อเอง
แล้วมาคิดตังทีหลัง งานแรกผ่านไปได้ดีมาก เก็บเงินง่าย ไม่มีปัญหา
แต่..หลังๆมา ทุกอย่างก็ดูแย่ลงไปมาก ทุกครั้งที่เรียนปฏิบัติจะต้องซื้อของ ไม่มีใครที่จะปริปากถามว่าซื้อของหรือยัง ใครซื้อ เราเหนื่อยมาก
เหมือนโดนเอาเปรียบ แต่ไม่อยากมีปัญหาก็ทำเงียบๆ ต่อมาเก็บเงินยาก ไม่มี ไม่ให้ ไม่พก ไม่ได้เอามา บางก็บอกว่า ทำไมไม่บอกว่าจะต้องจ่าย
เราก็แบบ เห้ย มันเป็นสิ่งที่คุณก็รู้ ว่าทุกครั้งที่เรียนจะต้องซื้อของ ทำไมเราต้องบอกคุณ ทั้งๆที่บางคนไม่ต้องบอก มันหลายๆงวดมันก็เป็นเงินหลายบาท
เก็บแต่ละที่ ไม่เคยเกินสองร้อย บางครั้งแค่ไม่กี่สิบบาท เรานี่เข้าเนื้อตัวเองทุกครั้ง ลำบากใจ เงินก็ไม่ค่อยมีกินข้าว เราต้องมาต้มวุ้นเส้นกินกับหมูสับ
เพราะไม่มีเงินกินข้าว เพราะเพื่อนไม่จ่ายเงิน จ่ายช้า พักหลังๆนี่คืองานปฏิบัติมากันไม่ครบบ้าง สายบ้าง ไม่สนใจบ้าง เรารู้สึกเหมื่อนเหนื่อยคนเดียว
ไม่ใช่ว่าเราทำคนเดียวนะ แต่สมาชิกกลุ่มเรา มีคนประเภทที่ว่า มึน ไม่สั่งไม่ทำ มาสาย ทำตามใจตัวเองไม่ตามตำรา ไม่มาขาดเรียนดื้อๆ เราเหนื่อยมาก
ทุกสัปดาห์จะมีสลับเวร พอมาถึงเวรกลุ่มเรา คนที่หัวหมุน คือเรา ของก็ต้องเบิก ใบเบิกของไม่มีใครเขียนเราเขียน ให้ใครไปเอาก็ไม่มีใครว่าง
เราต้องทำจัดการเองหมด เราเริ่มรู้สึกไม่แฟร์แล้ว ทำไมถึงเราทำอยู่คนเดียวเงินก็เก็บยาก เราก็ไม่ได้รวยขนาดนั้น ไม่มีใครเข้าใจเราเลย
ทุกคนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราเครียดมากๆ แต่จุดนึงก็รู้สึกว่า ต้องทำใจ คิดสะว่า เราทำ เรารู้ เราได้เยอะกว่า
ต่อจากนั้นมา เราก็ก้มหน้าก้มตาทำ เรื่องต่อมาคือเราต้องทำเอกสารกู้เงินเรียน กลับบ้านบ่อยๆ บ้านอยู่ไกล แต่ต้องกลับไปทำเอกสาร
จนวันนึงเข้าไปหาเอกสารของเราในคอมพ่อ เราไปเจอสัญญาซื้อขายต้นยาง เราเลยไปถามแม่ว่าทำไมโค่นยางไม่บอก พร้อมกับมานั่งจับเข่าคุย
แม่บอกว่า ตอนนี้เรามีหนี้ เป็นล้าน แม่โค่นยางมา ได้ล้านกว่าๆ ต้องเอามาโปะหนี้ 6 แสน เหลือเงินอีก 3 แสนกว่าๆ ไม่ถึง 4 แสน พร้อมกับบอกว่า
"เงินก้อนสุดท้ายที่แม่มี" เงินที่เหลือใช้หมดก็ไม่ได้ เพราะยังมีหนี้อยู่ เราเสียใจที่รู้แบบนี้ เราไม่อยากเรียนแล้ว ถ้าเราเรียน แม่จะไปหาที่ไหนมาส่งเรานัก
หนี้ก็มี ถ้าเรากู้เรียน ก็มีหนี้อีกก้อนอีก มันอึดอัดใจ รู้สึกแย่มาก ท้อมากๆ เหนื่อยกับปัญหาที่ม. อีก ที่ต้องมาเจอซ้ำๆ เราเลยตัดสินใจบอกแม่ว่าจะออก
แม่ก็ไม่ขัด แต่ลึกๆเขาก็เสียดาย ที่เราจะไม่ได้จบ ป.ตรี เหมือนพี่ แต่เราตัดสินใจแล้ว ว่าจะใช้วุฒิที่เรามี หางานทำไปก่อน ค่อยมาเรียนรามหรืออะไรก็ได้
เลยออกมา แบบเงียบๆ ทิ้งงานทิ้งทุกอย่าง กลับมาบ้าน เตรียมตัวหางานทำ
ใครจะว่าเราโง่ก็ได้ แต่เรารู้สึก อยู่ในจุดที่อยากมีเงินใช้ มากกว่าขอเงินแม่ แล้วแถมแม่ยังมาติดหนี้เพราะเราอีก เลยออกมา
ถามว่าเสียดายมั้ย เสียดายนะ แต่ว่าก็เลือกไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้..
สุดท้ายนี้ แค่อยากระบายเฉยๆค่ะ คนอื่นอาจจะมองว่าทำไมแค่นี้ไม่ทน แต่เราเลือกอยากจะดูแลแม่มากกว่า เป็นห่วงไม่อยากให้แม่
ต้องมาเจอหนี้ก้อนนี้คนเดียว ทั้งๆที่หนี้ที่เกิดมา ก็เพราะเราทั้งนั้น
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ ^^
กระทู้ระบาย "เมื่อฉันตัดสินใจเลิกเรียน"
บางสิ่งบางอย่างที่ตัดสินใจทำลงไป อาจจะทำให้ขัดใจคนที่เข้ามาอ่านบ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะตัดสินใจทำลงไปแล้ว..
เราอายุ 20 ปี เรียนจบ ปวส.แล้ว แต่..รู้สึกสิ่งที่เรียนมา ไม่ได้ชอบ ก็เลยตัดสินใจไปเรียนใหม่ ในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่าชอบ
รู้สึกว่า เราคงจะทำสิ่งนี้ได้ เราไม่รู้ว่ารักจริงไหม แต่การที่เราสอบตรงเข้ามาเรียนได้ เราก็คิดว่า โชคชะตาคงจะอำนวยอวยพรให้เรามาทางนี้แน่ๆ
เป็น ป.ตรี 4 ปี ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก่อนที่เราจะตัดสินใจมาเรียน ตกลงกับแม่ก่อนว่าแม่โอเคมั้ย ไหวมั้ย ตอนแรก แม่บอกว่า แม่หมดไปเยอะ
ตอนนี้การเงินทางบ้าน ก็ไม่ดีเหมือนก่อน รายจ่ายมากกว่ารายรับ แม่เลยอยากให้กู้เรียน บ้านเราไม่เคยกู้เรียนเลยค่ะ แม่ไม่อยากให้กู้เพราะตอนนั้นส่งไหว
เรามีพี่ชายหนึ่งคน ช่วงพี่ชายอยู่สักปี 2 เขาเคยถามแม่ว่า ให้ผมกู้มั้ย แม่จะได้ส่งน้อง แม่บอกแม่ไหว อีกเดี๋ยวก็จบแล้ว ก็กลายเป็นว่า พี่เราเรียนจบ
โดยที่ไม่ได้กู้เรียน กลับมาบทสนทนาที่เราขอแม่เรียนอีกครั้งค่ะ ด้วยความที่ตอนนั้น อยากเรียนมากๆ คิดว่ามันโอเคมากๆ ค่าเทอมไม่ได้แพง
ตอบแม่ไปด้วยความมั่นใจว่า โอเคแม่ หนูอยากเรียน กู้ก็กู้ เราไม่เคยคิดน้อยใจที่แม่ส่งพี่ได้แต่ส่งเราต่อไม่ได้ เพราะมันเป็นความผิดของเราเอง
แม่ไม่เคยบังคับให้เรียนอะไร มีแต่ตามใจ อยากเรียนอะไรแม่สนับสนุนหมด เราเลือกผิดเองที่มาเรียน ปวส. ที่ค่าเทอมแพงมาก ค่าเทอม 25,000 บาท
กว่าจะจบ 4 เทอมก็ แสนนึงค่ะ ถ้าตอนแรกเราเลือกเรียน ป.ตรีแต่แรก ก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้ เราเป็นคนสับสนในชีวิตมากๆ ทำได้เกือบทุกอย่าง
รู้หมดทุกอย่าง แต่ไม่เก่งสักอย่าง พูดง่ายๆก็คือ เก่งเหมือนเป็ด 55555 แต่ละอย่างที่เลือกเรียน คิดว่าโอเคทำได้ แต่ไม่ได้เรื่องเลยค่ะ 5555
พอได้เข้ามาเรียน แรกๆโอเคมากๆ อะไรๆก็ดีตรงใจไปหมด ขออนุญาติไม่บอกนะคะว่าเราเรียนอะไร เอาเป็นยกตัวอย่างว่าเราเรียน เกี่ยวกับพวกเย็บผ้าแล้วกัน สาขาที่เราเรียน จะมีวิชาปฏิบัติเยอะ ควบไปกับ ทฤษฏี วิชาปฏิบัติ อ.ท่านจะจับกลุ่มให้ ไม่ได้เลือกเองค่ะ แรกๆกลุ่มเราดีมาก งานออกมาดี คิดว่าโชคดีมากๆ
แต่ความคิดตอนนั้นกลับกันหมด เวลาทาวิชาปฏิบัติ จะต้องมีคนไปซื้อของ แต่ละกลุ่ม ทุกคนก็แบ่งหน้าที่กัน เราสะดวกมีรถไปซื้อ
ถามใครก็ไม่มีใครตอบว่าจะแยกกันไปซื้อ หรือมีตัวแทนไปซื้อ แล้วก็มาเก็บเงินทีหลังดี แรกๆเราก็คิดว่าคงจะเขินๆกันเราเลยอาสาไปซื้อเอง
แล้วมาคิดตังทีหลัง งานแรกผ่านไปได้ดีมาก เก็บเงินง่าย ไม่มีปัญหา
แต่..หลังๆมา ทุกอย่างก็ดูแย่ลงไปมาก ทุกครั้งที่เรียนปฏิบัติจะต้องซื้อของ ไม่มีใครที่จะปริปากถามว่าซื้อของหรือยัง ใครซื้อ เราเหนื่อยมาก
เหมือนโดนเอาเปรียบ แต่ไม่อยากมีปัญหาก็ทำเงียบๆ ต่อมาเก็บเงินยาก ไม่มี ไม่ให้ ไม่พก ไม่ได้เอามา บางก็บอกว่า ทำไมไม่บอกว่าจะต้องจ่าย
เราก็แบบ เห้ย มันเป็นสิ่งที่คุณก็รู้ ว่าทุกครั้งที่เรียนจะต้องซื้อของ ทำไมเราต้องบอกคุณ ทั้งๆที่บางคนไม่ต้องบอก มันหลายๆงวดมันก็เป็นเงินหลายบาท
เก็บแต่ละที่ ไม่เคยเกินสองร้อย บางครั้งแค่ไม่กี่สิบบาท เรานี่เข้าเนื้อตัวเองทุกครั้ง ลำบากใจ เงินก็ไม่ค่อยมีกินข้าว เราต้องมาต้มวุ้นเส้นกินกับหมูสับ
เพราะไม่มีเงินกินข้าว เพราะเพื่อนไม่จ่ายเงิน จ่ายช้า พักหลังๆนี่คืองานปฏิบัติมากันไม่ครบบ้าง สายบ้าง ไม่สนใจบ้าง เรารู้สึกเหมื่อนเหนื่อยคนเดียว
ไม่ใช่ว่าเราทำคนเดียวนะ แต่สมาชิกกลุ่มเรา มีคนประเภทที่ว่า มึน ไม่สั่งไม่ทำ มาสาย ทำตามใจตัวเองไม่ตามตำรา ไม่มาขาดเรียนดื้อๆ เราเหนื่อยมาก
ทุกสัปดาห์จะมีสลับเวร พอมาถึงเวรกลุ่มเรา คนที่หัวหมุน คือเรา ของก็ต้องเบิก ใบเบิกของไม่มีใครเขียนเราเขียน ให้ใครไปเอาก็ไม่มีใครว่าง
เราต้องทำจัดการเองหมด เราเริ่มรู้สึกไม่แฟร์แล้ว ทำไมถึงเราทำอยู่คนเดียวเงินก็เก็บยาก เราก็ไม่ได้รวยขนาดนั้น ไม่มีใครเข้าใจเราเลย
ทุกคนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราเครียดมากๆ แต่จุดนึงก็รู้สึกว่า ต้องทำใจ คิดสะว่า เราทำ เรารู้ เราได้เยอะกว่า
ต่อจากนั้นมา เราก็ก้มหน้าก้มตาทำ เรื่องต่อมาคือเราต้องทำเอกสารกู้เงินเรียน กลับบ้านบ่อยๆ บ้านอยู่ไกล แต่ต้องกลับไปทำเอกสาร
จนวันนึงเข้าไปหาเอกสารของเราในคอมพ่อ เราไปเจอสัญญาซื้อขายต้นยาง เราเลยไปถามแม่ว่าทำไมโค่นยางไม่บอก พร้อมกับมานั่งจับเข่าคุย
แม่บอกว่า ตอนนี้เรามีหนี้ เป็นล้าน แม่โค่นยางมา ได้ล้านกว่าๆ ต้องเอามาโปะหนี้ 6 แสน เหลือเงินอีก 3 แสนกว่าๆ ไม่ถึง 4 แสน พร้อมกับบอกว่า
"เงินก้อนสุดท้ายที่แม่มี" เงินที่เหลือใช้หมดก็ไม่ได้ เพราะยังมีหนี้อยู่ เราเสียใจที่รู้แบบนี้ เราไม่อยากเรียนแล้ว ถ้าเราเรียน แม่จะไปหาที่ไหนมาส่งเรานัก
หนี้ก็มี ถ้าเรากู้เรียน ก็มีหนี้อีกก้อนอีก มันอึดอัดใจ รู้สึกแย่มาก ท้อมากๆ เหนื่อยกับปัญหาที่ม. อีก ที่ต้องมาเจอซ้ำๆ เราเลยตัดสินใจบอกแม่ว่าจะออก
แม่ก็ไม่ขัด แต่ลึกๆเขาก็เสียดาย ที่เราจะไม่ได้จบ ป.ตรี เหมือนพี่ แต่เราตัดสินใจแล้ว ว่าจะใช้วุฒิที่เรามี หางานทำไปก่อน ค่อยมาเรียนรามหรืออะไรก็ได้
เลยออกมา แบบเงียบๆ ทิ้งงานทิ้งทุกอย่าง กลับมาบ้าน เตรียมตัวหางานทำ
ใครจะว่าเราโง่ก็ได้ แต่เรารู้สึก อยู่ในจุดที่อยากมีเงินใช้ มากกว่าขอเงินแม่ แล้วแถมแม่ยังมาติดหนี้เพราะเราอีก เลยออกมา
ถามว่าเสียดายมั้ย เสียดายนะ แต่ว่าก็เลือกไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้..
สุดท้ายนี้ แค่อยากระบายเฉยๆค่ะ คนอื่นอาจจะมองว่าทำไมแค่นี้ไม่ทน แต่เราเลือกอยากจะดูแลแม่มากกว่า เป็นห่วงไม่อยากให้แม่
ต้องมาเจอหนี้ก้อนนี้คนเดียว ทั้งๆที่หนี้ที่เกิดมา ก็เพราะเราทั้งนั้น
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ ^^