สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 9
อธิบายอย่างนี้ครับ
ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ไม่ได้นั่งเทียนเขียน
ในทฤษฏีมีการสมมุติ อะตอมขึ้นมา และอนุภาคที่ประกอบเป็นอะตอม
ในห้องแลปมีการพิสูจน์พบว่ามีอะตอม และอณุภาคอยู่จริง
แต่พิสูจน์อย่างไร
กระบวนการพิสูจน์นั้นยุงยากมาก คือ จะต้องทำการ จำลองว่าเมื่อมีอนุภาคจำนวนหนึ่งอยู่ แล้วเกิดเหตุการบางอย่างขึ้น
จากนั้น ก็จะต้องมานั่งคิดเลขกัน เพื่อจะทำนายว่า ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาทำให้เหตุการณ์นั้นเป็นเช่นไร
เมื่อได้ผลลัพธ์มาแล้ว ที่นี้ก็ต้องทำการทดลองจริงๆ แล้วดูว่า ผลลัพธ์ที่ได้ ตรงกันกับที่ทำนายล่วงหน้าไหม
เมื่อการคำนวนกับการทดลองให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันแล้วจึงจะถือว่าทฤษฎีนั้นมีความน่าเชื่อถือ
แค่มีความน่าเชื่อถือ เท่านั้นเองนะครับ ไม่ได้แปลว่าเป็นจริงแท้แน่นอน
สรุปว่า ทฤษฎีอะตอม ดาราศาสตร์ ควันตัม สเปสไทม์ แสง หรือแม้แต่สัมพัทธภาพ เหล่านี้เป็นเพียงแค่ มีความน่าเชื่อถือแต่อาจจะยังไม่ถูกต้องก็เป็นได้อยู่
กลับมาที่เรื่องดาราศาสตร์
การทำนายการมีอยู่ของ ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน หลุมดำ รูหนอน การทำนายเหล่านี้คืออะไร
การทำนายการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ คือการนำทฤษฎีอะตอมที่มีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่งมาใช้คำนวนครับ (ทฤษฎีอะตอม เองยังไม่ชัวร์ว่าถูกต้องแล้วนะครับอย่าลืม)
ดาวแคระขาว คือ การทำนาย(คำนวน)ความเป็นไปได้ของมวลจำนวนมหาศาลที่ยุบตัวลงเพราะแรงดึงดูด สถานะภาพสุดท้ายที่ยังไม่อาจทำลายอะตอมได้ คือจะคงสภาพเอาไว้ที่ผลึกที่ควบแน่นเหมือนเพชร
ดาวนิวตรอน คือ การทำนาย(คำนวน)ความเป็นไปได้ของมวลจำนวนมหาศาลที่ยุบตัวลงเพราะแรงดึงดูด สถานะภาพสุดท้ายที่ทำลายอะตอมได้ แต่ยังคงสภาพของอนุภาคเอาไว้ได้ คือ นิวตรอนล้วนๆ(อิเล็กตรอนตกลงสู่โฟตรอน แล้วกลายเป็นนิวตรอน) ซึ่งไอ้เจ้าก้อนนิวตรอนล้วนๆนี่เดิมก็ว่าสุดๆแล้ว
หลุมดำ คือ การทำนาย(คำนวน)ความเป็นไปได้ของมวลจำนวนมหาศาลที่ยุบตัวลงเพราะแรงดึงดูด สถานะภาพสุดท้ายที่แม้แต่นิวตรอนก็ต้านทานน้ำหนักมหาศาลของตัวมันเองไม่ได้อีกต่อไป ทำให้นิวตรอนเหล่านั้นหลอมรวมเข้าด้วยกัน ตามสามัญสำนึกก็น่าจะเดาว่า กลายเป็นก้อนควาร์กยักษ์อะไรแบบนั้น แต่การคำนวนทางคณิตสาสตร์กลับไม่เป็นอย่างนั้น ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นอะไรที่ไม่มีใครรู้จัก เขาก็เลยนิยามมันขึ้นมาใหม่เลยว่า "ซิงกูลาริตี้" ซึ่งมันเป็นคนละสิ่งกับ "สะสารมืด" นะครับ ในนิยายวิทยาศาสตร์สมัยราวปี 19xx อาจจะเรียกมัน(ซิงกูลาริตี้)ว่า"สะสารแดง"
อย่างไรก็ตาม "สะสารมืด" มันยังไม่มีทฤษฎีใดที่นิยามมันได้ชัดเจนเพียงพอ จึงยังไม่สามารถทำนายพฤติกรรมของมันได้ และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ "สะสารมืด" เป็นแค่เพียงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ถึงความไม่สมดุล ของแรงดึงดูดที่พบได้ในเอกภพ กับมวลที่พบเห็นได้
กล่าวคือ ปัจจุบัน เราพบว่าแรงดึงดูดของเอกภพมีมากกว่ามวลของเอกภพที่เราพบเห็นได้ซะงั้น เราจึงได้คาดเดาไปว่าน่าจะยังมีมวลที่เรามองไม่เห็นอยู่อีกมากมาย ดังนั้นจึงได้เรียกมวลที่ยังมองไม่เห็นเหล่านั้นว่า "สะสารมืด"
ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ไม่ได้นั่งเทียนเขียน
ในทฤษฏีมีการสมมุติ อะตอมขึ้นมา และอนุภาคที่ประกอบเป็นอะตอม
ในห้องแลปมีการพิสูจน์พบว่ามีอะตอม และอณุภาคอยู่จริง
แต่พิสูจน์อย่างไร
กระบวนการพิสูจน์นั้นยุงยากมาก คือ จะต้องทำการ จำลองว่าเมื่อมีอนุภาคจำนวนหนึ่งอยู่ แล้วเกิดเหตุการบางอย่างขึ้น
จากนั้น ก็จะต้องมานั่งคิดเลขกัน เพื่อจะทำนายว่า ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาทำให้เหตุการณ์นั้นเป็นเช่นไร
เมื่อได้ผลลัพธ์มาแล้ว ที่นี้ก็ต้องทำการทดลองจริงๆ แล้วดูว่า ผลลัพธ์ที่ได้ ตรงกันกับที่ทำนายล่วงหน้าไหม
เมื่อการคำนวนกับการทดลองให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันแล้วจึงจะถือว่าทฤษฎีนั้นมีความน่าเชื่อถือ
แค่มีความน่าเชื่อถือ เท่านั้นเองนะครับ ไม่ได้แปลว่าเป็นจริงแท้แน่นอน
สรุปว่า ทฤษฎีอะตอม ดาราศาสตร์ ควันตัม สเปสไทม์ แสง หรือแม้แต่สัมพัทธภาพ เหล่านี้เป็นเพียงแค่ มีความน่าเชื่อถือแต่อาจจะยังไม่ถูกต้องก็เป็นได้อยู่
กลับมาที่เรื่องดาราศาสตร์
การทำนายการมีอยู่ของ ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน หลุมดำ รูหนอน การทำนายเหล่านี้คืออะไร
การทำนายการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ คือการนำทฤษฎีอะตอมที่มีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่งมาใช้คำนวนครับ (ทฤษฎีอะตอม เองยังไม่ชัวร์ว่าถูกต้องแล้วนะครับอย่าลืม)
ดาวแคระขาว คือ การทำนาย(คำนวน)ความเป็นไปได้ของมวลจำนวนมหาศาลที่ยุบตัวลงเพราะแรงดึงดูด สถานะภาพสุดท้ายที่ยังไม่อาจทำลายอะตอมได้ คือจะคงสภาพเอาไว้ที่ผลึกที่ควบแน่นเหมือนเพชร
ดาวนิวตรอน คือ การทำนาย(คำนวน)ความเป็นไปได้ของมวลจำนวนมหาศาลที่ยุบตัวลงเพราะแรงดึงดูด สถานะภาพสุดท้ายที่ทำลายอะตอมได้ แต่ยังคงสภาพของอนุภาคเอาไว้ได้ คือ นิวตรอนล้วนๆ(อิเล็กตรอนตกลงสู่โฟตรอน แล้วกลายเป็นนิวตรอน) ซึ่งไอ้เจ้าก้อนนิวตรอนล้วนๆนี่เดิมก็ว่าสุดๆแล้ว
หลุมดำ คือ การทำนาย(คำนวน)ความเป็นไปได้ของมวลจำนวนมหาศาลที่ยุบตัวลงเพราะแรงดึงดูด สถานะภาพสุดท้ายที่แม้แต่นิวตรอนก็ต้านทานน้ำหนักมหาศาลของตัวมันเองไม่ได้อีกต่อไป ทำให้นิวตรอนเหล่านั้นหลอมรวมเข้าด้วยกัน ตามสามัญสำนึกก็น่าจะเดาว่า กลายเป็นก้อนควาร์กยักษ์อะไรแบบนั้น แต่การคำนวนทางคณิตสาสตร์กลับไม่เป็นอย่างนั้น ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นอะไรที่ไม่มีใครรู้จัก เขาก็เลยนิยามมันขึ้นมาใหม่เลยว่า "ซิงกูลาริตี้" ซึ่งมันเป็นคนละสิ่งกับ "สะสารมืด" นะครับ ในนิยายวิทยาศาสตร์สมัยราวปี 19xx อาจจะเรียกมัน(ซิงกูลาริตี้)ว่า"สะสารแดง"
อย่างไรก็ตาม "สะสารมืด" มันยังไม่มีทฤษฎีใดที่นิยามมันได้ชัดเจนเพียงพอ จึงยังไม่สามารถทำนายพฤติกรรมของมันได้ และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ "สะสารมืด" เป็นแค่เพียงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ถึงความไม่สมดุล ของแรงดึงดูดที่พบได้ในเอกภพ กับมวลที่พบเห็นได้
กล่าวคือ ปัจจุบัน เราพบว่าแรงดึงดูดของเอกภพมีมากกว่ามวลของเอกภพที่เราพบเห็นได้ซะงั้น เราจึงได้คาดเดาไปว่าน่าจะยังมีมวลที่เรามองไม่เห็นอยู่อีกมากมาย ดังนั้นจึงได้เรียกมวลที่ยังมองไม่เห็นเหล่านั้นว่า "สะสารมืด"
สมาชิกหมายเลข 5053363 ถูกใจ, อิฐมอญ ถูกใจ, Grindelwald ถูกใจ, Dovahkiin ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2937286 ถูกใจ, DBP ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2299222 ถูกใจ, Silence Speaks ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1628586 ถูกใจ, กระป๋องด๋อย ถูกใจรวมถึงอีก 10 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ธาตุหลักของดาวฤกษ์คือไฮโดรเจน แล้วของหลุมดำล่ะคืออะไร?
==การกำเนิดธาตุต่างๆที่สำคัญในเอกภพ วัตถุดิบสำคัญนำไปสู่สิ่งมีชีวิต มนุษย์ และสิ่งต่างๆอีกมากมาย==
https://pantip.com/topic/36486804
ธาตุพื้นฐานในจักรวาลนี้คือไฮโดรเจนจากนั้นรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน
เกิดการความดันและความร้อนภายในอย่างมหาศาลกลายเป็น ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น
จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นนี้เอง เราก็จะได้ออกมาเป็นธาตุที่หนักกว่าเช่น ฮีเลียม คาร์บอน ไล่ไปจนถึงเหล็ก
ทีนี้ไอ้เจ้าหลุมดำที่มีมวลมหาศาลถึงขนาดดึงดูดทุกอย่างได้ไม้เว้นแม้แต่แสง
เมื่อมันดูดมวลต่างๆ มาได้มันก็ควรที่จะมีความดันและความหนาแน่นมหาศาล
แล้วอย่างนี้ภายในหลุมดำจะมีกระบวนการเกิดนิวเคลียร์ฟิวชั่น จนให้กำเนิดธาตุใหม่ๆ ออกมาบ้างมั้ยครับ?