จะเป็นไปได้ไหมว่า ถ้าตายไปจะดับสูญหรือไม่ดับสูญขึ้นอยู่กับความสามารถ
ถ้าสมมติว่าคนที่ตายไปยังคงสติสัมปัชญะไว้ได้ท่ามกลางความมืดมิด
จนสามารถสร้างโลกได้จากจินตนาการ แล้วแตกหน่อจิตวิญญาณตน
จนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตต่างๆ วิวัฒนาการจนมาถึงทุกวันนี้
ถ้าสมมติว่าผานกู่คือจิตวิญญาณดวงนั้น สร้างโลกนี้ขึ้นมาจากจินตนาการ
เพราะเหงาในความมืดมิด และสร้างระบบสิ่งแวดล้อมทุกอย่างขึ้นมา
ถ้าอย่างนั้นผานกู่ก็คือพระเจ้าบนโลกนี้ และทุกคนบนโลกนี้ก็คือผานกู่ เท่ากับว่าทุกคน
ในโลกนี้คือพระเจ้า
ถ้าอย่างนั้นดวงวิญญาณดวงอื่นก็ต้องสร้างโลกเต็มจักรวาลแล้วสิ
ถ้าสมมติว่าดวงวิญญาณไหนไม่สามารถคงสติสัมปัชญะไว้ได้
อาจมีความเป็นไปได้ว่าดับสูญหรือไปมิติที่เหนือกว่ามิติแห่งสีขาว
หรือที่ถูกเรียกต่างๆนานาว่า แดนนิพาน,สวรรค์ หรืออะไรก็ตาม
ถ้าอย่างนั้นมิติสีดำหรือจักรวาลก็อาจเป็นนรก
ถ้าความเป็นไปได้นี้เป็นจริง ยูไล บางทีก็อาจเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลก
ที่ค้นพบมิตินพาน หรือมิติสีขาว ถ้าอย่างนั้นมันก็ต้องมีขอบเขตที่กั้นระหว่างมิติสีดำหรือจักรวาล
กับมิติสีขาว กำแพงที่ว่าอาจจะเป็นกำแพงแห่งความเป็นจริง
จบการมโน
ว่าด้วยเรื่องโลกหลังความตาย
ถ้าสมมติว่าคนที่ตายไปยังคงสติสัมปัชญะไว้ได้ท่ามกลางความมืดมิด
จนสามารถสร้างโลกได้จากจินตนาการ แล้วแตกหน่อจิตวิญญาณตน
จนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตต่างๆ วิวัฒนาการจนมาถึงทุกวันนี้
ถ้าสมมติว่าผานกู่คือจิตวิญญาณดวงนั้น สร้างโลกนี้ขึ้นมาจากจินตนาการ
เพราะเหงาในความมืดมิด และสร้างระบบสิ่งแวดล้อมทุกอย่างขึ้นมา
ถ้าอย่างนั้นผานกู่ก็คือพระเจ้าบนโลกนี้ และทุกคนบนโลกนี้ก็คือผานกู่ เท่ากับว่าทุกคน
ในโลกนี้คือพระเจ้า
ถ้าอย่างนั้นดวงวิญญาณดวงอื่นก็ต้องสร้างโลกเต็มจักรวาลแล้วสิ
ถ้าสมมติว่าดวงวิญญาณไหนไม่สามารถคงสติสัมปัชญะไว้ได้
อาจมีความเป็นไปได้ว่าดับสูญหรือไปมิติที่เหนือกว่ามิติแห่งสีขาว
หรือที่ถูกเรียกต่างๆนานาว่า แดนนิพาน,สวรรค์ หรืออะไรก็ตาม
ถ้าอย่างนั้นมิติสีดำหรือจักรวาลก็อาจเป็นนรก
ถ้าความเป็นไปได้นี้เป็นจริง ยูไล บางทีก็อาจเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลก
ที่ค้นพบมิตินพาน หรือมิติสีขาว ถ้าอย่างนั้นมันก็ต้องมีขอบเขตที่กั้นระหว่างมิติสีดำหรือจักรวาล
กับมิติสีขาว กำแพงที่ว่าอาจจะเป็นกำแพงแห่งความเป็นจริง
จบการมโน