ก่อนอื่น จขกท ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่กูรูทางด้านนี้ แต่เห็นน้องๆที่จบใหม่เพิ่งเริ่มทำงานเข้ามาถามคำถามนี้เยอะมาก ซึ่งก็ต้องขอชื่นชม
ว่าอย่างน้อย น้องๆก็มีความตั้งใจที่ดี ( น่าจะมีชัยไปกว่าครึ่ง 555 ) จขกท เองสมัยเรียนจบทำงานใหม่ๆยังคิดได้ไม่เท่าน้องๆเลย แต่อยากจะขอ
แชร์ ( เท่าที่จะนึกออก ) ถึงประสบการณ์ทางการเงินที่ผ่านมาของพี่เอง ซึ่งก็มีทั้งด้านดีและไม่ดีปะปนกัน ดังนี้
1.สมัยจบใหม่ๆพี่ใช้เงินเก่งค่ะ ตอนนั้นทำงานธนาคาร ได้บัตรเครดิตก็รูดซะเต็มวงเงิน ผ่อนขั้นต่ำ แล้วก็ไปทำบัตรของธนาคารอื่นอีกหลายใบ ใช้เงินเก่งมากๆเพราะช่วงนั้นจบมาใหม่ๆสังสรรค์กับเพื่อนบ่อยๆ ที่สำคัญพอจบป ตรี มาก็ต่อโททันทีตอนอายุ 22 ปี ก็เลยมีค่าใช้จ่ายยุบยับไปหมด
2.ทำงานธนาคารได้ปีกว่า ก็ย้ายไปอยู่บริษัทของฝรั่ง อยู่ได้ 2ปี พอจบโท ก็ย้ายไปอยู่บริษัทฝรั่งอีกทีนึง อยู่ที่นี่ประมาณ 4ปี
หลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่บริษัทฝรั่ง ( แห่งที่ 3 ) รายได้ก็ค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่วินัยทางการเงินก็ยังไม่ค่อยได้เรื่องอยู่ดี ซื้อของเงินผ่อนก็เยอะ
ผ่อนรถมือสองกับบ้านแฝดมือสอง ช่วงนั้นเงินเลยตึงมากๆๆๆๆ เคยถึงขั้นเอาทองไปจำนำ เอาบัตรเครดิตไปรูดเอาเงินสด ( คิดดูดอกเบี้ยโหดแค่ไหน! )
3. จขกท เพิ่งมาตาสว่างเห็นความสำคัญของวินัยทางการเงินเพราะลูกน้องผู้หญิงคนนึง เราเห็นเขาเก็บเงินเก่งมากๆทั้งที่เงินเดือนน้อยกว่าเรา เราเลยเริ่มเก็บเงินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ช่วงนั้น เราขายบ้านแฝดหลังเก่ามาซื้อบ้านเดี่ยว เพราะเพื่อนบ้านหลังเก่านักเลงมากๆเราเลยขอเป็นฝ่ายไป ( เหมือนในเพลงเลย 555 ) หลังจากนั้น ก็พยายามโปะจ่ายให้หมดเร็วที่สุด ประมาณ 7 ปี ก็ผ่อนค่าบ้านหมด
4. แล้วเราก็มาเรียนรู้เพิ่มเติมว่า วิธีออมเงินให้ได้ผล ไม่ใช่แค่ให้เงินนอนแอ้งแม้งอยู่ในบัญชี แต่ยังรวมไปถึงการต่อยอดเงินที่มีอยู่ให้เพิ่มพูน และรวมไปถึงการประหยัดภาษี ซึ่งก็คือวิธีการออมเงินทางอ้อมเหมือนกัน ( อย่างที่ฝรั่งเขาบอกว่า Money saved is money earned ) ช่วงนั้นเลยระดมซื้อทั้ง RMF LTF ประกันชีวิต หุ้นกู้ กองทุนรวม สลากออมสิน พันธบัตร คือลงทุนทั้งแบบที่เสี่ยงมากเสี่ยงน้อยเพื่อถัวความเสี่ยงไปหลายๆทาง ซึ่งทำให้มี passive income ขึ้นมาพอสมควร
5.ทุกวันนี้ เราไม่มีหนี้สินใดๆ นอกจากค่าใช้จ่ายจิปาถะในแต่ละเดือน เราจึงสามารถเก็บเงินจากรายได้ในฐานะลูกจ้าง บ. เอกชนได้เกินกว่า 70% ของรายได้แต่ละเดือน แล้วเราก็นำเงินเหล่านี้ไปลงทุนเพื่อเพิ่มพูนรายได้ตามที่เคยทำ สำหรับเรื่องหุ้นเราไม่ถนัด ที่สำคัญใจไม่นิ่งพอและไม่มีเวลาตามดู เลยปล่อยให้กองทุนมืออาชีพเขาดูแลแทน ซึ่งผลตอบแทนโดยรวมก็ถือว่า OK นะ แม้จะไม่เยอะเท่าลงทุนในหุ้นก็ตาม ( ที่สำคัญไม่หวือหวาจนกระเทือนหัวจายยย 555 )
ุ6 . ความสำคัญอยู่ที่ข้อนี้ คืออยากจะบอกน้องๆว่า " อย่าหมิ่นเงินน้อย " แม้ว่าตอนจบมาใหม่ๆเงินเดือนยังไม่เยอะ ก็ขอให้น้องเก็บเท่าที่สามารถจะทำได้ อย่าคิดว่าเป็นเงินจำนวนน้อยเลยไม่เก็บมันซะเลย นั่นเป็นความคิดที่ผิดมากๆ ลองนึกถึงน้ำที่หยดลงตุ่ม หยดลงทุกวันก็ยังเต็มตุ่มได้ เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกเงินเก็บจำนวนน้อยนะคะ ค่อยๆเก็บออมไป มันจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ พอจำนวนมากขึ้น จากหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน เราจะยิ่งภูมิใจและมีกำลังใจที่จะออมเงินให้ได้มากขึ้นๆๆๆเรื่อยๆ ความมั่นคงและความสงบทางจิตใจจะเข้ามาหา เราก็จะทำงานด้วยความสบายใจ ไม่ต้องห่วงเรื่องหนี้ เรื่องดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน แถมยังมีความสุขและสนุกในการนำเงินไปต่อยอดเพิ่มเติมในแต่ละเดือนอีกด้วย
7.และอีกข้อที่ควรทำควบคู่กันไปคือการหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเรียนต่อปริญญาโท การหาความรู้ในงานที่ทำ ความรู้ทางด้านภาษา ดีทั้งนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้งานเราก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ รายได้ก็จะเพิ่มตามมา ถ้าทำงานไปเรื่อยๆโดยไม่หาความรู้เพิ่มเติม ความก้าวหน้าก็จะเป็นไปอย่างช้าๆเราก็จะยิ่งท้อใจและรู้สึกว่าเก็บเงินได้ช้าจัง
ประสบการณ์ที่แชร์นี้ เป็นการแชร์ในฐานะของลูกจ้างบริษัทเอกชนนะคะ ท่านที่ทำธุรกิจส่วนตัวหลายท่านอาจจะได้ผลตอบแทนมากกว่านี้
เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำไป
ยังไงก็ขอชื่นชมน้องๆทุกคนที่มีความตั้งใจที่จะออมเงินตั้งแต่อายุน้อยๆนะคะ
ขอฝากคำแนะนำให้กับน้องๆที่เพิ่งเริ่มทำงานแล้วตั้งกระทู้ถามเรื่องวิธีเก็บเงิน/วินัยทางการเงิน
ว่าอย่างน้อย น้องๆก็มีความตั้งใจที่ดี ( น่าจะมีชัยไปกว่าครึ่ง 555 ) จขกท เองสมัยเรียนจบทำงานใหม่ๆยังคิดได้ไม่เท่าน้องๆเลย แต่อยากจะขอ
แชร์ ( เท่าที่จะนึกออก ) ถึงประสบการณ์ทางการเงินที่ผ่านมาของพี่เอง ซึ่งก็มีทั้งด้านดีและไม่ดีปะปนกัน ดังนี้
1.สมัยจบใหม่ๆพี่ใช้เงินเก่งค่ะ ตอนนั้นทำงานธนาคาร ได้บัตรเครดิตก็รูดซะเต็มวงเงิน ผ่อนขั้นต่ำ แล้วก็ไปทำบัตรของธนาคารอื่นอีกหลายใบ ใช้เงินเก่งมากๆเพราะช่วงนั้นจบมาใหม่ๆสังสรรค์กับเพื่อนบ่อยๆ ที่สำคัญพอจบป ตรี มาก็ต่อโททันทีตอนอายุ 22 ปี ก็เลยมีค่าใช้จ่ายยุบยับไปหมด
2.ทำงานธนาคารได้ปีกว่า ก็ย้ายไปอยู่บริษัทของฝรั่ง อยู่ได้ 2ปี พอจบโท ก็ย้ายไปอยู่บริษัทฝรั่งอีกทีนึง อยู่ที่นี่ประมาณ 4ปี
หลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่บริษัทฝรั่ง ( แห่งที่ 3 ) รายได้ก็ค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่วินัยทางการเงินก็ยังไม่ค่อยได้เรื่องอยู่ดี ซื้อของเงินผ่อนก็เยอะ
ผ่อนรถมือสองกับบ้านแฝดมือสอง ช่วงนั้นเงินเลยตึงมากๆๆๆๆ เคยถึงขั้นเอาทองไปจำนำ เอาบัตรเครดิตไปรูดเอาเงินสด ( คิดดูดอกเบี้ยโหดแค่ไหน! )
3. จขกท เพิ่งมาตาสว่างเห็นความสำคัญของวินัยทางการเงินเพราะลูกน้องผู้หญิงคนนึง เราเห็นเขาเก็บเงินเก่งมากๆทั้งที่เงินเดือนน้อยกว่าเรา เราเลยเริ่มเก็บเงินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ช่วงนั้น เราขายบ้านแฝดหลังเก่ามาซื้อบ้านเดี่ยว เพราะเพื่อนบ้านหลังเก่านักเลงมากๆเราเลยขอเป็นฝ่ายไป ( เหมือนในเพลงเลย 555 ) หลังจากนั้น ก็พยายามโปะจ่ายให้หมดเร็วที่สุด ประมาณ 7 ปี ก็ผ่อนค่าบ้านหมด
4. แล้วเราก็มาเรียนรู้เพิ่มเติมว่า วิธีออมเงินให้ได้ผล ไม่ใช่แค่ให้เงินนอนแอ้งแม้งอยู่ในบัญชี แต่ยังรวมไปถึงการต่อยอดเงินที่มีอยู่ให้เพิ่มพูน และรวมไปถึงการประหยัดภาษี ซึ่งก็คือวิธีการออมเงินทางอ้อมเหมือนกัน ( อย่างที่ฝรั่งเขาบอกว่า Money saved is money earned ) ช่วงนั้นเลยระดมซื้อทั้ง RMF LTF ประกันชีวิต หุ้นกู้ กองทุนรวม สลากออมสิน พันธบัตร คือลงทุนทั้งแบบที่เสี่ยงมากเสี่ยงน้อยเพื่อถัวความเสี่ยงไปหลายๆทาง ซึ่งทำให้มี passive income ขึ้นมาพอสมควร
5.ทุกวันนี้ เราไม่มีหนี้สินใดๆ นอกจากค่าใช้จ่ายจิปาถะในแต่ละเดือน เราจึงสามารถเก็บเงินจากรายได้ในฐานะลูกจ้าง บ. เอกชนได้เกินกว่า 70% ของรายได้แต่ละเดือน แล้วเราก็นำเงินเหล่านี้ไปลงทุนเพื่อเพิ่มพูนรายได้ตามที่เคยทำ สำหรับเรื่องหุ้นเราไม่ถนัด ที่สำคัญใจไม่นิ่งพอและไม่มีเวลาตามดู เลยปล่อยให้กองทุนมืออาชีพเขาดูแลแทน ซึ่งผลตอบแทนโดยรวมก็ถือว่า OK นะ แม้จะไม่เยอะเท่าลงทุนในหุ้นก็ตาม ( ที่สำคัญไม่หวือหวาจนกระเทือนหัวจายยย 555 )
ุ6 . ความสำคัญอยู่ที่ข้อนี้ คืออยากจะบอกน้องๆว่า " อย่าหมิ่นเงินน้อย " แม้ว่าตอนจบมาใหม่ๆเงินเดือนยังไม่เยอะ ก็ขอให้น้องเก็บเท่าที่สามารถจะทำได้ อย่าคิดว่าเป็นเงินจำนวนน้อยเลยไม่เก็บมันซะเลย นั่นเป็นความคิดที่ผิดมากๆ ลองนึกถึงน้ำที่หยดลงตุ่ม หยดลงทุกวันก็ยังเต็มตุ่มได้ เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกเงินเก็บจำนวนน้อยนะคะ ค่อยๆเก็บออมไป มันจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ พอจำนวนมากขึ้น จากหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน เราจะยิ่งภูมิใจและมีกำลังใจที่จะออมเงินให้ได้มากขึ้นๆๆๆเรื่อยๆ ความมั่นคงและความสงบทางจิตใจจะเข้ามาหา เราก็จะทำงานด้วยความสบายใจ ไม่ต้องห่วงเรื่องหนี้ เรื่องดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน แถมยังมีความสุขและสนุกในการนำเงินไปต่อยอดเพิ่มเติมในแต่ละเดือนอีกด้วย
7.และอีกข้อที่ควรทำควบคู่กันไปคือการหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเรียนต่อปริญญาโท การหาความรู้ในงานที่ทำ ความรู้ทางด้านภาษา ดีทั้งนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้งานเราก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ รายได้ก็จะเพิ่มตามมา ถ้าทำงานไปเรื่อยๆโดยไม่หาความรู้เพิ่มเติม ความก้าวหน้าก็จะเป็นไปอย่างช้าๆเราก็จะยิ่งท้อใจและรู้สึกว่าเก็บเงินได้ช้าจัง
ประสบการณ์ที่แชร์นี้ เป็นการแชร์ในฐานะของลูกจ้างบริษัทเอกชนนะคะ ท่านที่ทำธุรกิจส่วนตัวหลายท่านอาจจะได้ผลตอบแทนมากกว่านี้
เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำไป
ยังไงก็ขอชื่นชมน้องๆทุกคนที่มีความตั้งใจที่จะออมเงินตั้งแต่อายุน้อยๆนะคะ