ตีสามผี... (แด่คนนอนดึก)

“ตีหนึ่งลมพัด ตีสองหมาหอน ตีสามผีออกโรงงงง”
“กรี้ดดดดด”
มากไปแล้ว แบบนี้มันมากไปแล้ว ปั้นขยำกระดาษเป็นก้อน ชายหนุ่มวัยสามสิบอาชีพฟรีแลนด์ผู้พึ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่อพาตเมนต์แห่งนี้ต้องปวดหัว ปั้นเป็นชายหนุ่มที่มาจากลำปางตามคำชักชวนของผู้บริหารบริษัทไอทีแห่งหนึ่งที่ไปเจอกันเมื่อเขาไปเที่ยวลำปาง แต่ปั้นก็ไม่ได้ถูกรับเข้าทำงานทันทีหรอกนะ เขาถูกจ้างให้ทำงานเป็นเรื่องๆไป เพราะบริษัทจะขอดูผลงานเขาก่อน ปั้นจึงต้องรีบพิสูจน์ตัวเองให้บริษัทรับให้ได้ ปั้นเลือกเช่าอพาตเม้นต์แห่งนี้เพราะเจอมันในอินเตอร์เน็ต เดือนละสามพันเท่านั้น แม้ห้องจะเท่ารูหนู แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ รอให้ได้งานก่อนเถอะ เขาจะไปเช่าคอนโดหรูๆใจกลางกรุงเทพอยู่เลยคอยดูซิ
“กรี้ดดดด ไอ้ตุ้ย อย่ามาหลอกกันสิ”    
แม้ว่าอพาตเม้นต์แห่งนี้จะมีราคาถูก แต่มันก็ไม่น่าประทับใจนักเมื่อห้องนี้อยู่ชั้นสองของตึก เสียงรถ เสียงคนจึงดังขึ้นมาถึงในห้องเขา เพียงแค่เอาโต๊ะญี่ปุ่นออกมากาง เริ่มออกแบบผลงานไม่ทันไหร่ เสียงไอ้พวกเด็กที่พ่อแม่ไม่มีเวลาสั่งสอนก็ดังมาถึงในห้องเขา
“ไม่ได้หลอกนะ ไม่เชื่อคืนนี้ก็ลองอยู่ถึงตีสามดูสิ ว่าจะเจอผีหรือเปล่า”
“ใครจะอยู่ดู ตีสามฉันคงหลับไปแล้ว”
“กลัวใช่ไหมล้า ฮึๆ กลัวผีก็บอกมาเถอะ”
“ไม่ได้กลัวนะ!”
ปัก! ปั้นทุบดินสอลงบนพื้น ก่อนเดินไปเปิดหน้าต่างออกให้กว้าง เห็นหัวพวกเด็กสี่คนนั่งล้อมเป็นวงเล่าเรื่องผีกันอยู่
“เงียบซะที! คนจะทำงานโว้ย! ไปเล่นไกลๆเลย!”
“…”
“มองหน้าทำไม รีบไสหัวไปสิ!” ปั้นจ้องกลับใส่ดวงตาสีดำของเด็กๆ ที่ดูจะงงกับการปรากฏตัวของเขา
“ผู้ใหญ่คนนี้ อะไรกัน” เด็กผู้ชายที่ดูโตที่สุดถามเด็กผู้หญิงข้างๆ
“ทำไมเขาถึงอยู่ในห้อง…”
“ยังไม่ไปอีก!” แม้จะมาจากจังหวัดทางภาคเหนือ แต่ปั้นก็ไม่ใช่คนใจเย็นนัก
เด็กผู้หญิงที่ดูอายุน้อยที่สุดเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่พูด หันหลังวิ่งตามเพื่อนออกไป ปั้นมองดูจนพวกเด็กตัวแสบวิ่งหนีหายไปจนลับตา เขาก็หดหัวกลับมาแล้วปิดหน้าต่างลง เงียบแล้ว ต้องเงียบแบบนี้สิถึงจะคิดงานออก ปั้นยืดแขนบิดขี้เกลียดจนกระดูกลั่นเปาะแปะ เมื่อหันหน้ามาเขาก็ต้องกระพริบตาถี่ๆ
ทำไมดินสอมาวางอยู่บนโต๊ะได้หล่ะ
เขาจำได้ว่าปามันลงพื้นนี่ เอ๋ แปลกจัง ปั้นส่ายหัวแล้วตบหน้าหลายที เขาต้องเบลอไปแล้วแน่ๆ ช่างเถอะ รีบปั่นงานให้เสร็จดีกว่า แต่เมื่อเขาเริ่มทำงานแล้วปั้นจะไม่สนสิ่งใดๆทั้งสิ้น เขามีสมาธิสูงมาก จนกระทั่งเวลาเคลื่อนผ่านไปหลายั่วยาม ดวงอาทิตย์ที่เคยลอยสูงก็ตกต่ำหายไป เหลือเพียงความมืดมิดและแดวงจันทร์ที่เคลื่อนสูงแทน
“ฮ้าวว เหนื่อยจัง”
ปั้นลุกขึ้นบิดตัว เมื่อเห็นว่าด้านนอกมืดแล้ว เขาก็ขี้คร้านจะไปหาซื้ออาหารที่ด้านนอก ก็เลยรื้อลังที่แม่เขาบรรจุอาหารแห้งใส่มาให้ คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากมาม่า ซึ่งปั้นไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ต้องห่อมาให้ด้วย หาซื้อเอาที่กรุงเทพก็ได้ เสียเวลาแบกมาชะมัด
พรึบพรับ
ปั้นเงยหน้าจากถ้วยมาม่าต้มเมื่อผ้าม่านโบกสะบัด สงสัยจะปิดหน้าต่างไม่สนิท ปั้นเดินมาปิดหน้าต่าง ก็เห็นหน้าต่างมีรอยแง้มนิดๆเอาไว้ เขาจึงเลื่อนปิดแล้วลงกลอนก่อนเลื่อนผ้าม่านปิดตาม เมื่อหันหน้ากลับมาสายตาก็หันไปเจอนาฬิกาบนฝาห้องพอดี ซึ่งไม่ใช่นาฬิกาของเขา แต่เป็นนาฬิกาที่ติดอยู่ในห้องนี้อยู่แล้ว
ตีหนึ่ง
หือ ตีหนึ่งแล้วหรอเนี่ย ไวจัง ปั้นเดินกลับมากินมาม่า ขณะกำลังคีบมาม่าใส่ปาก เสียงในหัวก็ดังขึ้น
ตีหนึ่งลมพัด…
แน่สิว่าลมต้องพัด ก็เขาว่าพายุจะเข้าไทยนี่หน่า ไม่ต้องให้เด็กประถมมันรู้หรอก ใครๆก็รู้ ปั้นยังคงกินมาม่าต่อไปจนหมดชาม เขาก็เปิดเพลงฟัง และตั้งใจจะไปอาบน้ำซักที กี่โมงแล้วนะ
ตีสอง
ตีสองหมาหอน…
โบร๋วววว
นี่กรุงเทพนะ ไม่ใช่บ้านนอกบ้านนา ทำไมหมามันถึงเดินเพ่นพล่านกันให้เกลื่อนถนนล่ะ เทศบาลไม่คิดจะดูแลหน่อยหรือไง เปลืองงบประมาณชะมัด แม้ตั้งใจจะไปอาบน้ำ แต่ปั้นก็ดันท่องเฟสบุ้คเพลินซะนี่จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป กี่โมงแล้วนะ
ตีสาม
ตีสามผีออกโลง…
“…”
เหอะ ไร้สาระ กะอีแค่เพลงของพวกเด็กพวกนั้น ตัวเขาเองก็เคยร้องมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ไปอาบน้ำดีกว่า จะนอนทั้งแบบนี้ก็ไม่ได้เหนียวตัวชะมัด
ปั้นพาดผ้าเช็ดตัวเดินไปเข้าห้องน้ำ เมื่อสายน้ำเย็นๆกระทบร่างกาย ความเหนื่อยล้าก็บรรเทาลง
เอี้ยดดด
หือ เสียงอะไรน่ะ ปั้นลูบน้ำออกจากใบหน้าหันไปทางประตูที่ปิดสนิท เสียงนั้นเหมือนดังมาจากห้องเขาเลย แต่จะเป็นเสียงอะไรได้ในเมื่อหน้าต่างก็ปิดมิดชิด ไม่มีลมเข้ามา หนูหรือเปล่า ปั้นรีบอาบน้ำลวกๆ พันผ้าเช็ดตัวที่เอวแล้วออกมาจากห้องน้ำ ก็ไม่พบอะไรนอกจากห้องว่างๆ ในขณะที่ปั้นกำลังใส่เสื้อผ้าอยู่นั้น เขาก็สังเกตว่ามีบางสิ่งเปลี่ยนไป
เก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้งเคลื่อนมาอยู่ใกล้เตียงของเขาได้ไงกัน หรือว่าจะเป็นเสียงเอี้ยดเมื่อกี้…
ไม่จริงน่า! เก้าอี้มันไม่มีขานี่หน่า จะเป็นไปได้ไงเล่า คงเป็นเขาเองอีกนั่นแหละที่ย้ายเก้าอี้มาไว้ตรงนี้ สงสัยพรุ่งนี้ต้องหาซุปไก่มาโด้ปซักหน่อยแล้ว ปั้นหันหน้าเข้าหากระจก ป้ายครีมของผู้ชายลงบนผิวแล้วทาวนๆ
“เฮ้ย!!!”
ควับ แฮ่กๆๆ
ปั้นหันมองด้านข้างตน มะ เมื่อกี้ มันอะไรกัน ผู้หญิงผมยาวมองไม่เห็นเครื่องหน้ายืนอยู่ข้างๆเขา แต่มันแค่แวบเดียวเท่านั้น เขาต้องตาฝาดไปแน่ๆ ใช่เลย เขาต้องเบลอ ต้องใช่สิ แม้จะปลุกปลอบใจตนเอง แต่ก็ไม่สามรถปฏิเสธได้ถึงความกลัวได้ในเมื่อหัวใจเต้นตุบตับแบบนี้ นอนดีกว่า สมองเลอะเลือนไปใหญ่แล้ว
ปั้นปิดไฟ แล้วเข้านอน ได้พักผ่อนซักทีสิน่า นั่งรถไฟมาเป็นวันยังต้องมารีบปั่นงานอีก สมองไม่แบ้งก็บ้าไปแล้ว

ช่วงเวลาที่ลมหายใจปั้นช้าลงเรื่อยๆ สติสัมปัญชัญญะค่อยๆด่ำดิ่งสู่ห้วงนิทาอยู่นั้น
เอี้ยด…
เก้าอี้ที่เคยอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งก็เคลื่อนมากลางห้อง ปั้นหรี่ตาขึ้นช้าๆ แต่สติยังไม่กลับมาดีนัก พร้อมจะดำดิ่งได้เสมอ
แต่สิ่งที่ทำให้ปั้นต้องลืมตาขึ้นเรื่อยๆก็คือเงาตะคุ่มสีดำที่ขึ้นไปยืนบนเก้าอี้…
?!!!
เชือกเส้นยาวพาดขึ้นไปบนพัดลมเพดาน ดวงจันทร์ที่เคลื่อนต่ำลงมาสาดแสงลอดผ้าม่านให้เห็นหญิงสาวผมยาวค่อยๆเอาหัวคล้องลงไปในเชือก
อย่าาาา!!!
ปั้นกรี้ดร้องในใจเมื่อร่างนั้นห้อยต่องแต่งและดิ้นพ่าน
โครม!
เก้าอี้โดนถีบร่วงไปบนพื้น ผีสาวจ้องหน้าเขาพร้อมตาถลน ลิ้นจุกปาก ดิ้นถีบตัวไปมา
“ช่วย กุ ด้วย”
“อ้ากกกกก”
ปั้นกรีดร้องสุดเสียง มันดังไปทั้งอพาตเม้น ทว่ากลับไม่มีใครสนใจ ราวกับว่าไม่มีใครจะได้ยิน
ร่างผีสาวดิ้นจนเฮือกสุดท้ายก่อนจะห้อยแน่นิ่งเหมือนตุ๊กตาไร้ชีวิต ปั้นมองร่างไร้วิญญาณอย่างไม่เชื่อสายตา นี่มันอะไร เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เป็นความจริงหรือ ทันใดนั้น ร่างที่แน่นิ่งก็ลืมตาโพลง แล้วชี้นิ้วใส่เขา
“ทำไมไม่ช่วยกุ”
“ผม!”
“ไม่ช่วยกุ!”
ผีสาวกลายร่างเป็นซากศพที่ถูกฝังมานาน ใบหน้าเละเทะ กลิ่นน้ำเหลืองลอยคลุ้ง เหม็นเน่าสุดจะทนแทบอาเจียนออกมา
“กุจะเอาไปอยู่ด้วย!”
“อย่า ผมไม่รู้เรื่อง อย่าทำผมเลย”
“ไปอยู่กับกุเถอะ”
“มะ ไม่ อ๊อก!”
เพียงแค่ผีตนนั้นขยับมือ คอของเขาก็โดนบีบไปด้วย ปั้นตาถลน หายใจไม่ออก เขาคิดว่าตนเองคงจะตายเร็วๆนี้แน่ จึงพนมมือนึกถึงมารดา ภาพที่มารดาแพ็กมาม่าใส่ลังเบียร์ช้างทำเอาเขาน้ำตาไหล
อายุสามสิบปี เรียนไม่จบ เอาแต่เล่นเกม ทำคอมเป็นเล็กๆน้อยๆ แม้สุดท้ายจะเพียรเรียนรู้ไอทีจากยูทูปด้วยตนเอง ตั้งใจจะเป็นคนดีตอบแทนพระคุณมารดากลับต้องมาตายก่อนซะนี้
แม่จ๋า ผมขอโทษ
แล้วสติของปั้นก็ดับวูบไป

“พ่อหนุ่มๆ เป็นอะไรหรือเปล่า”
ปั้นกระพริบตาปริบๆ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ผีตนนั้น แต่เป็นป้าเจ้าของอพาตเม้น ปั้นเด้งตัวขึ้นนั่ง
“ผมเจอผี ผีหลอกผม นะ นั่น เก้าอี้ที่มันลากมา” ปั้นชี้นิ้วสั่นเทาไปยังเก้าอี้ที่ยังคงนอนตะแคงอยู่กลางห้อง ป้าเจ้าของตึกมองไปยังเก้าอี้แล้วมองกลับมายังปั้น
“ผีมีที่ไหนกัน พ่อหนุ่มคงฝันไป”
“ผมไม่ได้ฝัน สาบานได้ มันบีบคอผมด้วย” ความรู้สึกหายใจไม่ออกยังติดอยู่ในความรู้สึกเขาอยู่เลย นี่มันเรื่องจริงชัดๆ
“ไร้สาระ ป้าว่าพ่อหนุ่มฝันไปเอง”
“แล้วป้าเข้ามาในห้องของผมได้ไง”
“ป้าเห็นประตูเปิดอ้าเอาไว้ แล้วพ่อหนุ่มก็นอนอยู่บนพื้น”
“ผมไม่ได้เปิด”
“แล้วใครเปิด ผีอีกหรอ”
“…” ปั้นถึงกับนิ่งเป็นใบ้ เขาไม่รู้ว่าผีเป็นคนเปิดหรือเปล่าน่ะสิ
“ป้าไปหล่ะ พ่อหนุ่มไปหาหมอบ้างนะ นอนละเมอตกเตียงเชียว”
ป้าเจ้าของตึกลุกออกไป ทิ้งปั้นให้นั่งสับสนอยู่บนพื้นคนเดียว
“แม่จ๋า ทำไมพี่ชายถึงมาอยู่ในห้องที่พี่สาวคนนั้นผูกคอตายล่ะจ้ะ”
!!!
ปั้นหันไปมองเด็กผู้หญิงที่กำลังเดินผ่านห้องของเขา ปั้นจำได้ว่าเธอคือเด็กผู้หญิงที่เขาเจอเมื่อวานนี่หน่า ถ้างั้นเขาก็ไม่ได้ฝันไป ห้องนี้มีคนฆ่าตัวตายจริงๆ เมื่อหันไปมองป้าเจ้าของอพาตเม้นแกก็หน้าถอดซีสนิท
“ผมจะย้ายออก!!!”

ไม่เพียงแต่ออกจากอพาตเม้นเท่านั้น ปั้นยังกลับลำปางอีกด้วย เขาคิดถึงแม่จับหัวใจ และเชื่อว่าที่เขารอดจากผีสาวมาได้ก็เพราะว่าพระคุณของแม่ ปั้นตั้งใจจะกลับไปช่วยที่บ้านทำนา ไม่ว่าอาชีพอะไรก็รวยได้ถ้าเราตั้งใจ ที่สำคัญคือปั้นคิดถึงแม่ที่สุด และจะไม่ลืมทำบุญให้ผีสาวตนนั้นอีกด้วย



..............................
คอมเม้นต์ติติงได้นะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่