“พิชัย” แนะทางรอดวิกฤตกบต้ม เร่งเปิดรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รัฐต้องยืดหยุ่นปรับตัวอย่าทำตัวเป็นอุปสรรค ไทยแลนด์ 4.0 ต้องมีมาครฐาน 4.0 สากล ไม่ใช่คิดไปเอง
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวในการเป็นประธานเปิดงาน FACTS เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่มีนักลงทุนและนักวิชาการจากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เยอรมนี เข้าร่วม ว่า ใน 5-10 ปีข้างหน้า โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทางด้านเทคโนโลยีเหมือนเป็นคลื่นของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับตัวรองรับ ก่อนที่จะล้าหลังจนเป็นวิกฤตกบต้มได้ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะภาครัฐต้องมีความยืดหยุ่นอย่างมาก เพื่อปรับกฏหมายรองรับ มิเช่นนั้น ภาครัฐจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเสียเอง ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังสับสนว่าจะมีทิศทางอย่างไร หลายกฏระเบียบของรัฐยังออกมาขัดขวางการพัฒนาเสียเอง เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และซิงเกิลเกตเวย์ ฯลฯ และไม่แน่ว่ารัฐมนตรีแต่ละท่านจะเข้าใจไทยแลนด์ 4.0 ตรงกันหรือไม่ และจะเป็นไปตามมาตรฐาน 4.0 ในระบบสากลหรือไม่
ดังนั้นจึงควรมีการตรวจสอบมาตรฐาน 4.0 ตามหลักสากล เพื่อจะได้มั่นใจว่าเป็น 4.0 อย่างแท้จริง ไม่ใช่ 0.4 นอกจากนี้ รัฐยังต้องเปิดให้ประชาชนมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อจะได้นำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ การปิดกั้นความคิดเห็นในด้านใดก็ตามจะเป็นการทำลายบรรยากาศที่จะก่อให้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เห็นจากประเทศประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพทางความคิดจะมีเทคโนโลยีที่คิดค้นใหม่เกิดขึ้นเสมอ ในขณะที่ประเทศที่ปิดกั้นเสรีภาพจะไม่มีการพัฒนาคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เลย การสัมมนาวันนี้ เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญต่อประเทศไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จากหลายประเทศเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ความชำนาญ ซึ่งมุ่งเน้นด้าน วิศวกรรม พลังงาน และ สภาวะแวดล้อม เพื่อเชื่อมโยงต่อกัน และเป็นทิศทางอนาคตของทั้งโลกในปัจจุบัน
JJNY : ‘พิชัย’แนะทางรอดวิกฤตกบต้ม เร่งเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ รัฐอย่าทำตัวเป็นอุปสรรคไทยแลนด์ 4.0
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวในการเป็นประธานเปิดงาน FACTS เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่มีนักลงทุนและนักวิชาการจากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เยอรมนี เข้าร่วม ว่า ใน 5-10 ปีข้างหน้า โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทางด้านเทคโนโลยีเหมือนเป็นคลื่นของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับตัวรองรับ ก่อนที่จะล้าหลังจนเป็นวิกฤตกบต้มได้ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะภาครัฐต้องมีความยืดหยุ่นอย่างมาก เพื่อปรับกฏหมายรองรับ มิเช่นนั้น ภาครัฐจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเสียเอง ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังสับสนว่าจะมีทิศทางอย่างไร หลายกฏระเบียบของรัฐยังออกมาขัดขวางการพัฒนาเสียเอง เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และซิงเกิลเกตเวย์ ฯลฯ และไม่แน่ว่ารัฐมนตรีแต่ละท่านจะเข้าใจไทยแลนด์ 4.0 ตรงกันหรือไม่ และจะเป็นไปตามมาตรฐาน 4.0 ในระบบสากลหรือไม่
ดังนั้นจึงควรมีการตรวจสอบมาตรฐาน 4.0 ตามหลักสากล เพื่อจะได้มั่นใจว่าเป็น 4.0 อย่างแท้จริง ไม่ใช่ 0.4 นอกจากนี้ รัฐยังต้องเปิดให้ประชาชนมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อจะได้นำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ การปิดกั้นความคิดเห็นในด้านใดก็ตามจะเป็นการทำลายบรรยากาศที่จะก่อให้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เห็นจากประเทศประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพทางความคิดจะมีเทคโนโลยีที่คิดค้นใหม่เกิดขึ้นเสมอ ในขณะที่ประเทศที่ปิดกั้นเสรีภาพจะไม่มีการพัฒนาคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เลย การสัมมนาวันนี้ เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญต่อประเทศไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จากหลายประเทศเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ความชำนาญ ซึ่งมุ่งเน้นด้าน วิศวกรรม พลังงาน และ สภาวะแวดล้อม เพื่อเชื่อมโยงต่อกัน และเป็นทิศทางอนาคตของทั้งโลกในปัจจุบัน