สวัสดีครับทุกๆคนที่เข้ามาอ่านเรื่องราวของผมนะครับ
ผมเพิ่งเคยร่างบทความแบบนี้เป็นครั้งแรกในชิวิตหากผิดพลาดประการใดขออภัยล่วงหน้าไว้ก่อนเลยนะครับ
มันเป็นบทความที่ผมอยากจะบอกให้คนหลายๆคนได้รู้ว่ามันมีอยู่จริงและถ้ามันเกิดขึ้นจริงกับคุณ คุณควรจะทำยังไงครับอาจช่วยได้ไม่มากก็น้อยมันคือ
(ความรักบนความแตกต่างฮ่ะ)
เริ่มเลยนะฮ่ะ ผมเกิดมาบนโลกในปี89ยุค80-90นั้นแหละฮ่ะ ในสมัยนั้นมันไม่ค่อยมีอะไรที่เจริญมากหรอกฮ่ะมันเป็นยุคที่ก้าวเริ่มของอุตสาหกรรมและอิเล็กโทรนิค มันจะเริ่มมี ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ แอร์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ที่มาแทน เพจ(พิมถูกใช้ไหมฮ่ะ) และเคเบิ้ลทีวี จริงๆผมมองมันคือยุคของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สุดในระดับหนึ่ง ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่5คนฮ่ะ พ่อ แม่ ฟี่ชาย น้องสาว และผมคือคนกลาง ผมจะมีอายุห่างกับน้องสาว5ปีและฟี่ชาย2ปี จึงทำให้ผมจะสนิทกับฟี่ชายผมซะส่วนใหญ่ในสมัยเด็กๆ ครอบครัวผมอาศัยอยู่ในใจกลางกุเทพครับ มันเป็น ซอย ซอยหนึ่งที่ตอนนั้นยังไม่มีความเจริญ (อยู่มาเกือบ20ปีโดยประมาณ) มันเป็นบ้านเช่าที่คนรากหญ้าหรือคนหาเช้ากินค่ำจะอยู่กันฮ่ะ มันเป็นรูปตัวยูเล็กๆซึ้งห้องเช่าจะแบ่งตอนตามเส้นตัวยูและใจกลางตัวยูคือห้องน้ำรวมที่คนเช่าจะใช้กันทั้งอาบน้ำและปลดทุกข์^_^ เมื่อสมัยก่อนนับหลังไป10กว่าปีก่อนใน ถิ่นที่ผมอาศัยอยู่นั้นค่อนข้างมีสิ่งชั่วร้ายเยอะฮ่ะตั้งแต่ตีรันฟันแทงไปยันยาเสพติด(มันยังไม่เจริญนิฮ่ะ) ผมคลุกคลีกับสังคมที่ผมอยู่มาในระดับหนึ่งแต่ผมไม่ได้ลึกนะครับเพราะผมแค่มีเพื่อนอยู่ในกลุ่มสนุกสนานเฮฮาไปเรื่อยตามประสาเด็กๆที่อายุ11-13(ตอนนั้นอยู่บ่อยเลยฮ่ะ) และในห้องเช่าของผมจะมีครอบครัวๆหนึ่งที่จะมีลูกสาวคนหนึ่งที่เป้นรุ่นฟี่ผมกับฟี่นับห่างน่าจะประมาณ5-9ปี(อันนี้ไม่ชัวร์)ซึ้งครอบครัวผมจะสนิทกับเค้ามากและผมกับฟี่จะไปเล่นที่ห้องเค้าบ่อยและสิ่งที่ผมพบเจอหรือรับวัฒนธรรมจากฟี่เค้าคือเพลงสากลฮ่ะ ซึ้งตอนนั้ฟี่ผมน่าจะอยู่ ม.1-2ได้ ผมจะประมาณ ป.5-6 และฟี่เค้าจะเป้นคนที่ชอบฟังเพลงสากลมากในตอนนั้นเค้าจะเปิดอยู่ไม่กี่ช่องในตอนนั้นที่เคเบิ้ลเข้าแรกๆของประเทศไทยไม่บอกชื่อนะฮ่ะ หากคนที่อยู่ในยุคสมัยนั้นหรือชอบคล้ายๆกันคนจะอ๋อ แต่ผมจะบอกชื่อรายการที่ฟี่เค้าชอบจนทำให้ฟี่และผมชอบตามมา คือ channel v ไทยแลนด์ ซึ้งจะมีพิธีกร คือ วีจีวุ้นเว้น วีเจจ๋า วีเจพอลล่า กับผู้ ญ หน้าลูกครึ่งจ๋าอีกคนจำชื่อไม่ได้ขออภัยด้วยนะฮ่ะ และพิธีกรผู้ชายอีกคนชื่อ เอิร์ธ (ขออภัยหากจำได้บ้างไม่ได้บ้าง) มันคือรายการที่จะแนะนำเพลงสากลที่เป้นกระแสของโลกในตอนนั้น(กระแส) มันจะผสมรวมเลยฮ่ะ ตั้งแต่ เกริล์กรุ๊ป บอยแบรนด์พังค์ยันเมทัล ไม่ขอพูดชื่อวงนะฮ่ะเยอะ มันเป็นเสียงเพลงฮ่ะที่ผมแอบชอบมันกับฟี่ผมตั้งแต่เด็กๆ มันทำให้ผมเริ่มที่จะทำอะไรในบางความคิดที่แปลกๆจากคนทั่วไป เช่นในตอน ม.ต้นผมเริ่มเจาะ หู คาง คิ้วจมูก ของขวัญตอนไปห้างชิ้นแรกที่ผมขอพ่อกับแม่ก็เป็นสเก็ตบอร์ด ในตอนนั้นแผ่งใหญ่มากของถูกๆแต่ชอบเลยละฮ่ะ ซึ้งเรื่องที่ผมชอบผมไม่สามารถพูดกับไครได้มากเท่าไหร่หรอกฮ่ะหากนับช่วงนั้นจริงๆทั้ง ร.ร.มี3พันคนคนที่เป้นเหมือนผมมีอยู่2คนที่กล้าคุยเรื่องพวกนี้ได้ แต่แค่นั้นสำหรับผมมันก็เพียงพอละฮ่ะ ได้มีช่วงเวลาว่าตอนนี้มีวงอะไรมาไหม่แมร้งแนวนี้แบบนี้ยังงี้ แอบคุยกันธรรมดาในโรงเรียน พอไปห้องไครแต่ละคนก็จะเปิดเพลงสากลที่เราชอบแบบดังๆแบบไม่ต้องเกรงใจคนที่มาห้องจะชอบไหมจะรู้สึกว่าเรากระแดะหรือเปล่าฮ่าๆ
ในชิวิตของผมทุกการเดินทางส่วนใหญ่ก้คือรถเมลล์ฮ่ะ มอไซค์ยังขับไมเป้นเลยในตอนนั้นขับรถใหญ่นี้ข้ามไปได้เลย ขึ้นบีทีเอสเป็นก็โอเคแล้วฮ่าฮ่า ง่ายๆคือเดินทางโดยรถสาธารณะเกือบ95%ของชิวิต เรื่องคิดจะมีรถก็มีมาตั้งแต่เด็กๆเหมือนหลายๆคนแหละมั้งครับแต่ก็ติดเรื่องความสุขสนุกกับเรื่องอื่นจนทำไม่ได้สักที(ลืมบอกไปผมเป้นคนที่รักเมาฮ่ะยิ่งกับเพื่อนนี้ปล่อยตัวเลยเรียกว่ามีคนละร่างเลยก็ว่าได้) *ยันมีฉายาตอนเมา* เพราะคำว่ารักเมาและสันดานเนี่ยแหละครับมันทำให้ชิวิตผมพังแบบไม่เป็นท่า หลังจากผมเรียนไมจบ ป.ตรี ผมได้คิดที่จะทำงานแต่ตอนนั้นในหัวพนักงานบริษัทมันไม่ใช่ผม ผมจงเลือกเดินทางสายพ่อคือ เริ่มเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้ามือ2 ที่เกี่ยวกับวงดนตรี ประมาณแก็งค์ที่สักๆเจาะแต่งตัวสเก็ตอะไรประมาณนั้นแหละครับ และนั้นก็เป็นการเปิดโลกอีกใบที่ทำให้ผมได้พบเธอฮ่ะ ในสมัยนั้นผมไม่คิดที่จะเล่นเฟสบุ๊คสักเท่าไหร่ไม่ชอบเลยแหละแต่เพราะอยากขายของผ่านเฟสจงเริ่มลองทำดูผมได้สร้างเฟสบุ๊คใหม่ที่ไม่มีตัวตนจริงผมอยู่ ขายของไปเรื่อยๆก็จะเจอกับคนที่ชอบคล้ายๆกันเป็นเพื่อนกันจนผมได้พบกับเธอฮ่ะแต่ยังไม่ได้คุยหรอกฮ่ะ แต่แล้วสุดท้ายอาชีพพ่อค้าผมก็พังทลายไปอีกครั้งจากการกินเหล้าจนหมุนเงินแหละของไม่ได้ เมาหนักทุกวันตลอด จนที่บ้านบอกไม่ไหวแล้วยังงี้ไปทำงานบริษัทดูไหมอาจดีขึ้น แหละผมก็ได้ไปเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งค่อนข้างมีชื่อเสียง ผมทำงานเป็นกะครับมีเข้างานตั้งแต่7:00-16:00ยัน14:00-24:00 ทุกวันของการทำงานก็คือไปแล้วกลับกับรถเมลล์คู่ใจมันค่อนข้างจำเจนิดหน่อยครับในช่วงแรกๆ และนั้นก็ทำให้ผมเริ่มเล่นเฟสบุ๊คเพิ่มขึ้น และผมก็ได้เจอเธอคนนั้นอีกครั้งหลังจากลืมไปสักพักใหญ่
ผมเริ่มที่เข้าไปส่องเฟสบุ๊คเธอคนนั้น และเริ่มสนใจเธอมากขึ้นผมใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่จะส่งข้อความไปหาเค้าเพราะคิดว่าในโซเชี่ยวมันไม่จริงสักเท่าไหร่ จนผมรวบรวมความกล้าได้ส่งข้อความทักเค้าไปและเริ่มคุยกันเพิ่มขึ้น เธอเป็นคนที่ ชอบฟังเพลงสากลแนวคล้ายๆกัน แถมเคยเล่นสเก็ตบอร์ด และเป็นนักดนตรี(มือกลอง)เธอเล่นได้ตั้งแต่เบายันหนักเลยฮ่ะ ชอบกินอาหารข้างทางไม่ชอบอาหารห้าง แปลกไหมละฮ่ะกับการคุยกันครั้งแรก เราเริ่มคุยกันเรื่อยๆศึกษากันความชอบของแต่ละคน การแต่งตัว จนในที่สุดเราก็นัดเจอกัน วันนั้นมันเป็นตอนเย็นครับเราเจอกันที่MRTแถวที่ทำงานผม วันนั้นเป้นวันที่นั่งนับเวลารอเลิกงานมากที่สุดในชิวิตเลยละฮ่ะ แหละสุดท้ายผมก็เจอเธอ เธอเป็นผู้ ญ หุ่นดีคนหนึ่งผิวสีแทนแต่งตัวลุยๆ เธอเป็นลูกครึ่งไทยอเมริกาฮ่ะ!! วันนั้นคือช่วงเวลาเย็นๆ เราได้เลือกสถานที่ที่จะไปเที่ยวกันแล้วเธอก็เอ่ยปากว่าข้าวสารใหม ในใจผมนี้เนื้อเต้นเลยฮ่ะนั้นมันทางของผมเลยนะแต่ก็พูดในใจ เรานั่งแท็กซี่ไปที่ข้าวสารพอถึงข้าวสาร(เธอบอกขอเข้า7-11ได้ไหมและเธอก็บอกเดินก่อนละกัน)ผมถามจะซื้ออะไรหรอเธอไม่ตอบแต่ส่งยิ้มกลับ เราได้เดินเที่ยวไปเรื่อยระหว่างทางเธอจะเดินๆหยุดๆในตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมากเราเดินคุยกันไปสักพักจนถึง7-11 เราเดินคุยกันได้ประมาณเกือบ1ชม.ครับแล้วเธอ แล้วเธอก็บอกรอแปป สิ่งที่เธอถือออกมาคือ พลาสเตอร์ และเธอก็บอกพอดีรองเท้าเรากัดอะของติดพลาสเตอร์แปป(เธอใส่รองเท้าผ้าใบมาครับ((จริงๆคือก่อนหน้าที่จะเจอกันผมได้บอกว่าเราชอบคนแต่งตัวลุยแบบชิวๆไม่เยอะเสื้อยืด เกงยีน ผ้าใบ))ตอนที่เค้าถอดรองเท้าแล้วผมดูมันเป็นแผลที่ค่อนข้างใหญ่เลยนะครับคือมันหนังแถบถลอกเป็นวงกว้างผมตกใจมากเพราะผมก็เคยโดนกัดแต่ไม่เยอะเท่านี้ ผมรู้ทันทีว่าที่ตอนแรกเธอบอกจะเข้า7นี้คือต้องการสิ่งนี้และการเดินๆหยุดๆของเธอก็เกิดจากเรื่องนี้ ผมจึงถามเธอว่าทำไมไม่ซื้อตั้งแต่ทีแรกจะทนเดินทำไมตั้งนานจนมันบวมขนาดนี้ เธอตอบลับมาว่าเราอยากเดินคุยกับนายก่อนไงแล้วส่งยิ้ม(เธอจะชอบเรียกผมว่า นาย อยู่เสมอ และจะแทนตัวเธอเองว่า เรา)ผมรู้สึกแปลกใจในคำตอบมากสำหรับการเจอกันเพียงครั้งแรก ผมจึงถามเธอว่าแล้วไหวไหมเราหาที่นั่งกันก่อนละกัน ผมก็ได้เลือกร้านนั่งชิลๆกะนั่งดื่นกับเธอถือว่าได้พักเท้าไปด้วย พอไปถึงร้านผมได้สั่งเบียร์มาขวดแล้วถามเธอว่าจะกินอะไร เธอตอบกลับมาว่าน้ำส้ม ผมนี้งงมากเลยถามกลับไปว่า ทำไมไม่กินเบียร์ละเธอตอบกลับสั้นๆว่าเราไม่ดื่มแอลกอฮอ ไม่สูบบุหรี่นะ ผมนี้งงเพิ่มเข้าไปอีกกับคนที่ชอบฟังเพลงสากลหนักๆมีกลุ่มเล่นสเก็ตบอร์ดและเป็นมือกลอง จะไม่ดื่มไม่สูบ(ต่างจากผมที่ทำหมด) ผมก็ได้แต่ยิ้มและคุยกับเธอไปเรื่อยๆ ผ่านไปสักพักจนเบียร์ผมหมดผมเลยชวนเธอไปคลองหลอดเดินได้สักพักผมดูเธอร้อนเหนื่อยๆผมเลยบอกเธอว่างั้นเดียวพาไปกินปังนมละกัน เราได้นั่งรถเมลล์มาครับ จนถึงร้านเราก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆจนถึง4ทุ่มผมถามเธอว่าเธอกลับบ้านได้กี่โมงกลับยังไง ผมจะได้ไปส่ง เธอตอบว่าสักพักก็กลับแล้วเรากลับBTS พอถึงเวลากลับผมก็นั่งBTSไปกลับเธอเพื่อจะส่งแต่ผมงงตรงสถานนีที่ลงแถวนั้นเป็นย่านธุรกิจฮ่ะ ซึ้งเธอก็บอกเดียวเราต้องเดินไปเอาของก่อนผมก็ตามเธอไป เราเข้าไปในตึกแห่งหนึ่งเข้าลิฟท์จนมาโผล่ที่ชั้นจอดรถผมเดินตามไปเรื่อยๆจนเธอบอกว่าพอดีเราต้องมาเอารถขับกลับบ้านอะ ผมนี้ช็อคเข้าไปอีก มันเป้นรถที่ค่อนข้างมีราคานิดหนึง ผมก็ทำไรไม่ค่อยถูก ก็ชิวิตผมอยู่แต่รถสาธารณะ ชิวิตปอนๆคนหนึ่ง ผมจึงบอกงั้นเราไปละนะ เธอทำหน้าเศร้าๆและบอกใหนจะไปส่งเราไง(ในใจผมนี้หืม ส่ง ส่งยังไง นั่งรถไปส่งอะหรอแปลกอีกแล้วอะครับ) สรุปผมก็ได้นั่งรถของเธอโดยเธอเป็นคนขับ เธอขับไปทางกลับบ้าน(เส้นสุขุมวิท)เธอถามผมว่านายจะกลับยังไงผมก็บอกไม่รถเมลล์ก็คงBTS พอขับมาได้สักพักถึงซอยๆหนึ่งเธอก็บอกว่านายกลับBTSหน้าปากซอยเรานี้แหละเพราะเราต้องขับเข้าซอยไปเข้าหมู่บ้านอีก เดียวนายต้องนั่งรถ2แถวออกมาอีกมันลำบาก ผมได้แต่ยิ้มและตอบกลับไปว่างั้นขับรถดีๆเดียวถึงบ้านจะโทรหา แล้วก็โบกมือลา ผมนั่งBTSกลับและนั่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ถึงบ้านผมโทรหาเธออีกครั้งและมีคำถามอะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องงาน เรียนที่ไหนมา ที่มันก็เป็นสิ่งที่ผมตกใจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และนั้นก็เป้นวันแรกที่เราพบกันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวระหว่างผมกับเธอครับ
(แหละผมมีหลายเรื่องอยากจะบอกว่าเค้าคนนี้น่ารักไปทั้งร่างกายและจิตใจ)ทั้งเรื่องเรียน ดนตรี นิสัย หากมีโอกาศจะมาพิมนะฮ่ะ)
ปล.มันอาจอ่านงง ไม่ค่อยชอบพิม ครั้งแรกอย่าว่ากันนะครับ ขอบคุณที่อ่านครับ
(ความรักบนความแตกต่าง) เรื่องราวระหว่างคนสองคนที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว(เรื่องจริงของผมครับ)
ผมเพิ่งเคยร่างบทความแบบนี้เป็นครั้งแรกในชิวิตหากผิดพลาดประการใดขออภัยล่วงหน้าไว้ก่อนเลยนะครับ
มันเป็นบทความที่ผมอยากจะบอกให้คนหลายๆคนได้รู้ว่ามันมีอยู่จริงและถ้ามันเกิดขึ้นจริงกับคุณ คุณควรจะทำยังไงครับอาจช่วยได้ไม่มากก็น้อยมันคือ
(ความรักบนความแตกต่างฮ่ะ)
เริ่มเลยนะฮ่ะ ผมเกิดมาบนโลกในปี89ยุค80-90นั้นแหละฮ่ะ ในสมัยนั้นมันไม่ค่อยมีอะไรที่เจริญมากหรอกฮ่ะมันเป็นยุคที่ก้าวเริ่มของอุตสาหกรรมและอิเล็กโทรนิค มันจะเริ่มมี ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ แอร์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ที่มาแทน เพจ(พิมถูกใช้ไหมฮ่ะ) และเคเบิ้ลทีวี จริงๆผมมองมันคือยุคของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สุดในระดับหนึ่ง ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่5คนฮ่ะ พ่อ แม่ ฟี่ชาย น้องสาว และผมคือคนกลาง ผมจะมีอายุห่างกับน้องสาว5ปีและฟี่ชาย2ปี จึงทำให้ผมจะสนิทกับฟี่ชายผมซะส่วนใหญ่ในสมัยเด็กๆ ครอบครัวผมอาศัยอยู่ในใจกลางกุเทพครับ มันเป็น ซอย ซอยหนึ่งที่ตอนนั้นยังไม่มีความเจริญ (อยู่มาเกือบ20ปีโดยประมาณ) มันเป็นบ้านเช่าที่คนรากหญ้าหรือคนหาเช้ากินค่ำจะอยู่กันฮ่ะ มันเป็นรูปตัวยูเล็กๆซึ้งห้องเช่าจะแบ่งตอนตามเส้นตัวยูและใจกลางตัวยูคือห้องน้ำรวมที่คนเช่าจะใช้กันทั้งอาบน้ำและปลดทุกข์^_^ เมื่อสมัยก่อนนับหลังไป10กว่าปีก่อนใน ถิ่นที่ผมอาศัยอยู่นั้นค่อนข้างมีสิ่งชั่วร้ายเยอะฮ่ะตั้งแต่ตีรันฟันแทงไปยันยาเสพติด(มันยังไม่เจริญนิฮ่ะ) ผมคลุกคลีกับสังคมที่ผมอยู่มาในระดับหนึ่งแต่ผมไม่ได้ลึกนะครับเพราะผมแค่มีเพื่อนอยู่ในกลุ่มสนุกสนานเฮฮาไปเรื่อยตามประสาเด็กๆที่อายุ11-13(ตอนนั้นอยู่บ่อยเลยฮ่ะ) และในห้องเช่าของผมจะมีครอบครัวๆหนึ่งที่จะมีลูกสาวคนหนึ่งที่เป้นรุ่นฟี่ผมกับฟี่นับห่างน่าจะประมาณ5-9ปี(อันนี้ไม่ชัวร์)ซึ้งครอบครัวผมจะสนิทกับเค้ามากและผมกับฟี่จะไปเล่นที่ห้องเค้าบ่อยและสิ่งที่ผมพบเจอหรือรับวัฒนธรรมจากฟี่เค้าคือเพลงสากลฮ่ะ ซึ้งตอนนั้ฟี่ผมน่าจะอยู่ ม.1-2ได้ ผมจะประมาณ ป.5-6 และฟี่เค้าจะเป้นคนที่ชอบฟังเพลงสากลมากในตอนนั้นเค้าจะเปิดอยู่ไม่กี่ช่องในตอนนั้นที่เคเบิ้ลเข้าแรกๆของประเทศไทยไม่บอกชื่อนะฮ่ะ หากคนที่อยู่ในยุคสมัยนั้นหรือชอบคล้ายๆกันคนจะอ๋อ แต่ผมจะบอกชื่อรายการที่ฟี่เค้าชอบจนทำให้ฟี่และผมชอบตามมา คือ channel v ไทยแลนด์ ซึ้งจะมีพิธีกร คือ วีจีวุ้นเว้น วีเจจ๋า วีเจพอลล่า กับผู้ ญ หน้าลูกครึ่งจ๋าอีกคนจำชื่อไม่ได้ขออภัยด้วยนะฮ่ะ และพิธีกรผู้ชายอีกคนชื่อ เอิร์ธ (ขออภัยหากจำได้บ้างไม่ได้บ้าง) มันคือรายการที่จะแนะนำเพลงสากลที่เป้นกระแสของโลกในตอนนั้น(กระแส) มันจะผสมรวมเลยฮ่ะ ตั้งแต่ เกริล์กรุ๊ป บอยแบรนด์พังค์ยันเมทัล ไม่ขอพูดชื่อวงนะฮ่ะเยอะ มันเป็นเสียงเพลงฮ่ะที่ผมแอบชอบมันกับฟี่ผมตั้งแต่เด็กๆ มันทำให้ผมเริ่มที่จะทำอะไรในบางความคิดที่แปลกๆจากคนทั่วไป เช่นในตอน ม.ต้นผมเริ่มเจาะ หู คาง คิ้วจมูก ของขวัญตอนไปห้างชิ้นแรกที่ผมขอพ่อกับแม่ก็เป็นสเก็ตบอร์ด ในตอนนั้นแผ่งใหญ่มากของถูกๆแต่ชอบเลยละฮ่ะ ซึ้งเรื่องที่ผมชอบผมไม่สามารถพูดกับไครได้มากเท่าไหร่หรอกฮ่ะหากนับช่วงนั้นจริงๆทั้ง ร.ร.มี3พันคนคนที่เป้นเหมือนผมมีอยู่2คนที่กล้าคุยเรื่องพวกนี้ได้ แต่แค่นั้นสำหรับผมมันก็เพียงพอละฮ่ะ ได้มีช่วงเวลาว่าตอนนี้มีวงอะไรมาไหม่แมร้งแนวนี้แบบนี้ยังงี้ แอบคุยกันธรรมดาในโรงเรียน พอไปห้องไครแต่ละคนก็จะเปิดเพลงสากลที่เราชอบแบบดังๆแบบไม่ต้องเกรงใจคนที่มาห้องจะชอบไหมจะรู้สึกว่าเรากระแดะหรือเปล่าฮ่าๆ
ในชิวิตของผมทุกการเดินทางส่วนใหญ่ก้คือรถเมลล์ฮ่ะ มอไซค์ยังขับไมเป้นเลยในตอนนั้นขับรถใหญ่นี้ข้ามไปได้เลย ขึ้นบีทีเอสเป็นก็โอเคแล้วฮ่าฮ่า ง่ายๆคือเดินทางโดยรถสาธารณะเกือบ95%ของชิวิต เรื่องคิดจะมีรถก็มีมาตั้งแต่เด็กๆเหมือนหลายๆคนแหละมั้งครับแต่ก็ติดเรื่องความสุขสนุกกับเรื่องอื่นจนทำไม่ได้สักที(ลืมบอกไปผมเป้นคนที่รักเมาฮ่ะยิ่งกับเพื่อนนี้ปล่อยตัวเลยเรียกว่ามีคนละร่างเลยก็ว่าได้) *ยันมีฉายาตอนเมา* เพราะคำว่ารักเมาและสันดานเนี่ยแหละครับมันทำให้ชิวิตผมพังแบบไม่เป็นท่า หลังจากผมเรียนไมจบ ป.ตรี ผมได้คิดที่จะทำงานแต่ตอนนั้นในหัวพนักงานบริษัทมันไม่ใช่ผม ผมจงเลือกเดินทางสายพ่อคือ เริ่มเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้ามือ2 ที่เกี่ยวกับวงดนตรี ประมาณแก็งค์ที่สักๆเจาะแต่งตัวสเก็ตอะไรประมาณนั้นแหละครับ และนั้นก็เป็นการเปิดโลกอีกใบที่ทำให้ผมได้พบเธอฮ่ะ ในสมัยนั้นผมไม่คิดที่จะเล่นเฟสบุ๊คสักเท่าไหร่ไม่ชอบเลยแหละแต่เพราะอยากขายของผ่านเฟสจงเริ่มลองทำดูผมได้สร้างเฟสบุ๊คใหม่ที่ไม่มีตัวตนจริงผมอยู่ ขายของไปเรื่อยๆก็จะเจอกับคนที่ชอบคล้ายๆกันเป็นเพื่อนกันจนผมได้พบกับเธอฮ่ะแต่ยังไม่ได้คุยหรอกฮ่ะ แต่แล้วสุดท้ายอาชีพพ่อค้าผมก็พังทลายไปอีกครั้งจากการกินเหล้าจนหมุนเงินแหละของไม่ได้ เมาหนักทุกวันตลอด จนที่บ้านบอกไม่ไหวแล้วยังงี้ไปทำงานบริษัทดูไหมอาจดีขึ้น แหละผมก็ได้ไปเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งค่อนข้างมีชื่อเสียง ผมทำงานเป็นกะครับมีเข้างานตั้งแต่7:00-16:00ยัน14:00-24:00 ทุกวันของการทำงานก็คือไปแล้วกลับกับรถเมลล์คู่ใจมันค่อนข้างจำเจนิดหน่อยครับในช่วงแรกๆ และนั้นก็ทำให้ผมเริ่มเล่นเฟสบุ๊คเพิ่มขึ้น และผมก็ได้เจอเธอคนนั้นอีกครั้งหลังจากลืมไปสักพักใหญ่
ผมเริ่มที่เข้าไปส่องเฟสบุ๊คเธอคนนั้น และเริ่มสนใจเธอมากขึ้นผมใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่จะส่งข้อความไปหาเค้าเพราะคิดว่าในโซเชี่ยวมันไม่จริงสักเท่าไหร่ จนผมรวบรวมความกล้าได้ส่งข้อความทักเค้าไปและเริ่มคุยกันเพิ่มขึ้น เธอเป็นคนที่ ชอบฟังเพลงสากลแนวคล้ายๆกัน แถมเคยเล่นสเก็ตบอร์ด และเป็นนักดนตรี(มือกลอง)เธอเล่นได้ตั้งแต่เบายันหนักเลยฮ่ะ ชอบกินอาหารข้างทางไม่ชอบอาหารห้าง แปลกไหมละฮ่ะกับการคุยกันครั้งแรก เราเริ่มคุยกันเรื่อยๆศึกษากันความชอบของแต่ละคน การแต่งตัว จนในที่สุดเราก็นัดเจอกัน วันนั้นมันเป็นตอนเย็นครับเราเจอกันที่MRTแถวที่ทำงานผม วันนั้นเป้นวันที่นั่งนับเวลารอเลิกงานมากที่สุดในชิวิตเลยละฮ่ะ แหละสุดท้ายผมก็เจอเธอ เธอเป็นผู้ ญ หุ่นดีคนหนึ่งผิวสีแทนแต่งตัวลุยๆ เธอเป็นลูกครึ่งไทยอเมริกาฮ่ะ!! วันนั้นคือช่วงเวลาเย็นๆ เราได้เลือกสถานที่ที่จะไปเที่ยวกันแล้วเธอก็เอ่ยปากว่าข้าวสารใหม ในใจผมนี้เนื้อเต้นเลยฮ่ะนั้นมันทางของผมเลยนะแต่ก็พูดในใจ เรานั่งแท็กซี่ไปที่ข้าวสารพอถึงข้าวสาร(เธอบอกขอเข้า7-11ได้ไหมและเธอก็บอกเดินก่อนละกัน)ผมถามจะซื้ออะไรหรอเธอไม่ตอบแต่ส่งยิ้มกลับ เราได้เดินเที่ยวไปเรื่อยระหว่างทางเธอจะเดินๆหยุดๆในตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมากเราเดินคุยกันไปสักพักจนถึง7-11 เราเดินคุยกันได้ประมาณเกือบ1ชม.ครับแล้วเธอ แล้วเธอก็บอกรอแปป สิ่งที่เธอถือออกมาคือ พลาสเตอร์ และเธอก็บอกพอดีรองเท้าเรากัดอะของติดพลาสเตอร์แปป(เธอใส่รองเท้าผ้าใบมาครับ((จริงๆคือก่อนหน้าที่จะเจอกันผมได้บอกว่าเราชอบคนแต่งตัวลุยแบบชิวๆไม่เยอะเสื้อยืด เกงยีน ผ้าใบ))ตอนที่เค้าถอดรองเท้าแล้วผมดูมันเป็นแผลที่ค่อนข้างใหญ่เลยนะครับคือมันหนังแถบถลอกเป็นวงกว้างผมตกใจมากเพราะผมก็เคยโดนกัดแต่ไม่เยอะเท่านี้ ผมรู้ทันทีว่าที่ตอนแรกเธอบอกจะเข้า7นี้คือต้องการสิ่งนี้และการเดินๆหยุดๆของเธอก็เกิดจากเรื่องนี้ ผมจึงถามเธอว่าทำไมไม่ซื้อตั้งแต่ทีแรกจะทนเดินทำไมตั้งนานจนมันบวมขนาดนี้ เธอตอบลับมาว่าเราอยากเดินคุยกับนายก่อนไงแล้วส่งยิ้ม(เธอจะชอบเรียกผมว่า นาย อยู่เสมอ และจะแทนตัวเธอเองว่า เรา)ผมรู้สึกแปลกใจในคำตอบมากสำหรับการเจอกันเพียงครั้งแรก ผมจึงถามเธอว่าแล้วไหวไหมเราหาที่นั่งกันก่อนละกัน ผมก็ได้เลือกร้านนั่งชิลๆกะนั่งดื่นกับเธอถือว่าได้พักเท้าไปด้วย พอไปถึงร้านผมได้สั่งเบียร์มาขวดแล้วถามเธอว่าจะกินอะไร เธอตอบกลับมาว่าน้ำส้ม ผมนี้งงมากเลยถามกลับไปว่า ทำไมไม่กินเบียร์ละเธอตอบกลับสั้นๆว่าเราไม่ดื่มแอลกอฮอ ไม่สูบบุหรี่นะ ผมนี้งงเพิ่มเข้าไปอีกกับคนที่ชอบฟังเพลงสากลหนักๆมีกลุ่มเล่นสเก็ตบอร์ดและเป็นมือกลอง จะไม่ดื่มไม่สูบ(ต่างจากผมที่ทำหมด) ผมก็ได้แต่ยิ้มและคุยกับเธอไปเรื่อยๆ ผ่านไปสักพักจนเบียร์ผมหมดผมเลยชวนเธอไปคลองหลอดเดินได้สักพักผมดูเธอร้อนเหนื่อยๆผมเลยบอกเธอว่างั้นเดียวพาไปกินปังนมละกัน เราได้นั่งรถเมลล์มาครับ จนถึงร้านเราก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆจนถึง4ทุ่มผมถามเธอว่าเธอกลับบ้านได้กี่โมงกลับยังไง ผมจะได้ไปส่ง เธอตอบว่าสักพักก็กลับแล้วเรากลับBTS พอถึงเวลากลับผมก็นั่งBTSไปกลับเธอเพื่อจะส่งแต่ผมงงตรงสถานนีที่ลงแถวนั้นเป็นย่านธุรกิจฮ่ะ ซึ้งเธอก็บอกเดียวเราต้องเดินไปเอาของก่อนผมก็ตามเธอไป เราเข้าไปในตึกแห่งหนึ่งเข้าลิฟท์จนมาโผล่ที่ชั้นจอดรถผมเดินตามไปเรื่อยๆจนเธอบอกว่าพอดีเราต้องมาเอารถขับกลับบ้านอะ ผมนี้ช็อคเข้าไปอีก มันเป้นรถที่ค่อนข้างมีราคานิดหนึง ผมก็ทำไรไม่ค่อยถูก ก็ชิวิตผมอยู่แต่รถสาธารณะ ชิวิตปอนๆคนหนึ่ง ผมจึงบอกงั้นเราไปละนะ เธอทำหน้าเศร้าๆและบอกใหนจะไปส่งเราไง(ในใจผมนี้หืม ส่ง ส่งยังไง นั่งรถไปส่งอะหรอแปลกอีกแล้วอะครับ) สรุปผมก็ได้นั่งรถของเธอโดยเธอเป็นคนขับ เธอขับไปทางกลับบ้าน(เส้นสุขุมวิท)เธอถามผมว่านายจะกลับยังไงผมก็บอกไม่รถเมลล์ก็คงBTS พอขับมาได้สักพักถึงซอยๆหนึ่งเธอก็บอกว่านายกลับBTSหน้าปากซอยเรานี้แหละเพราะเราต้องขับเข้าซอยไปเข้าหมู่บ้านอีก เดียวนายต้องนั่งรถ2แถวออกมาอีกมันลำบาก ผมได้แต่ยิ้มและตอบกลับไปว่างั้นขับรถดีๆเดียวถึงบ้านจะโทรหา แล้วก็โบกมือลา ผมนั่งBTSกลับและนั่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ถึงบ้านผมโทรหาเธออีกครั้งและมีคำถามอะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องงาน เรียนที่ไหนมา ที่มันก็เป็นสิ่งที่ผมตกใจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และนั้นก็เป้นวันแรกที่เราพบกันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวระหว่างผมกับเธอครับ
(แหละผมมีหลายเรื่องอยากจะบอกว่าเค้าคนนี้น่ารักไปทั้งร่างกายและจิตใจ)ทั้งเรื่องเรียน ดนตรี นิสัย หากมีโอกาศจะมาพิมนะฮ่ะ)
ปล.มันอาจอ่านงง ไม่ค่อยชอบพิม ครั้งแรกอย่าว่ากันนะครับ ขอบคุณที่อ่านครับ