สวัสดีค่ะ กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของเรา แท็กผิดขอโทษด้วยค่ะ
~ ก่อนอื่นเราขอบอกก่อนว่าเราแค่เพียงอึดอัดกับชีวิตแบบนี้ เราแค่อยากพูดกับใครได้บ้าง ...
เราอายุ 22 ค่ะ เป็นลูกคนเล็ก เรามีพี่สาวคนนึง ห่างกัน 4ปี พี่สาวเราจะค่อนข้างนิสัยเหมือนแม่ ตั้งแต่เราจำความได้ เราติดพ่อมาก พี่สาวจะติดแม่ จนเราอายุ 7ขวบ พ่อเราเสีย ไม่นานเราก็ได้พ่อใหม่ แต่เราเรียกว่าลุง และหลังจากที่พ่อเสีย เราก็ไม่เคยสัมผัสคำว่าอบอุ่นจากครอบครัวอีกเลย...
แม่เราเป็นคนสังคมค่อนข้างกว้าง คนรู้จักเยอะ แต่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักหรอก แม่ของเราค่อนข้างเอาแต่ใจและเข้มงวด ไม่ค่อยฟังเหตุผล ตั้งแต่เด็กจนโต เราไม่เคยคุยปัญหากับแม่หรือใครๆได้เลย
แม่เราไม่ชอบให้มีแฟน ไม่เคยถามเรื่องแฟนกับเราแม้กระทั่งการเรียนของเรา แม่ก็ไม่เคยสนใจถามเลย เรามีเรื่องไม่สบายใจอะไรก็ร้องไห้คนเดียว กลายเป็นเด็กเก็บกดไปโดยไม่รู้ตัว....
เมื่อก่อนเราแอบน้อยใจบ่อยๆว่าทำไมเรากอดแม่ หยอกแม่ เล่นกับแม่แบบพี่ไม่ได้ กับเราแม่เป็นอีกมุมนึง (เราเคยอิจฉาพี่ด้วยนะ มันเกือบกลายเป็นความเกลียดเลยแหละ แย่เนอะ^^)
เราเป็นคนไม่เคยได้ออกไปไหน มีเพื่อนก็ไม่เยอะ อยู่บ้านตลอด ต่างจากเด็กวัยเดียวกันกับบ้านอื่นๆ จะมีคนชมบ้างว่า"ดีนะเนี่ย ลูกอยู่แต่บ้านไม่ออกไปไหน" แต่เปล่าเลย..เราไปไม่ไหนไม่ได้ นอกจากไปทำงานที่รร. มันเป็นแบบนี้มาเสมอจนเราจบม.6 เราขอแม่เรียนต่อมหาลัย แต่แม่ไม่ให้เรียน บอกเราว่าพี่เรียนแค่ ปวส. จบมาก็ไม่เห็นทำงานอะไรตามที่เรียน เราไม่ยอม เราดึงดันจะเรียน
เรายื่นโควต้าเรียนดีที่ รร.มีให้เข้า ม.ราชภัฏ เราไปสอบและสัมภาษณ์โดยที่แม่ไม่ให้เงินติดตัวไปเลย และเราก็สอบติดในคณะที่เราชอบ เราบอกแม่แต่แม่ไม่ได้ดีใจกับเราเลย เราร้องไห้จนขอให้พี่พูดกับแม่ให้ว่าเราอยากเรียนจริงๆ จนแม่ยอม แต่อยากให้เราเรียนครูหรือข้าราชการซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ เราบอกว่าให้เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบเราเรียนไม่จบหรอก สุดท้ายก็ปล่อยให้เราเรียนโดยที่ไม่ได้ชอบในสิ่งที่เราเรียนนักหรอก พูดอยู่ตลอดว่าข้าราชการเป็นหน้าเป็นตา สำหรับเราอาชีพอะไรก็สามารถเลี้ยงแม่เลี้ยงครอบครัวได้ ไม่ต้องการหน้าตาอะไรหรอก และการไปอยู่หอพักเราก็อยู่กับพี่ที่ทำงานในตัวเมืองอยู่แล้ว ไม่ต่างจากอยู่กับแม่เลย พี่เราเป็นคนหัวโบราญทั้งๆที่ตัวเองก็วัยรุ่นและน่าจะเข้าใจเราได้มากกว่าแม่ เราไปไหนหรือทำอะไรก็บอกและขอตลอด เราทำให้ไว้ใจและเชื่อใจเสมอ แต่มันไม่เคยเป็นผลเลย...
มีวันนึงแม่โทรหาเราถามว่ากลับบ้านมั้ย ตอนนั้นเรากำลังต่อแถวเพื่อตอบคำถามอาจารย์เข้าห้องเรียน ซึ่งจะถึงคิวเรา เราเลยตอบแม่แค่ว่า"น่าจะไม่กลับเพราะอาทิตย์นี้มีโครงงานต้องไปทำ"แม่ถามว่าไปที่ไหน แต่เราไม่มีเวลาอธิบายเลยบอก "เดี๋ยวบอกอีกที ตอนนี้เรียนอยู่ จะถึงคิวแล้ว เดี๋ยวโทรกลับ" เราพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ แม่ตัดสายไป เราก็พอรู้ว่าแม่ไม่พอใจ ไม่นานพี่เราก็ไลน์มาบอกว่า"ทำไมไม่คุยกับแม่ดีๆ แม่โทรมาน้อยใจพูดเหมือนไม่สนใจ ทำอะไรห้ะ" เราก็เห้ย เราเรียนอยู่นะเว้ย เราบอกแม่แล้วว่าเดี๋ยวโทรกลับ แม่วางสายใส่เรา ซึ่งรู้ใช่ไหมว่าไม่ชอบเลย ไม่พอใจก็วางสายใส่ตลอด ฟังเหตุผลหน่อยว่าเรียนอะ กลับบ้านอะถ้าว่างก็กลับตลอด กลัวแต่จะไปเที่ยว เชื่อใจหน่อยเหอะ ตอนนั้นพี่ก็ไม่เข้าใจอารมณ์เราเลย บอกเรามีสติหน่อย อย่ามาพูดแบบนี้นะ น้ำตาเราไหลออกมาแบบอัดอั้นกลางห้องเรียนต่อหน้าเพื่อน เพื่อนในกลุ่มรู้เรื่องแม่ของเรามาเสมอ เราปล่อยแบบไม่อายเลย ทุกคนไม่เคยไว้ใจเรา ไม่เคยเข้าใจเราเลย...
ที่ผ่านมาเราอยู่ในกรอบของแม่มาเสมอ ตอนนี้แม่อยากให้เราไปทางที่แม่ต้องการ แม่บอกมันคืออนาคตและความสุขสบาย มันคือการที่เราต้องมีผัวฝรั่ง เพราะรอบตัวเรา ลูกพี่ลูกน้องเรามีครอบครัวเป็นต่างชาติเกือบ 90% แม่พร้อมจะให้เราบินลัดฟ้าไปอยู่กับลูกป้าเพื่อการนี้ ฟังแล้วน่าขำเนอะ แต่เมื่อ2ปีก่อนเราก็รับปากว่าถ้าเราเรียนจบถ้าหางานทำไม่ได้ เราจะไปให้ ซึ่งเราไม่รู้หรอกจะทำได้ไหม เราถูกปลูกฝังให้ได้ฝรั่ง ภาษาเราก็พอใช้ แม่จะชอบใจถ้ารู้ว่าเรามีฝรั่งที่คุยอยู่ ให้เราหาจากเน็ตบ้าง พูดย้ำกับเราเสมอว่าเอาให้ได้ คนอื่นเค้าจะได้งงว่ามีเวลาหาฝรั่งได้ยังไงกำลังเรียน หรือ ถ้าจะมีคนไทย คนนั้นต้องมีตังค์...
เราเบื่อกับสังคมจอมปลอม ทำไมต้องแข่งขันมีหน้ามีตา ซึ่งตอนนี้เราก็โตพอในระดับนึง โตพอที่จะตัดสินใจหรือใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เราคิดว่าเราดูแลตัวเองได้มาโดยตลอดนะ เราไม่เคยต้องทำให้แม่ต้องหนักใจหรือเสียน้ำตา ที่ต่างจากพี่เรา ที่ตอนนี้แม่ไม่คาดหวังเพราะรู้ว่าหวังไม่ได้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างทุกความกดดัน เราแบกมันไว้หมด กดดันจนเราไม่กล้าแม้แต่จะให้แม่รู้ว่าเรามีแฟน เพราะทางที่แม่ให้เราเดินไม่ใช่ทางนี้ เรายอมรับว่าที่รับปากเพราะตอนนั้นเราไม่มีแฟน ตั้งแต่เข้ามหาลัยเราตั้งใจเรียนมาตลอด..
ตอนนี้เราอยู่ปี 4 เรามีแฟนมันไม่ผิดใช่มั้ย ผิดแค่ที่เค้าเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่งและอาจจะผิดที่เค้าไม่รวยT_T จะให้ทำยังไง ในใจและสัญชาตญานมันก็ยังเป็นคนไทย เราต้องคบกับแฟนด้วยความกังวล แต่เราบอกเค้านะว่า
"ถ้าเธอไม่เข้ามาในชีวิตเราตอนนี้ เรียนจบเราคงไปเมืองนอก และถ้าเลิกกันเธอก็เป็นผชไทยคนสุดท้ายในชีวิตแล้ว"
ตอนนั้นเราไม่อยากปิดบัง (เรากับแฟนรู้จักกันมานาน เคยแอบชอบกันสมัยเรียนม.ต้นแต่ไม่ได้คุยกัน) แต่เราไม่กล้าบอกว่าแม่เราไม่ชอบให้เราคบกับใคร และตอนนี้แม่รับรู้ เพราะแฟนเราเอาขนมมาให้ตอน 4ทุ่ม เราออกไปเอาหน้าบ้านและกลับเข้ามาเลย แม่ถามว่าไปไหนมา เราบอกออกไปเอาขนม ไม่ได้ทำอะไรไม่ดี เช้ามาแม่ถามเราว่าใคร ใครเอามาให้ คุยกับใคร บ้านไหน กูนอนไม่หลับเลยนะเมื่อคืน แล้วก็ถามซ้ำๆ บอกมาตรงๆ ใคร บ้านไหน จนเราบอกว่าแฟน อยู่ไม่ไกล ตอนนั้นน้ำตาเราเริ่มคลอ เพราะเรื่องในหัวและความกลัวเต็มไปหมด ใจนึงอยากใช้เวลานี้คุยกับแม่ด้วยเหตุผลตรงๆ แต่แค่จะอ้าปากพูด น้ำตามันก็ไหลจนเราต้องหลบหน้า และคำถามว่ามันไปไหนมาถึงซื้อมาให้ เราบอกไปกรุงเทพไปอบรมโรงงาน และคำพูดของแม่ที่ออกมาทำให้เราหมดคำพูด ความรู้สึกเราพังไปหมดกับประโยคที่ว่า..
"หนุ่มโรงงาน? โอ้ยตาย เรียนก็สูง อย่าคบกันเลย"
จบประโยคเรามองแม่ด้วยความว่างเปล่า ใจเราโหวงเหวงไปหมด ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้ (แฟนเราจบช่างไฟฟ้า ปวส. ทำงานเป็นช่างในโรงงาน) ตามมาด้วยคำว่า..
"เอาลอดขาซะ เผื่อมันทำของใส่" เราพูดได้แค่ "แม่" คำเดียว~
เราจุกในใจ เช็ดน้ำตาแล้วเดินหนี แม่ก็ยังคงเป็นแม่ มองคนด้านลบเสมอ ตัดสินคนจากภายนอก เราเสียความรู้สึกมาก เราต้องแอบไปร้องไห้คนเดียว ได้แต่ถามกับตัวเอง
~~ทำไมวะ ทำไม สำหรับเราเค้าคือคนที่ดีคนนึงนะ เราคบคนจากใจเสมอ มันเป็นความสุขของเรานะเว้ย เราไม่มีสิทธิ์ได้มันเลยหรอ คู่ชีวิตเราก็ไม่มีสิทธิ์เลือกเองเลยใช่มั้ย แม่ไม่สงสารเราบ้างหรอ T_T เค้าต้องรวยล้นฟ้าแค่ไหนกันวะ ชีวิตจิตใจเราเป็นของแม่ใช่มั้ย หรือเพราะหวังกับพี่เราแล้วผิดหวัง เพราะแฟนมันก็ไม่ได้มีตังค์เรียนก็แค่ม.3 แล้วมันแฟร์หรอวะที่มันมาตกอยู่กับเราอะ ไม่รวยเป็นลูกเขยบ้านนี้ไม่ได้นะ น่าขำ ตลกสิ้นดีชีวิต
ความรัก ความห่วง ความหวังดี เป็นแบบไหนกันนะ แบบที่ยอมให้ลูกไม่มีความสุขหรือเปล่า...
~ขอบคุณสำหรับคนที่ทนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีทั้งเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เราไม่รู้ว่าเราต้องทำยังไง เราเหนื่อย เราไม่สามารถคุยกับใครได้เลย เก็บกดแค่ไหนไม่มีใครรู้ อยากคุยกับใครให้ตัวเองสบายใจขึ้นแค่นั้น T_T
ปล.เราไม่ชอบที่แม่ห่วงหน้าตาของแม่ ไม่อยากน้อยหน้าใคร กลัวลูกจะทำเรื่องไม่ดีให้อายคนอื่น.
เมื่อชีวิตถูกตีกรอบจากแม่ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะให้ความสุขตัวเอง
~ ก่อนอื่นเราขอบอกก่อนว่าเราแค่เพียงอึดอัดกับชีวิตแบบนี้ เราแค่อยากพูดกับใครได้บ้าง ...
เราอายุ 22 ค่ะ เป็นลูกคนเล็ก เรามีพี่สาวคนนึง ห่างกัน 4ปี พี่สาวเราจะค่อนข้างนิสัยเหมือนแม่ ตั้งแต่เราจำความได้ เราติดพ่อมาก พี่สาวจะติดแม่ จนเราอายุ 7ขวบ พ่อเราเสีย ไม่นานเราก็ได้พ่อใหม่ แต่เราเรียกว่าลุง และหลังจากที่พ่อเสีย เราก็ไม่เคยสัมผัสคำว่าอบอุ่นจากครอบครัวอีกเลย...
แม่เราเป็นคนสังคมค่อนข้างกว้าง คนรู้จักเยอะ แต่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักหรอก แม่ของเราค่อนข้างเอาแต่ใจและเข้มงวด ไม่ค่อยฟังเหตุผล ตั้งแต่เด็กจนโต เราไม่เคยคุยปัญหากับแม่หรือใครๆได้เลย
แม่เราไม่ชอบให้มีแฟน ไม่เคยถามเรื่องแฟนกับเราแม้กระทั่งการเรียนของเรา แม่ก็ไม่เคยสนใจถามเลย เรามีเรื่องไม่สบายใจอะไรก็ร้องไห้คนเดียว กลายเป็นเด็กเก็บกดไปโดยไม่รู้ตัว....
เมื่อก่อนเราแอบน้อยใจบ่อยๆว่าทำไมเรากอดแม่ หยอกแม่ เล่นกับแม่แบบพี่ไม่ได้ กับเราแม่เป็นอีกมุมนึง (เราเคยอิจฉาพี่ด้วยนะ มันเกือบกลายเป็นความเกลียดเลยแหละ แย่เนอะ^^)
เราเป็นคนไม่เคยได้ออกไปไหน มีเพื่อนก็ไม่เยอะ อยู่บ้านตลอด ต่างจากเด็กวัยเดียวกันกับบ้านอื่นๆ จะมีคนชมบ้างว่า"ดีนะเนี่ย ลูกอยู่แต่บ้านไม่ออกไปไหน" แต่เปล่าเลย..เราไปไม่ไหนไม่ได้ นอกจากไปทำงานที่รร. มันเป็นแบบนี้มาเสมอจนเราจบม.6 เราขอแม่เรียนต่อมหาลัย แต่แม่ไม่ให้เรียน บอกเราว่าพี่เรียนแค่ ปวส. จบมาก็ไม่เห็นทำงานอะไรตามที่เรียน เราไม่ยอม เราดึงดันจะเรียน
เรายื่นโควต้าเรียนดีที่ รร.มีให้เข้า ม.ราชภัฏ เราไปสอบและสัมภาษณ์โดยที่แม่ไม่ให้เงินติดตัวไปเลย และเราก็สอบติดในคณะที่เราชอบ เราบอกแม่แต่แม่ไม่ได้ดีใจกับเราเลย เราร้องไห้จนขอให้พี่พูดกับแม่ให้ว่าเราอยากเรียนจริงๆ จนแม่ยอม แต่อยากให้เราเรียนครูหรือข้าราชการซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ เราบอกว่าให้เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบเราเรียนไม่จบหรอก สุดท้ายก็ปล่อยให้เราเรียนโดยที่ไม่ได้ชอบในสิ่งที่เราเรียนนักหรอก พูดอยู่ตลอดว่าข้าราชการเป็นหน้าเป็นตา สำหรับเราอาชีพอะไรก็สามารถเลี้ยงแม่เลี้ยงครอบครัวได้ ไม่ต้องการหน้าตาอะไรหรอก และการไปอยู่หอพักเราก็อยู่กับพี่ที่ทำงานในตัวเมืองอยู่แล้ว ไม่ต่างจากอยู่กับแม่เลย พี่เราเป็นคนหัวโบราญทั้งๆที่ตัวเองก็วัยรุ่นและน่าจะเข้าใจเราได้มากกว่าแม่ เราไปไหนหรือทำอะไรก็บอกและขอตลอด เราทำให้ไว้ใจและเชื่อใจเสมอ แต่มันไม่เคยเป็นผลเลย...
มีวันนึงแม่โทรหาเราถามว่ากลับบ้านมั้ย ตอนนั้นเรากำลังต่อแถวเพื่อตอบคำถามอาจารย์เข้าห้องเรียน ซึ่งจะถึงคิวเรา เราเลยตอบแม่แค่ว่า"น่าจะไม่กลับเพราะอาทิตย์นี้มีโครงงานต้องไปทำ"แม่ถามว่าไปที่ไหน แต่เราไม่มีเวลาอธิบายเลยบอก "เดี๋ยวบอกอีกที ตอนนี้เรียนอยู่ จะถึงคิวแล้ว เดี๋ยวโทรกลับ" เราพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ แม่ตัดสายไป เราก็พอรู้ว่าแม่ไม่พอใจ ไม่นานพี่เราก็ไลน์มาบอกว่า"ทำไมไม่คุยกับแม่ดีๆ แม่โทรมาน้อยใจพูดเหมือนไม่สนใจ ทำอะไรห้ะ" เราก็เห้ย เราเรียนอยู่นะเว้ย เราบอกแม่แล้วว่าเดี๋ยวโทรกลับ แม่วางสายใส่เรา ซึ่งรู้ใช่ไหมว่าไม่ชอบเลย ไม่พอใจก็วางสายใส่ตลอด ฟังเหตุผลหน่อยว่าเรียนอะ กลับบ้านอะถ้าว่างก็กลับตลอด กลัวแต่จะไปเที่ยว เชื่อใจหน่อยเหอะ ตอนนั้นพี่ก็ไม่เข้าใจอารมณ์เราเลย บอกเรามีสติหน่อย อย่ามาพูดแบบนี้นะ น้ำตาเราไหลออกมาแบบอัดอั้นกลางห้องเรียนต่อหน้าเพื่อน เพื่อนในกลุ่มรู้เรื่องแม่ของเรามาเสมอ เราปล่อยแบบไม่อายเลย ทุกคนไม่เคยไว้ใจเรา ไม่เคยเข้าใจเราเลย...
ที่ผ่านมาเราอยู่ในกรอบของแม่มาเสมอ ตอนนี้แม่อยากให้เราไปทางที่แม่ต้องการ แม่บอกมันคืออนาคตและความสุขสบาย มันคือการที่เราต้องมีผัวฝรั่ง เพราะรอบตัวเรา ลูกพี่ลูกน้องเรามีครอบครัวเป็นต่างชาติเกือบ 90% แม่พร้อมจะให้เราบินลัดฟ้าไปอยู่กับลูกป้าเพื่อการนี้ ฟังแล้วน่าขำเนอะ แต่เมื่อ2ปีก่อนเราก็รับปากว่าถ้าเราเรียนจบถ้าหางานทำไม่ได้ เราจะไปให้ ซึ่งเราไม่รู้หรอกจะทำได้ไหม เราถูกปลูกฝังให้ได้ฝรั่ง ภาษาเราก็พอใช้ แม่จะชอบใจถ้ารู้ว่าเรามีฝรั่งที่คุยอยู่ ให้เราหาจากเน็ตบ้าง พูดย้ำกับเราเสมอว่าเอาให้ได้ คนอื่นเค้าจะได้งงว่ามีเวลาหาฝรั่งได้ยังไงกำลังเรียน หรือ ถ้าจะมีคนไทย คนนั้นต้องมีตังค์...
เราเบื่อกับสังคมจอมปลอม ทำไมต้องแข่งขันมีหน้ามีตา ซึ่งตอนนี้เราก็โตพอในระดับนึง โตพอที่จะตัดสินใจหรือใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เราคิดว่าเราดูแลตัวเองได้มาโดยตลอดนะ เราไม่เคยต้องทำให้แม่ต้องหนักใจหรือเสียน้ำตา ที่ต่างจากพี่เรา ที่ตอนนี้แม่ไม่คาดหวังเพราะรู้ว่าหวังไม่ได้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างทุกความกดดัน เราแบกมันไว้หมด กดดันจนเราไม่กล้าแม้แต่จะให้แม่รู้ว่าเรามีแฟน เพราะทางที่แม่ให้เราเดินไม่ใช่ทางนี้ เรายอมรับว่าที่รับปากเพราะตอนนั้นเราไม่มีแฟน ตั้งแต่เข้ามหาลัยเราตั้งใจเรียนมาตลอด..
ตอนนี้เราอยู่ปี 4 เรามีแฟนมันไม่ผิดใช่มั้ย ผิดแค่ที่เค้าเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่งและอาจจะผิดที่เค้าไม่รวยT_T จะให้ทำยังไง ในใจและสัญชาตญานมันก็ยังเป็นคนไทย เราต้องคบกับแฟนด้วยความกังวล แต่เราบอกเค้านะว่า
"ถ้าเธอไม่เข้ามาในชีวิตเราตอนนี้ เรียนจบเราคงไปเมืองนอก และถ้าเลิกกันเธอก็เป็นผชไทยคนสุดท้ายในชีวิตแล้ว"
ตอนนั้นเราไม่อยากปิดบัง (เรากับแฟนรู้จักกันมานาน เคยแอบชอบกันสมัยเรียนม.ต้นแต่ไม่ได้คุยกัน) แต่เราไม่กล้าบอกว่าแม่เราไม่ชอบให้เราคบกับใคร และตอนนี้แม่รับรู้ เพราะแฟนเราเอาขนมมาให้ตอน 4ทุ่ม เราออกไปเอาหน้าบ้านและกลับเข้ามาเลย แม่ถามว่าไปไหนมา เราบอกออกไปเอาขนม ไม่ได้ทำอะไรไม่ดี เช้ามาแม่ถามเราว่าใคร ใครเอามาให้ คุยกับใคร บ้านไหน กูนอนไม่หลับเลยนะเมื่อคืน แล้วก็ถามซ้ำๆ บอกมาตรงๆ ใคร บ้านไหน จนเราบอกว่าแฟน อยู่ไม่ไกล ตอนนั้นน้ำตาเราเริ่มคลอ เพราะเรื่องในหัวและความกลัวเต็มไปหมด ใจนึงอยากใช้เวลานี้คุยกับแม่ด้วยเหตุผลตรงๆ แต่แค่จะอ้าปากพูด น้ำตามันก็ไหลจนเราต้องหลบหน้า และคำถามว่ามันไปไหนมาถึงซื้อมาให้ เราบอกไปกรุงเทพไปอบรมโรงงาน และคำพูดของแม่ที่ออกมาทำให้เราหมดคำพูด ความรู้สึกเราพังไปหมดกับประโยคที่ว่า..
"หนุ่มโรงงาน? โอ้ยตาย เรียนก็สูง อย่าคบกันเลย"
จบประโยคเรามองแม่ด้วยความว่างเปล่า ใจเราโหวงเหวงไปหมด ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้ (แฟนเราจบช่างไฟฟ้า ปวส. ทำงานเป็นช่างในโรงงาน) ตามมาด้วยคำว่า..
"เอาลอดขาซะ เผื่อมันทำของใส่" เราพูดได้แค่ "แม่" คำเดียว~
เราจุกในใจ เช็ดน้ำตาแล้วเดินหนี แม่ก็ยังคงเป็นแม่ มองคนด้านลบเสมอ ตัดสินคนจากภายนอก เราเสียความรู้สึกมาก เราต้องแอบไปร้องไห้คนเดียว ได้แต่ถามกับตัวเอง
~~ทำไมวะ ทำไม สำหรับเราเค้าคือคนที่ดีคนนึงนะ เราคบคนจากใจเสมอ มันเป็นความสุขของเรานะเว้ย เราไม่มีสิทธิ์ได้มันเลยหรอ คู่ชีวิตเราก็ไม่มีสิทธิ์เลือกเองเลยใช่มั้ย แม่ไม่สงสารเราบ้างหรอ T_T เค้าต้องรวยล้นฟ้าแค่ไหนกันวะ ชีวิตจิตใจเราเป็นของแม่ใช่มั้ย หรือเพราะหวังกับพี่เราแล้วผิดหวัง เพราะแฟนมันก็ไม่ได้มีตังค์เรียนก็แค่ม.3 แล้วมันแฟร์หรอวะที่มันมาตกอยู่กับเราอะ ไม่รวยเป็นลูกเขยบ้านนี้ไม่ได้นะ น่าขำ ตลกสิ้นดีชีวิต
ความรัก ความห่วง ความหวังดี เป็นแบบไหนกันนะ แบบที่ยอมให้ลูกไม่มีความสุขหรือเปล่า...
~ขอบคุณสำหรับคนที่ทนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีทั้งเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เราไม่รู้ว่าเราต้องทำยังไง เราเหนื่อย เราไม่สามารถคุยกับใครได้เลย เก็บกดแค่ไหนไม่มีใครรู้ อยากคุยกับใครให้ตัวเองสบายใจขึ้นแค่นั้น T_T
ปล.เราไม่ชอบที่แม่ห่วงหน้าตาของแม่ ไม่อยากน้อยหน้าใคร กลัวลูกจะทำเรื่องไม่ดีให้อายคนอื่น.