ฉันเดินทางมาสุดหนทาง เพื่อมาพบแค่ความว่างเปล่า เรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยาย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเราเองค่ะ ขอให้มัน เป็นอุทธาหรณ์หรืออาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับฟังบ้างก็ยังดี ต้องขอท้าวความตั้งแต่แรกนะคะ แรกๆอาจจะงงว่าเกี่ยวข้องกันยังไง

เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อเราเลิกกับแฟนที่คบกันมา 2 ปี เพราะเค้ามีคนอื่น เราเป็นทอมนะคะ ส่วนนึงที่เลิกกันเรายอมรับว่าเป็นสาเหตุมาจากเราทำตัวไม่ดีต่อเค้าและครอบครัวเค้าตอนคบกัน    และด้วยความที่เราไม่มีสังคมเลยเพราะตอนคบกันก็มีแต่แฟน เพื่อนเราเลยแนะนำแอพหาคู่ แอพนึงให้เราลองเล่นดู เพื่อนก็บอกว่าแอพนี้ดีนะ ส่วนมากคนที่เล่นก็โอเค ไม่เหมือนแอพอื่น  เราก็ลองโหลดมาเล่นดู ก็ได้เจอกับน้องคนนึง ขอใช้ชื่อว่าน้องซีนะคะ (นามสมมุติ)
น้องซีอายุห่างกับเราประมาณ5ปีคะ  ตอนช่วงแรกเราแทบไม่ได้คุยอะไรกัน เหมือนแค่แอดเฟรนด์ไว้เฉยๆ บวกกับเราตอนนั้นเรายังเสียใจเรื่องแฟน ก็ไม่เป็นอันทำอะไร จนน้ำหนักลงมา6โล

ที่บ้านเราเป็นห่วงเรามาก เพราะเราเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องและเราเคยมีประวัติทำร้ายตัวเองมาครั้งนึงด้วยการกินยาเกินขนาด ที่บ้านเราก็กังวลมาก แฟนเก่าเราเค้าก็ตัดขาดการติดต่อแบบเด็ดขาดเลย คือบล็อกทุกทางทั้งเบอร์ ไลน์ เฟสบุ๊ค จนผ่านไปประมาณอาทิตย์นึง น้องซีก็ทักมา แต่เค้าก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรเลย เราคุยกันทั่วๆไป เป็นเหมือนตัวช่วยในการสร้างความสบายใจที่ได้คุยกัน น้องซีเป็นคนตลก ทัศนคติดี เค้ามองโลกในแง่ดี เป็นคนมีเพื่อนเยอะ 
         ระหว่างนั้นเพื่อนสนิทคนเดียวของเราได้ชวนเราไปหัวหิน จริงๆทริปนั้น เราคือ ตัวแถมเพราะเพื่อนได้จองห้องพักไว้แล้วและตั้งใจจะไปกันอยู่แล้ว  แต่เรากำลังอยู่ในอาการอกหักเพื่อนเลยพาไปด้วยเพราะไม่อยากให้อุดอู้อยู่แต่ในห้อง เราก็ลองชวนน้องซีเล่นๆ น้องก็บอกว่าบอกช้าไป เค้าเตรียมตัวไม่ทัน แต่หลังจากที่ลองชวนครั้งนั้น น้องซีกับเราก็เริ่มคุยกันบ่อยขึ้น น้องออกไปเที่ยวที่ไหนน้องก็จะส่งรูปมาให้เราดู แต่ไม่ถึงกับรายงานว่าทำอะไร แต่มันทำให้เราเริ่มสนใจน้องซีมากขึ้น  พอกลับมาจากหัวหินได้หนึ่งอาทิตย์  เราพูดกับน้องซีเล่นๆ ว่าสงกรานต์ไปไหนมั้ย ไปเที่ยวด้วยกันได้ไหม ก็ชวนกันออกต่างจังหวัด น้องซีเห็นว่าเราเพิ่งไปหัวหินกลับมารอบนี้เราเลยตกลงกันว่าไปพัทยา

ก่อนที่เราจะไปรับน้องซีในวันนัด เราก็แอบไปส่องเฟสบุ๊คน้อง มีความกังวลนิดหน่อยเรื่องนิสัยเพราะเหมือนคนแปลกหน้าไปตจว.ด้วยกัน และยอมรับตรงๆว่าแอบไปดูหน้าตาน้องด้วยทั้งรูปที่ลงเองและเพื่อนแท็กมา^^ คงเพราะเราไม่เคยนัดใครผ่านแอพหรืออะไรแบบนี้เราเลยไม่รู้ว่าต้องเตรียมใจแค่ไหน
   แต่กลายเป็นว่าตอนเราไปรับ เรายิ้มแก้มแทบแตกน้องซีน่ารักกว่าในรูป เป็นผู้หญิงขาวๆตัวเล็กๆ ระหว่างที่ไปด้วยกันเรามีความสุขจนลืมเรื่องที่อกหัก น้องเองก็ดูไม่ได้รังเกียจเรา เราเป็นคนที่ขี้เขินมากๆ ตอนที่เล่นน้ำด้วยกันเราจะทำหน้านิ่งๆ แต่น้องก็ชวนเล่นจนเรารู้สึกเขินน้องมากขึ้นหน้าเราก็จะยิ่งนิ่ง จนน้องอาจคิดว่าเราไม่สนุก
 หลังจากกลับจากทริปนั้น เราก็ตกลงกันว่าเราคือสเตตัสคนคุย ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจคำว่าคนคุยเท่าไรนะ แต่เราเริ่มชอบน้องมากขึ้น ในช่วงเดียวกัน เราได้รู้จักกับน้องอีกคนนึงซึ่งหน้าตาน่ารักมาก เป็นคนที่เหมือนเนตไอดอลเลยเพราะมีคนติดตามเยอะและน้องก็รับงานถ่ายแบบ ขอใช้ชื่อย่อว่าน้องเอฟ ละกันนะคะ เราเริ่มชวนน้องเอฟทานข้าวบ่อยขึ้น ออกเที่ยวบ่อยขึ้น ลงรูปกับน้องเอฟบ่อยๆ น้องซีเคยถามเราว่าจีบน้องเอฟหรอ เราตอบว่าเปล่าคะ เป็นพี่น้องกัน น้องเอฟเป็นน้องที่พี่ปลื้มเท่านั้น ตอนนั้นคิดสั้นๆแค่ว่า ดีจังแบบนี้จะได้ลงรูปประชดน้องซี ก่อนหน้านั้นเรากับน้องซีได้นัดกันว่า เราจะไปตจว.ด้วยกันอีก เป็นเกาะทางภาคใต้ ตอนแรกที่ตกลงกันว่าจะไปน้องซีดูตื่นเต้น ชวนเราไปซื้อของ ชุดว่ายน้ำ ซื้อชุดใส่ไปเที่ยว แต่พอช่วงก่อนไปเที่ยวสักอาทิตย์นึงเราก็รู้สึกได้ว่าน้องซีดูห่างๆกับเราไป ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากอะไร
พอถึงวันที่ไปเที่ยวกัน มันเป็นทริปที่เรารอคอยเลยเพราะเรานึกถึงตอนที่ไปพัทยาว่ามีความสุขแค่ไหน แต่ตรงกันข้ามทริปนี้เรากลับรู้สึกแย่มาก น้องซีเปลี่ยนไป ไม่สนใจเราเลย คุยกันแค่เฉพาะเรื่องที่ถาม น้องคุยโทรศัพท์ตลอดเวลา และวิดีโอคอลกับใครไม่รู้ตลอด จนตอนที่เราไปเดินเล่นชายหาด เรานั่งอยู่ตรงบีนแบ็กของโรงแรม แต่น้องซีขอไปเดินเล่น น้องเดินไปคุยวิดีโอคอลไปจนเกือบชั่วโมง เราทนไม่ไหวเลยเดินขึ้นมาตรงห้องอาหารมานั่งสั่งอาหารรอ น้องซีน่าจะรู้ว่าเราไม่พอใจ น้องก็ถามว่าเราเป็นอะไร เราได้แต่ตอบว่าปวดหัวไมเกรน เช้าอีกวันเพื่อนสนิทเราก็โทรมาถามว่าเราจะกลับถึงกทม.กี่โมง เราก็เล่าให้เพื่อนฟังว่าน้องซีไม่เหมือนเดิมเลย กลับไปเราคงจะเลิกติดต่อกัน เพราะเราไม่ชอบที่น้องซีทำ ที่คุยกับคนอื่นตลอดเวลาเรารู้สึกว่าไม่ให้เกียรติกัน เราไม่อยากให้ไปถึงจุดที่ไม่พอใจแล้วต้องทะเลาะกัน เราเลยอยากจบความสัมพันธ์แบบตัดกันไปเลย อีกอย่างเพิ่งคุยได้เดือนกว่าๆ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร พอเรากลับมาถึงกทม.เพื่อนสนิทเราชวนกินข้าว ตอนนั้นแค่อยากประชดเราเลยชวนน้องเอฟมาทานข้าวด้วยกัน หลังจากนั้นเรากับน้องซีก็ไม่คุยกันอีกเลย

ผ่านมาสามสี่วันน้องซียังมากดไลค์รูปในIGของเราอยู่แต่เราไม่คุยไม่ทักกันเหมือนเดิม ตอนนั้นเราเริ่มมีปัญหาแล้ว คือจริงๆเรามีปัญหาเรื่องเงินมาได้ระยะนึงเนื่องจากก่อนหน้านี้เราเคยเป็นเสาหลักของครอบครัวแต่ตั้งแต่เราเลิกกับแฟนคนล่าสุดเราก็ไม่สนใจทำงาน ที่สำคัญเรากลับไปยุ่งกับยาเสพติดอีก ทั้งที่เราหยุดมาได้ 6 ปีแล้ว เราลืมว่ายาเสพติดเคยทำลายชีวิตเรายังไง

ก่อนหน้านี้เราเคยเป็นผู้เสพเฉยๆ จนตอนที่เราต้องการหาเงินส่งไปที่บ้านเราจึงเขยิบขึ้นมาเป็นผู้ขาย เราได้ติดต่อกับเอเยนท์ใหญ่ขอส่งของในรอบที่ใหญ่ขึ้น แต่เราต้องลงทุนสูงขึ้น เราไม่รู้จะทำยังไงเราเลยใช้วิธีการหมุนเงิน
ก่อนหน้านี้เรามีIGที่เราไว้ใช้ขายของเราเลยคิดว่าเราจะลองโพสต์ขายดู ถ้ามีลูกค้ามาสั่งเราจะเอาเงินมาหมุนก่อน พอเรารับยามาส่งแล้ว เราก็จะคืนเงินลูกค้า ก็คงจบไปเพราะส่วนมากคนชอบคิดว่าการโกงออนไลน์ถ้าได้คืนเงินก็จบ เราจึงทำการโพสต์ขายสินค้า ลูกค้าเข้ามาสั่งเยอะกว่าที่เราคิดไว้ คือจากเดิมคิดว่าแค่ได้เงินลงทุนเพิ่มหลักหมื่นก็พอแล้วแต่คนเข้ามาสั่งเยอะเพราะด้วยความเชื่อใจจากการเช็คเฟสบุ๊คส่วนตัวของเราที่เห็นการใช้ชีวิตเหมือนฐานะดี เราขอเตือนเพื่อนสมาชิกเลยคะ การสั่งซื้อของออนไลน์ต่อให้คนขายโปรไฟล์ดีแค่ไหนก็มีโอกาสโกงได้เสมอ

หลังจากเราได้รับเงินจากลูกค้ามาเราก็โอนไปสั่งยา ซึ่งเป็นการมัดจำ แต่เนื่องจากเราต้องการให้ราคาต่อหน่วยถูกลงเราจึงสั่งเยอะ แต่ทุกอย่างไม่เป็นตามที่เราคิด คนที่เราสั่งไม่ส่งยาให้ ขอเลื่อนวัน โดยบอกว่าโดนตำรวจจี้อยู่ ไม่ปลอดภัยในการส่ง แต่ระหว่างนั้นพวกลูกค้าที่เราหลอกขายของในIGเริ่มไม่พอใจกันแล้ว ก็มีการโพสต์ประจานเรา โพสต์ประจานลูกพี่ลูกน้องเราที่หน้าคล้ายๆกันว่าโกงทั้งที่น้องเราทำงานอาชีพสุจริต ตอนนั้นเราเริ่มคิดได้และยอมรับต่อชะตากรรม เราจึงโทรหาแม่บอกว่าเราจะขอเข้ามอบตัว เนื่องจากก็ได้มีเจ้าทุกข์ท่านอื่นๆไปแจ้งความไว้แล้ว และได้ขอที่บ้านว่าอย่าประกันตัวเนื่องจากเราอยากรับผลกรรมทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเดือดร้อนที่บ้าน

ในวันที่ลูกค้าร่วมสิบกว่าคนกำลังกระหน่ำเราในโซเชียลด่าเราไม่เท่าไร ด่าครอบครัวเรา เราขอยอมรับผิดในสิ่งที่เรากระทำผิดจริงๆ แต่เราไม่เข้าใจกระแสสังคมที่ไม่แยกแยะ มีคนทักไปด่าแม่เรา น้องเรา ญาติเรา และแม้กระทั่งญาติห่างๆที่เราไม่ได้ติดต่อเป็นสิบปี ทักไปด่าน้องเอฟหาว่าน้องเอฟรู้เห็นเป็นใจด้วย ประเด็นหลักคือคนที่ไปด่าส่วนมากเกิน70%ไม่ใช่เจ้าทุกข์ ไม่ใช่ลูกค้าเราแต่เป็นคนที่เห็นโพสต์ประจานแล้วทำการด่าเหมือนเราทำเรื่องร้ายแรงที่สุด
เราเริ่มรู้สึกว่าผลกระทบจากเราคนเดียวมันกระทบเป็นวงกว้าง ความรู้สึกอยากหนีปัญหากลับเข้ามาอีกครั้ง ในระหว่างที่เรานั่งวินมอเตอร์ไซต์อยู่นั้น เราเกิดความคิดชั่ววูบว่าถ้าเราตายทุกอย่างจะจบมั้ย เราเลยทิ้งตัวลงมาบนถนนขณะที่รถกำลังวิ่ง วินมอเตอร์ไซต์เอาเราส่งโรงพยาบาล แต่ขอว่าอย่าแจ้งว่าเค้าเป็นวินมอเตอร์ไซต์ เพราะเค้าเป็นวินเถื่อน ให้แจ้งว่าเราเป็นญาติกันและถูกมอเตอร์ไซต์ไม่ทราบทะเบียนเฉี่ยวชนเอา ในขณะที่เราอยู่โรงพยาบาลมีลูกค้าที่สั่งของได้บุกมาที่โรงพยาบาลอาจจะด้วยเพราะเราตั้งใจรับผลกรรมอยู่แล้วเราจึงบอกเค้าว่าเราอยู่โรงพยาบาลอะไร ห้องไหน ลูกค้ามาด้วยความโมโหในส่วนนึงเราก็เข้าใจเค้าเพราะก่อนหน้านี้เราได้โกหกเลื่อนวันส่งของไปเรื่อยๆจนไม่รู้จะเลื่อนยังไง พอเราบอกว่าเราจะหามาใช้คืนความน่าเชื่อถือก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ในขณะที่เรานอนโรงพยาบาลเราได้ติดต่อแม่ว่าเมื่อเราออกเราจะเข้ามอบตัวกับตำรวจเอง เราได้โทรไปที่โรงพักนึงเพื่อขอให้มารับเราไปดำเนินคดี เนื่องจากยังบาดเจ็บจากการหล่นรถ แต่ทางตำรวจบอกว่าถ้าบริสุทธิ์ใจว่าจะเข้ามารับผิด ให้เข้ามาเอง ไม่มีตำรวจออกไปรับ
ในวันที่เราจะออกจากโรงพยาบาลมีลูกค้าท่านนึงน่าจะมีเส้นสายหรือคนรู้จักที่เป็นตำรวจได้ให้ตำรวจจากสน.นึงมารอรับตัวเรา เราจึงยอมตามเค้าไปโดยดี เรานอนอยู่ที่สน.สองวันแล้วจึงทำการส่งฟ้องศาล
เมื่อถึงศาล อัยการได้รับคำร้องจากตำรวจว่าขอผลัดฟ้องไปก่อน แล้วให้ฝากขังเราไว้ในฑัณฑสถานหญิงกลางคลองเปรม เราไม่ได้เจอหน้าแม่หรือใครเลย ได้แต่ขอตำรวจโทรบอกแม่ก่อนเข้าไปว่าลูกพร้อมรับผลกรรมแล้วนะ
เราจำได้ดีความรู้สึกตอนนั่งรถที่มีลูกกรงขังเข้าไปในเรือนจำ พอไปถึงเค้าก็ให้เราถอดเสื้อใน กางเกงใน นุ่งผ้าถุงสีน้ำตาลและทำการตรวจตัว เราโดนผู้คุมดุนิดหน่อย เราเข้าใจว่าคือจิตวิทยาอย่างนึงที่ต้องการให้เราอยู่ในระเบียบ เค้าตรวจทุกอย่างคะ ทั้งลิ้น ใต้ลิ้น เท้า ใต้เล็บเท้า แล้วก็ตรวจสารเสพย์ติด โดยคนที่มีสารในร่างกายจะถูกออกไปอยู่สถานพยาบาลอีกที่เพื่อให้ร่างกายปลอดสารก่อนเข้าเรือนแรกรับ เดี๋ยวมาต่อนะคะ พิมพ์ในโน๊ตถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่