เราไม่ได้ดูหนังหรอก กลับมาไม่ทันจากไปหนองคาย แต่ทันร่วมวงสนทนากับกลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับคนไร้บ้านในขอนแก่นซึ่งเราอยากขอแสดงความซาบซึ้งในน้ำจิตน้ำใจของพวกเขาที่ทุ่มแรงกายแรงใจทำหน้าที่ตรงนี้ จากคำบอกเล่าของพวกเขาทำให้เราทราบว่าอุปสรรคที่คนไร้บ้านพบเจอโดยหลักเลยคือเรื่องของพื้นฐานอารมณ์และปมปัญหาชีวิตที่ ในหลายๆกรณียากเกินกว่าจะแก้ไข โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในมือของคนอื่นที่ไม่ได้เป็นเจ้าของปัญหา ต้องลงเข้าไปแก้ไข
จนบางทีคิดไปว่า การแก้ปัญหาคนไร้บ้านจริงๆ อาจจะไม่ใช่การให้พวกเขากลายเป็นคนมีบ้าน เพียงเพราะเราใช้แว่นของเราในการมองว่าคนปกติต้องมีบ้าน มีรถ มีครอบครัวอบอุ่น เช่นเดียวกับภาพความฝันอเมริกัน
มีคำพูดพี่คนหนึ่งในวงเล่าว่า เราทุกคนสามารถเป็นคนไร้บ้านเมื่อไรก็ได้ เสำหรับเราการไร้บ้านเป็นอีกระดับหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนผ่านระยะ จากปัญหาในครอบครัวเล้กๆ บานปลาย จนทำให้ใครคนหนึ่งต้องออกมาจากบ้าน
จริงๆ ไม่ว่าเราจะมีบ้านหรือไม่ มนุษย์เราก็มีปัญหากันทั้งนั้นแหละ ในทำนองกลับบ้านบางทีคนไร้บ้านก้อาจจะไม่มีปัญหาก็ได้ เพียงแค่ส่วนใหญ่พวกเขามีไม่มากก็น้อย ซึ่งก้เป็นปกติของมนุษย์นะ
การไร้บ้านจึงเป็นสถานะหนึ่ง ทางเลือกหนึ่งที่คนเลือก ที่ใช้แก้ปัญหา ที่เป็นทางออก
ดังนั้นภาวะไร้บ้านอาจไม่ใช่ปัญหา หากมองเป็นแค่วิถีชีวิต เพียงแต่ภาครัฐจะทำอย่างไรเพื่อให้พวกเขาอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดที่พวกเขาพึงมี (หมายความว่าในขอบเขตที่พวกเขาอยากมีด้วยนะ ไม่ใช่ไปหยิบยื่นในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ) ท่ามกลางสายตาของคนกระแสหลัก (คนมีบ้าน) ที่ดูถูกหรอบางครั้งมองพวกเขามิใช่เพื่อนมนุษย์
แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนกลุ่มนี้ จาก The Prevalence of Mental Disorders among the Homeless in Western Countries: Systematic Review and Meta-Regression Analysis การศึกษาในปี 2008 ของ Seena Fazel และคณะพบว่าคนไร้บ้านในประเทศตะวันตก พบความชุกของโรคจิตเวชมากกว่าในกลุ่มประชากรในอายุเท่าๆกัน โดยโรคที่พบคือภาวะติดสุราและสารเสพติด โรคจิตเภทและโรคความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
ถึงกระนั้น เราก็ยังมองว่าการแพทย์เชิงรุกก็ยังสำคัญ ไม่ใช่มองว่าภาวะไร้บ้านเป็นทางออกชีวิตแล้วก็ supportive พวกเขาต่อไปเรื่อยๆ (คือเรามองว่าการ supportive ก็สำคัญนะ แต่เป็นการประวิงเวลา) จากการศึกษาในต่างประเทศก็มีหลักฐานชัดเจนว่าพวกเขามีแนวโน้มมีความเจ็บป่วยทางจิตสูง และแน่นอนว่าพวกเขาโดยส่วนใหญ่ไม่มาพบแพทย์ (บางคนไม่อยากพบเจอแม้แต่ผู้คนเสียด้วยซ้ำ)
บทบาทของการแพทยืเชิงรุกจึงสำคัญตราบเท่าที่เรายังนิยามว่าโรคที่ได้กล่าวไปคือความเจ็บป่วย พวกเขายังทุกข์ทรมานจากสารเคมีในระบบประสาทแปรปรวน นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาความเจ็บป่วยทางกาย จาก Geriatric Conditions in a Population-Based Sample of Older Homeless Adults ของ R. T. Brown ปี 2017 และคณะ พบว่ามีเรื่องการล้ม ปัยหาการเคลื่อนไหว ความจำ การมองเห็น และการได้ยินบกพร่องกว่าประชากรผู้สูงอายุทั่วไป
นอกจากนี้ยังมี การศึกษา Mortality and causes of death among homeless in Finland: a 10-year follow-up study ของ Dr Agnes Stenius-Ayoade และคณะที่พบว่าศึกษาไปสิบปี คนไร้บ้านเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มประชากรในวัยใกล้เคียงกัน ราวๆ 4 เท่า โดยพบปัจจัยป้องกันการเสียชีวิตที่กลุ่มประชากรไร้บ้านไม่มีคือการได้รับการศึกษา การแต่งงาน การได้รับจ้างงาน และได้นอนรักษาที่โรงพยาบาล
น่าสนใจว่าการที่คนเหล่านี้มีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าเพราะว่าพวกเขามีโอกาสถูกทอดทิ้งมากกว่าหรือไม่ และนี่คือสิ่งที่ภาครัฐต้องเข้ามาจัดการ และคนที่มีบ้านน่าจะให้การสนใจ
เป้าหมายอาจไม่ใช่การให้เขากลับมาเป็นคนมีบ้าน แต่อาจจะเป็นเพียงการให้เขามีชีวิตอย่างสงบสุขในรูปแบบที่เขาได้เลือก
ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ทางเฟสได้เลยนะครับ
https://www.facebook.com/survival.king
Tempy Movies Analysis Homme Less {Thomas Wirthensohn}, 2014
จนบางทีคิดไปว่า การแก้ปัญหาคนไร้บ้านจริงๆ อาจจะไม่ใช่การให้พวกเขากลายเป็นคนมีบ้าน เพียงเพราะเราใช้แว่นของเราในการมองว่าคนปกติต้องมีบ้าน มีรถ มีครอบครัวอบอุ่น เช่นเดียวกับภาพความฝันอเมริกัน
มีคำพูดพี่คนหนึ่งในวงเล่าว่า เราทุกคนสามารถเป็นคนไร้บ้านเมื่อไรก็ได้ เสำหรับเราการไร้บ้านเป็นอีกระดับหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนผ่านระยะ จากปัญหาในครอบครัวเล้กๆ บานปลาย จนทำให้ใครคนหนึ่งต้องออกมาจากบ้าน
จริงๆ ไม่ว่าเราจะมีบ้านหรือไม่ มนุษย์เราก็มีปัญหากันทั้งนั้นแหละ ในทำนองกลับบ้านบางทีคนไร้บ้านก้อาจจะไม่มีปัญหาก็ได้ เพียงแค่ส่วนใหญ่พวกเขามีไม่มากก็น้อย ซึ่งก้เป็นปกติของมนุษย์นะ
การไร้บ้านจึงเป็นสถานะหนึ่ง ทางเลือกหนึ่งที่คนเลือก ที่ใช้แก้ปัญหา ที่เป็นทางออก
ดังนั้นภาวะไร้บ้านอาจไม่ใช่ปัญหา หากมองเป็นแค่วิถีชีวิต เพียงแต่ภาครัฐจะทำอย่างไรเพื่อให้พวกเขาอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดที่พวกเขาพึงมี (หมายความว่าในขอบเขตที่พวกเขาอยากมีด้วยนะ ไม่ใช่ไปหยิบยื่นในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ) ท่ามกลางสายตาของคนกระแสหลัก (คนมีบ้าน) ที่ดูถูกหรอบางครั้งมองพวกเขามิใช่เพื่อนมนุษย์
แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนกลุ่มนี้ จาก The Prevalence of Mental Disorders among the Homeless in Western Countries: Systematic Review and Meta-Regression Analysis การศึกษาในปี 2008 ของ Seena Fazel และคณะพบว่าคนไร้บ้านในประเทศตะวันตก พบความชุกของโรคจิตเวชมากกว่าในกลุ่มประชากรในอายุเท่าๆกัน โดยโรคที่พบคือภาวะติดสุราและสารเสพติด โรคจิตเภทและโรคความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
ถึงกระนั้น เราก็ยังมองว่าการแพทย์เชิงรุกก็ยังสำคัญ ไม่ใช่มองว่าภาวะไร้บ้านเป็นทางออกชีวิตแล้วก็ supportive พวกเขาต่อไปเรื่อยๆ (คือเรามองว่าการ supportive ก็สำคัญนะ แต่เป็นการประวิงเวลา) จากการศึกษาในต่างประเทศก็มีหลักฐานชัดเจนว่าพวกเขามีแนวโน้มมีความเจ็บป่วยทางจิตสูง และแน่นอนว่าพวกเขาโดยส่วนใหญ่ไม่มาพบแพทย์ (บางคนไม่อยากพบเจอแม้แต่ผู้คนเสียด้วยซ้ำ)
บทบาทของการแพทยืเชิงรุกจึงสำคัญตราบเท่าที่เรายังนิยามว่าโรคที่ได้กล่าวไปคือความเจ็บป่วย พวกเขายังทุกข์ทรมานจากสารเคมีในระบบประสาทแปรปรวน นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาความเจ็บป่วยทางกาย จาก Geriatric Conditions in a Population-Based Sample of Older Homeless Adults ของ R. T. Brown ปี 2017 และคณะ พบว่ามีเรื่องการล้ม ปัยหาการเคลื่อนไหว ความจำ การมองเห็น และการได้ยินบกพร่องกว่าประชากรผู้สูงอายุทั่วไป
นอกจากนี้ยังมี การศึกษา Mortality and causes of death among homeless in Finland: a 10-year follow-up study ของ Dr Agnes Stenius-Ayoade และคณะที่พบว่าศึกษาไปสิบปี คนไร้บ้านเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มประชากรในวัยใกล้เคียงกัน ราวๆ 4 เท่า โดยพบปัจจัยป้องกันการเสียชีวิตที่กลุ่มประชากรไร้บ้านไม่มีคือการได้รับการศึกษา การแต่งงาน การได้รับจ้างงาน และได้นอนรักษาที่โรงพยาบาล
น่าสนใจว่าการที่คนเหล่านี้มีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าเพราะว่าพวกเขามีโอกาสถูกทอดทิ้งมากกว่าหรือไม่ และนี่คือสิ่งที่ภาครัฐต้องเข้ามาจัดการ และคนที่มีบ้านน่าจะให้การสนใจ
เป้าหมายอาจไม่ใช่การให้เขากลับมาเป็นคนมีบ้าน แต่อาจจะเป็นเพียงการให้เขามีชีวิตอย่างสงบสุขในรูปแบบที่เขาได้เลือก
ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ทางเฟสได้เลยนะครับ https://www.facebook.com/survival.king