26.
“อยู่ในนี้ไปก่อน” หัวหน้าหมู่บ้าน พ่อของใหญ่บอกในขณะที่ส่งตัวลูกชายกับเพื่อนเข้าสู่ห้องขัง “แล้วพ่อจะรีบหาทางช่วยให้เร็วที่สุด...แต่พวกเธอเองก็อย่าไปพูดอะไรแปลกๆ เข้าอีกล่ะ” เขาพูดเบาๆ ทิ้งท้ายก่อนจากไป
หลังจากนั้นไม่นาน ช่างตีเหล็กพ่อของอรุณก็มาถึงพร้อมสีหน้าเรียบเฉย ผู้ชายที่ทำหน้าที่คอยเฝ้าคุมอยู่หน้าห้องขังจึงเลี่ยงเดินออกไปภายนอก ที่จริงแล้วเขาก็มักจะออกไปอยู่ข้างนอกเป็นประจำอยู่แล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบพูดคุยกับคนที่ถูกขัง หรือใครก็ตาม และคงคิดว่าการนั่งมองหน้ากันไปมานั้นทำให้รู้สึกอึดอัด
เป็นเวลาครู่หนึ่งที่สองพ่อลูกต่างมองหน้ากันโดยไม่พูดอะไร ใหญ่เองก็เลี่ยงออกไปนั่งอยู่ห่างๆ ที่มุมห้องด้านหนึ่ง ห้องขังแห่งนี้เป็นอาคารชั้นเดียวหลังเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากส่วนอื่นของหมู่บ้าน ในอาคารถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือส่วนของผู้คุม กับส่วนที่เป็นห้องขัง ภายในห้องขังนั้นไร้หน้าต่าง ช่องว่างของประตูแคบๆ ถูกกั้นไว้ด้วยลูกกรงเหล็กเก่าแก่แต่ยังคงแข็งแรงดี มันไม่มีทั้งโต๊ะ และเก้าอี้ จะมีก็เพียงผ้าผืนหนา กับหมอนใบเล็กๆ สองชุดซึ่งถูกเตรียมไว้ให้ใช้แทนเตียงนอนเท่านั้น
“...พ่อเองก็ไม่รู้จักเด็กสาวที่ชื่อรุ่งนั่นเหมือนกัน” พ่อของอรุณคงได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแล้ว
“ครับ...แต่ผม...” อรุณไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี หลังจากที่พึ่งเสียปู่ไป พ่อก็ต้องมาวุ่นวายใจเพราะเขากับเรื่องนี้อีก
พ่อประสานสายตากับเขา “พ่อคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แต่จงทำในสิ่งที่ลูกคิดว่าจำเป็นต้องทำ ทำในสิ่งที่ลูกเชื่อว่าถูกต้อง” เขาพูด “และไม่ต้องเป็นห่วงพ่อ” แล้วเขาก็ขยิบตาให้ลูกชายก่อนที่จะจากไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก และทำให้อรุณต้องรู้สึกประหลาดใจในทางที่ดี
เวลาผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากนัก นอกจากผู้คุมที่ยังคงชอบหายไปอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน ใหญ่ขยับตัวทำท่าเหมือนจะลุกขึ้น
“อย่าลองเรื่องประตูอีกเลย ถึงมันจะเก่าแต่ก็ยังแข็งแรงเป็นบ้า” อรุณว่า
ใหญ่ไม่ได้คิดจะพยายามลองพังประตูเหล็กด้วยแรงของตนอีกแล้ว เขาแค่ต้องการจะเปลี่ยนท่านั่งเพื่อแก้เมื่อยเท่านั้น “นายก็อย่าเข้าห้องน้ำให้บ่อยนักสิ” ใหญ่สวนเพื่อนเข้าให้ ทั้งคู่ต่างหันไปมองห้องเล็กๆ ซึ่งอยู่ภายในห้องขังนี้อีกที ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องของห้องนั้น หรือจะให้ถูกต้องก็คือไม่มีใครอยากพูดถึงกลิ่นของมันอีก และเมื่อทั้งสองหันมาสบตา ต่างก็พากันยิ้ม และหัวเราะออกมาอย่างไม่มีเหตุผล
“...ไม่รู้ว่ารัตเป็นอย่างไรบ้าง” ใหญ่พึมพำ
“อย่างน้อยก็คงดีกว่าพวกเรา” อรุณว่า
หมู่บ้านแห่งนี้มีห้องขังอยู่เพียงห้องเดียวเท่านั้น และคงไม่เหมาะนักที่จะให้เด็กหนุ่มสาวทั้งสามคนอยู่ร่วมกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหนเหมือนกับที่พวกผู้ใหญ่บางคนคิดก็ตาม
“นั่นบ้านท่านยายเชียวนะ คงไม่ดีไปกว่าพวกเราเท่าไรนักหรอก” ใหญ่ย้อน
“นายเห็นสีหน้าของท่านยายตอนนั้นไหม” อรุณถามพร้อมกับอมยิ้ม คงมีไม่บ่อยครั้งนักที่พวกเขาจะได้เห็นอะไรแบบนั้น ตอนที่พ่อของใหญ่บอกว่าคงต้องฝากรัตให้ไปอยู่ที่บ้านของท่านยายเพราะไม่อาจจะขังทั้งหมดไว้รวมกันได้ สีหน้าของท่านยายในชั่วพริบตานั้นช่างยากที่จะบรรยาย อาจเหมือนกับแมงมุมที่เดินพลาดไปติดใยของตัวเองเข้า ถ้าหากพวกเขารู้ว่าจะบรรยายถึงใบหน้าของแมงมุมในเวลาแบบนั้นออกมาได้อย่างไร
ทั้งคู่ต่างมองหน้ากัน และหัวเราะขึ้นอีกครั้ง “ไม่นึกว่าจะได้เห็นเลยเชียวล่ะ” ใหญ่ยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะจางหายไป “...ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ฉันเองก็อยากรู้ ทำไมทุกคนถึงได้ลืมรุ่งไปจนหมด...แล้วเรื่องแบบนี้มันเป็นไปได้ด้วยหรือ” อรุณยังคงสงสัย ถึงแม้ว่าตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยลืมเธอไปด้วยเช่นกัน มันยากที่จะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ราวกับว่าตัวเขาในช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะจำเธอได้นั้น คือตัวเขาที่มีชีวิตอยู่บนโลกที่เธอไม่เคยมีตัวตนมาก่อน แล้วหลังจากที่จดจำเธอได้ ตัวเขาก็กลับกลายเป็นอีกคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่มีเธอตลอดมา แต่ต้องมาติดอยู่ในโลกที่ไม่เคยมีเธอคนนั้นอยู่ แต่ทั้งตัวเขา ตัวเธอ และโลก ทุกสิ่งก็ควรจะมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวมิใช่หรือ
“นายไม่คิดว่านี่จะเป็นฝีมือของท่านยาย” ซึ่งใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น
“ฉันคิดว่าไม่” อรุณส่ายหน้า แต่เขาไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่าแค่ความรู้สึก “บางทีท่านยายอาจรู้เรื่องอะไรบางอย่าง และไม่ยอมบอกพวกเรา...” แต่นางไม่ได้เป็นคนทำให้เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้น นางแค่เล่นไปตามบทบาทในแบบที่นางควรจะทำ เขาเชื่ออย่างนั้น
หลังจากนั้นไม่นาน แม่ของใหญ่ก็มาถึงพร้อมของกินมากมายเพื่อเป็นมื้อเย็นสำหรับทั้งคู่ รวมถึงคำบ่นโวยวายถึงหัวหน้าหมู่บ้าน ลูกชายของตน เพื่อนของเขา และแม้กระทั่งท่านยาย ถึงแม้ว่ามันจะเบากว่าคำบ่นเรื่องอื่นๆ ก็ตาม
“พรุ่งนี้เช้าแม่ไม่ต้องรีบมาหรอกนะ มื้อเย็นแบบนี้คงอิ่มไปถึงกลางวันเลยล่ะ”
นางจากไปพร้อมรอยยิ้ม แต่ทั้งสองต่างก็เห็นว่านางมีแอบเช็ดน้ำตาด้วยเช่นกัน “...ผมขอโทษ” ใหญ่แอบพึมพำเบาๆ เพื่อไม่ให้เพื่อนได้ยิน
ตะวันลับขอบฟ้า ความมืดหวนกลับคืนสู่ผืนโลกแถบนี้อีกครั้ง แต่ในที่ซึ่งห่างไกลออกไปอีกครึ่งโลก ความมืดก็กำลังถูกแสงสว่างเข้าแทนที่ด้วยเช่นกัน ธรรมชาติย่อมหมุนเวียนไปเช่นนั้น แตกต่างจากภายในจิตใจของเราแต่ละคนที่อาจต้องเผชิญกับกลางวัน และกลางคืนที่ไม่เท่าเทียมกันก็เป็นได้
อรุณรู้ว่าประตูเหล็กบานนี้เป็นฝีมือการสร้างของปู่ของเขาเองด้วยการที่ต้องทนฟังเรื่องเล่าเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบรอบ แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาคิดฝันว่าตัวเองจะต้องเข้ามาติดอยู่ภายในห้องขังแห่งนี้เสียเอง
ปู่มักให้ความเห็นว่า ทั้งห้องขัง และการตัดสินคดีในแสงสว่างนั้น ดีกว่าการที่ชาวบ้านออกมารวมตัวกันภายใต้ความมืดดำของยามราตรีแบบในสมัยก่อน ในมือต่างมีคบไฟ เชือก และอาวุธที่หาได้ใกล้มือ บางคนมีแม้กระทั่งถุงคลุมหน้า เพื่อไปจัดการกับตัวปัญหาของหมู่บ้าน สิ่งโหดร้ายที่เกิดขึ้นภายใต้ความมืดในค่ำคืนเช่นนั้น บางครั้งก็แทบจะแยกไม่ออกจากสิ่งที่ผู้ก่อคดีได้กระทำความผิดลงไป ในบางครั้งมันจึงเป็นการยากที่จะระบุลงไปให้ชัดเจนว่า ห้องขังนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้กักขัง หรือปกป้องสิ่งใด ด้านใดที่เป็นด้านนอก หรือด้านในของกรงขังแห่งนี้กันแน่
แต่หลังจากที่ท่านยายคนปัจจุบันได้เข้ามารับหน้าที่ได้เพียงไม่นาน มันก็ถูกใช้เป็นเพียงห้องนอนชั่วคราวให้กับพวกที่เมามากจนเกินไปตามงานเทศกาลเท่านั้น ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีของหมู่บ้านที่ค่อนข้างสงบสุขแห่งนี้
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนาย” ใหญ่เป็นคนเริ่ม เขามักเป็นคนเริ่มเสมอ เขาลุกขึ้นมายืนตรงหน้าเพื่อน หน้าตาเอาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด
“ตอนนั้นฉันบอกให้หยุดแล้ว แต่นายกับรัตก็ยังเอาแต่พูดต่อไปโดยไม่ยอมดูท่าทีของคนอื่นๆ บ้างเลย ว่าพวกเขาทำหน้าประหลาดกันขนาดไหนกับเรื่องที่ได้ยิน” อรุณยังนั่งอยู่กับที่ ไม่ยอมสบตากับเพื่อน
“แต่ตอนนั้นนายเองก็พูดเรื่องรุ่งเหมือนกัน” ใหญ่ไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดคนเดียวง่ายๆ แบบนี้
“อย่าพูดถึงเธออีก” เสียงของอรุณเคร่งเครียดขึ้น “ฉันขอเตือนนายเป็นครั้งสุดท้าย” เขาเงยหน้าขึ้น สายตาเอาเรื่องนั้นประสานกับสายตายียวนอันเป็นเอกลักษณ์ของเพื่อน ตั้งแต่เด็กแล้วที่เขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้
“นี่ พวกเธอ พอได้แล้ว” ผู้คุมกลับเข้ามาได้ทันเวลา บางทีอาจเป็นเพราะได้ยินเสียงดังโวยวายของทั้งคู่ และรู้ว่ากำลังจะเกิดเรื่องขึ้น “ไปนั่งห่างๆ กันไว้ แล้วห้ามพูดกันอีกนะ”
แต่ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว เท้าของใหญ่เหวี่ยงเข้าใส่อรุณทั้งที่เขากำลังนั่งอยู่ แต่อรุณก็รีบเหวี่ยงตัวหลบ พร้อมกับใช้ขาเกี่ยวดึงให้เพื่อนล้มลงไปด้วยกัน แล้วการตะลุมบอนก็เกิดขึ้น ในชั่วพริบตาหลังจากนั้น แขนของใหญ่ก็ถูกขา ส่วนลำคอก็ถูกแขนที่แข็งแรงของอรุณรัดเอาไว้จนดิ้นไม่หลุด
ผู้คุมรีบหยิบกุญแจออกมาก่อนที่จะมีใครจะฆ่าใคร โดยเฉพาะหากคนที่ตายคือลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้าน เขารีบหารูกุญแจอย่างลนลานราวกับไม่เคยไขเปิดมันมาก่อนเลยในชีวิต
#####
ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเพียงไม่นาน
“...ว่าแต่ จะเอาไงต่อดีล่ะ” ใหญ่ถามคำถามที่สำคัญขึ้นมา
“เราจะต้องหาทางออกไปจากที่นี่ ออกจากหมู่บ้าน แล้วรีบตามไปช่วยรุ่งก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ” อรุณตอบโดยแทบไม่ต้องคิด หากความทรงจำใหม่ หรือความทรงจำเก่าที่เขาพึ่งได้กลับคืนมานั้นถูกต้อง รุ่งได้ถูกลักพาตัวไปพร้อมกับการบุกก่อกวนหมู่บ้านของฝูงกวางมืด กิ้งก่ายักษ์ที่คล้ายมังกร กับอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เขาไม่อาจระบุได้
“เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว” ใหญ่ขยับมานั่งตรงหน้าเพื่อน พร้อมกับทำเสียงจริงจัง “นั่นมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะ”
“ถ้างั้น ฉัน จะไปตามหาเธอเอง” อรุณเปลี่ยนจาก เรา เป็น ฉัน แล้วเน้นมันในตอนที่พูด ทั้งน้ำเสียง และอารมณ์ของเขาแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน เขาไม่พอใจเพราะถึงแม้ว่าพวกมันจะยังไม่ได้ทำร้ายเธอในค่ำคืนที่ผ่านมา ตามความเข้าใจของเขาเองที่พยายามทำให้ตัวเองเชื่อ ไม่มีรอยเลือด ไม่มีความจำเป็นที่มันจะต้องแบกร่างไร้ชีวิตของเธอหนีไปในเมื่อยังมีเหยื่ออย่างอื่นอีกมากมายอยู่ภายในป่า เจ้าตัวประหลาดนั้นยังไม่ใช่สัตว์มืดทั่วไป มันต้องนำตัวรุ่งไปด้วยเหตุผลบางประการที่เขายังไม่รู้ ซึ่งเขาสงสัยว่าท่านยายอาจจะรู้ หรืออย่างน้อยก็อาจจะพอคาดเดาได้ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปเช่นนี้ เขาก็ยิ่งไม่อาจมั่นใจในความปลอดภัยของเธอ
'ท่านยายพูด และทำราวกับว่าการที่รุ่งถูกลักพาตัวไปนั้นเป็นเรื่องดี' เขาเคยสงสัยในการกระทำของนางหลายเรื่อง แต่ไม่เคยตั้งคำถามถึงเจตนาของนางมาก่อน 'บางทีอาจถึงเวลาที่จะต้องสงสัยบ้างแล้ว'
“เฮ้ เราพวกเดียวกันนะ” ใหญ่พยายามยิ้ม “นายไป ฉันก็ไปด้วย” เด็กหนุ่มทั้งสองมองตากัน “ฉันก็แค่ต้องการจะบอกว่า หลังจากนี้มันจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกแล้ว เราต่างมีก้อนหินของตัวเอง” ทั้งสองต่างยกมือขึ้นกุมก้อนหินที่ห้อยคอเอาไว้อย่างลืมตัว “แต่เรากำลังจะขัดคำสั่งของ...หัวหน้าหมู่บ้าน” เขาเปลี่ยนจากคำว่าพ่อได้ทันท่วงที “ที่สำคัญกว่านั้น คือฝ่าฝืนคำสั่งของท่านยาย มันจะไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้ง ทะเลาะกันเหมือนเมื่อก่อน แต่มันคืออาชญากรรม และเราจะต้องรับผลจากสิ่งที่เราทำลงไปในแบบของผู้ใหญ่ เราอาจจะต้องกลับมายังห้องขังนี่...และไม่ใช่ในแบบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้” ที่เหมือนกับเป็นแค่การเปลี่ยนสถานที่นอนเท่านั้น
“...ฉันรู้ และฉันก็พร้อม” อรุณตอบอย่างชัดเจน
“ดี” ใหญ่พยักหน้า “...ขั้นแรก เราต้องวางแผนหาทางออกไปจากห้องขังนี้ให้ได้เสียก่อน” แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมีแผนอยู่ภายในใจเรียบร้อยตั้งแต่แรกแล้ว
#####
แจ้ง (26) (แฟนตาซี)
“อยู่ในนี้ไปก่อน” หัวหน้าหมู่บ้าน พ่อของใหญ่บอกในขณะที่ส่งตัวลูกชายกับเพื่อนเข้าสู่ห้องขัง “แล้วพ่อจะรีบหาทางช่วยให้เร็วที่สุด...แต่พวกเธอเองก็อย่าไปพูดอะไรแปลกๆ เข้าอีกล่ะ” เขาพูดเบาๆ ทิ้งท้ายก่อนจากไป
หลังจากนั้นไม่นาน ช่างตีเหล็กพ่อของอรุณก็มาถึงพร้อมสีหน้าเรียบเฉย ผู้ชายที่ทำหน้าที่คอยเฝ้าคุมอยู่หน้าห้องขังจึงเลี่ยงเดินออกไปภายนอก ที่จริงแล้วเขาก็มักจะออกไปอยู่ข้างนอกเป็นประจำอยู่แล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบพูดคุยกับคนที่ถูกขัง หรือใครก็ตาม และคงคิดว่าการนั่งมองหน้ากันไปมานั้นทำให้รู้สึกอึดอัด
เป็นเวลาครู่หนึ่งที่สองพ่อลูกต่างมองหน้ากันโดยไม่พูดอะไร ใหญ่เองก็เลี่ยงออกไปนั่งอยู่ห่างๆ ที่มุมห้องด้านหนึ่ง ห้องขังแห่งนี้เป็นอาคารชั้นเดียวหลังเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากส่วนอื่นของหมู่บ้าน ในอาคารถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือส่วนของผู้คุม กับส่วนที่เป็นห้องขัง ภายในห้องขังนั้นไร้หน้าต่าง ช่องว่างของประตูแคบๆ ถูกกั้นไว้ด้วยลูกกรงเหล็กเก่าแก่แต่ยังคงแข็งแรงดี มันไม่มีทั้งโต๊ะ และเก้าอี้ จะมีก็เพียงผ้าผืนหนา กับหมอนใบเล็กๆ สองชุดซึ่งถูกเตรียมไว้ให้ใช้แทนเตียงนอนเท่านั้น
“...พ่อเองก็ไม่รู้จักเด็กสาวที่ชื่อรุ่งนั่นเหมือนกัน” พ่อของอรุณคงได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแล้ว
“ครับ...แต่ผม...” อรุณไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี หลังจากที่พึ่งเสียปู่ไป พ่อก็ต้องมาวุ่นวายใจเพราะเขากับเรื่องนี้อีก
พ่อประสานสายตากับเขา “พ่อคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แต่จงทำในสิ่งที่ลูกคิดว่าจำเป็นต้องทำ ทำในสิ่งที่ลูกเชื่อว่าถูกต้อง” เขาพูด “และไม่ต้องเป็นห่วงพ่อ” แล้วเขาก็ขยิบตาให้ลูกชายก่อนที่จะจากไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก และทำให้อรุณต้องรู้สึกประหลาดใจในทางที่ดี
เวลาผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากนัก นอกจากผู้คุมที่ยังคงชอบหายไปอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน ใหญ่ขยับตัวทำท่าเหมือนจะลุกขึ้น
“อย่าลองเรื่องประตูอีกเลย ถึงมันจะเก่าแต่ก็ยังแข็งแรงเป็นบ้า” อรุณว่า
ใหญ่ไม่ได้คิดจะพยายามลองพังประตูเหล็กด้วยแรงของตนอีกแล้ว เขาแค่ต้องการจะเปลี่ยนท่านั่งเพื่อแก้เมื่อยเท่านั้น “นายก็อย่าเข้าห้องน้ำให้บ่อยนักสิ” ใหญ่สวนเพื่อนเข้าให้ ทั้งคู่ต่างหันไปมองห้องเล็กๆ ซึ่งอยู่ภายในห้องขังนี้อีกที ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องของห้องนั้น หรือจะให้ถูกต้องก็คือไม่มีใครอยากพูดถึงกลิ่นของมันอีก และเมื่อทั้งสองหันมาสบตา ต่างก็พากันยิ้ม และหัวเราะออกมาอย่างไม่มีเหตุผล
“...ไม่รู้ว่ารัตเป็นอย่างไรบ้าง” ใหญ่พึมพำ
“อย่างน้อยก็คงดีกว่าพวกเรา” อรุณว่า
หมู่บ้านแห่งนี้มีห้องขังอยู่เพียงห้องเดียวเท่านั้น และคงไม่เหมาะนักที่จะให้เด็กหนุ่มสาวทั้งสามคนอยู่ร่วมกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหนเหมือนกับที่พวกผู้ใหญ่บางคนคิดก็ตาม
“นั่นบ้านท่านยายเชียวนะ คงไม่ดีไปกว่าพวกเราเท่าไรนักหรอก” ใหญ่ย้อน
“นายเห็นสีหน้าของท่านยายตอนนั้นไหม” อรุณถามพร้อมกับอมยิ้ม คงมีไม่บ่อยครั้งนักที่พวกเขาจะได้เห็นอะไรแบบนั้น ตอนที่พ่อของใหญ่บอกว่าคงต้องฝากรัตให้ไปอยู่ที่บ้านของท่านยายเพราะไม่อาจจะขังทั้งหมดไว้รวมกันได้ สีหน้าของท่านยายในชั่วพริบตานั้นช่างยากที่จะบรรยาย อาจเหมือนกับแมงมุมที่เดินพลาดไปติดใยของตัวเองเข้า ถ้าหากพวกเขารู้ว่าจะบรรยายถึงใบหน้าของแมงมุมในเวลาแบบนั้นออกมาได้อย่างไร
ทั้งคู่ต่างมองหน้ากัน และหัวเราะขึ้นอีกครั้ง “ไม่นึกว่าจะได้เห็นเลยเชียวล่ะ” ใหญ่ยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะจางหายไป “...ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ฉันเองก็อยากรู้ ทำไมทุกคนถึงได้ลืมรุ่งไปจนหมด...แล้วเรื่องแบบนี้มันเป็นไปได้ด้วยหรือ” อรุณยังคงสงสัย ถึงแม้ว่าตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยลืมเธอไปด้วยเช่นกัน มันยากที่จะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ราวกับว่าตัวเขาในช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะจำเธอได้นั้น คือตัวเขาที่มีชีวิตอยู่บนโลกที่เธอไม่เคยมีตัวตนมาก่อน แล้วหลังจากที่จดจำเธอได้ ตัวเขาก็กลับกลายเป็นอีกคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่มีเธอตลอดมา แต่ต้องมาติดอยู่ในโลกที่ไม่เคยมีเธอคนนั้นอยู่ แต่ทั้งตัวเขา ตัวเธอ และโลก ทุกสิ่งก็ควรจะมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวมิใช่หรือ
“นายไม่คิดว่านี่จะเป็นฝีมือของท่านยาย” ซึ่งใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น
“ฉันคิดว่าไม่” อรุณส่ายหน้า แต่เขาไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่าแค่ความรู้สึก “บางทีท่านยายอาจรู้เรื่องอะไรบางอย่าง และไม่ยอมบอกพวกเรา...” แต่นางไม่ได้เป็นคนทำให้เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้น นางแค่เล่นไปตามบทบาทในแบบที่นางควรจะทำ เขาเชื่ออย่างนั้น
หลังจากนั้นไม่นาน แม่ของใหญ่ก็มาถึงพร้อมของกินมากมายเพื่อเป็นมื้อเย็นสำหรับทั้งคู่ รวมถึงคำบ่นโวยวายถึงหัวหน้าหมู่บ้าน ลูกชายของตน เพื่อนของเขา และแม้กระทั่งท่านยาย ถึงแม้ว่ามันจะเบากว่าคำบ่นเรื่องอื่นๆ ก็ตาม
“พรุ่งนี้เช้าแม่ไม่ต้องรีบมาหรอกนะ มื้อเย็นแบบนี้คงอิ่มไปถึงกลางวันเลยล่ะ”
นางจากไปพร้อมรอยยิ้ม แต่ทั้งสองต่างก็เห็นว่านางมีแอบเช็ดน้ำตาด้วยเช่นกัน “...ผมขอโทษ” ใหญ่แอบพึมพำเบาๆ เพื่อไม่ให้เพื่อนได้ยิน
ตะวันลับขอบฟ้า ความมืดหวนกลับคืนสู่ผืนโลกแถบนี้อีกครั้ง แต่ในที่ซึ่งห่างไกลออกไปอีกครึ่งโลก ความมืดก็กำลังถูกแสงสว่างเข้าแทนที่ด้วยเช่นกัน ธรรมชาติย่อมหมุนเวียนไปเช่นนั้น แตกต่างจากภายในจิตใจของเราแต่ละคนที่อาจต้องเผชิญกับกลางวัน และกลางคืนที่ไม่เท่าเทียมกันก็เป็นได้
อรุณรู้ว่าประตูเหล็กบานนี้เป็นฝีมือการสร้างของปู่ของเขาเองด้วยการที่ต้องทนฟังเรื่องเล่าเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบรอบ แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาคิดฝันว่าตัวเองจะต้องเข้ามาติดอยู่ภายในห้องขังแห่งนี้เสียเอง
ปู่มักให้ความเห็นว่า ทั้งห้องขัง และการตัดสินคดีในแสงสว่างนั้น ดีกว่าการที่ชาวบ้านออกมารวมตัวกันภายใต้ความมืดดำของยามราตรีแบบในสมัยก่อน ในมือต่างมีคบไฟ เชือก และอาวุธที่หาได้ใกล้มือ บางคนมีแม้กระทั่งถุงคลุมหน้า เพื่อไปจัดการกับตัวปัญหาของหมู่บ้าน สิ่งโหดร้ายที่เกิดขึ้นภายใต้ความมืดในค่ำคืนเช่นนั้น บางครั้งก็แทบจะแยกไม่ออกจากสิ่งที่ผู้ก่อคดีได้กระทำความผิดลงไป ในบางครั้งมันจึงเป็นการยากที่จะระบุลงไปให้ชัดเจนว่า ห้องขังนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้กักขัง หรือปกป้องสิ่งใด ด้านใดที่เป็นด้านนอก หรือด้านในของกรงขังแห่งนี้กันแน่
แต่หลังจากที่ท่านยายคนปัจจุบันได้เข้ามารับหน้าที่ได้เพียงไม่นาน มันก็ถูกใช้เป็นเพียงห้องนอนชั่วคราวให้กับพวกที่เมามากจนเกินไปตามงานเทศกาลเท่านั้น ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีของหมู่บ้านที่ค่อนข้างสงบสุขแห่งนี้
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนาย” ใหญ่เป็นคนเริ่ม เขามักเป็นคนเริ่มเสมอ เขาลุกขึ้นมายืนตรงหน้าเพื่อน หน้าตาเอาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด
“ตอนนั้นฉันบอกให้หยุดแล้ว แต่นายกับรัตก็ยังเอาแต่พูดต่อไปโดยไม่ยอมดูท่าทีของคนอื่นๆ บ้างเลย ว่าพวกเขาทำหน้าประหลาดกันขนาดไหนกับเรื่องที่ได้ยิน” อรุณยังนั่งอยู่กับที่ ไม่ยอมสบตากับเพื่อน
“แต่ตอนนั้นนายเองก็พูดเรื่องรุ่งเหมือนกัน” ใหญ่ไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดคนเดียวง่ายๆ แบบนี้
“อย่าพูดถึงเธออีก” เสียงของอรุณเคร่งเครียดขึ้น “ฉันขอเตือนนายเป็นครั้งสุดท้าย” เขาเงยหน้าขึ้น สายตาเอาเรื่องนั้นประสานกับสายตายียวนอันเป็นเอกลักษณ์ของเพื่อน ตั้งแต่เด็กแล้วที่เขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้
“นี่ พวกเธอ พอได้แล้ว” ผู้คุมกลับเข้ามาได้ทันเวลา บางทีอาจเป็นเพราะได้ยินเสียงดังโวยวายของทั้งคู่ และรู้ว่ากำลังจะเกิดเรื่องขึ้น “ไปนั่งห่างๆ กันไว้ แล้วห้ามพูดกันอีกนะ”
แต่ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว เท้าของใหญ่เหวี่ยงเข้าใส่อรุณทั้งที่เขากำลังนั่งอยู่ แต่อรุณก็รีบเหวี่ยงตัวหลบ พร้อมกับใช้ขาเกี่ยวดึงให้เพื่อนล้มลงไปด้วยกัน แล้วการตะลุมบอนก็เกิดขึ้น ในชั่วพริบตาหลังจากนั้น แขนของใหญ่ก็ถูกขา ส่วนลำคอก็ถูกแขนที่แข็งแรงของอรุณรัดเอาไว้จนดิ้นไม่หลุด
ผู้คุมรีบหยิบกุญแจออกมาก่อนที่จะมีใครจะฆ่าใคร โดยเฉพาะหากคนที่ตายคือลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้าน เขารีบหารูกุญแจอย่างลนลานราวกับไม่เคยไขเปิดมันมาก่อนเลยในชีวิต
#####
ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเพียงไม่นาน
“...ว่าแต่ จะเอาไงต่อดีล่ะ” ใหญ่ถามคำถามที่สำคัญขึ้นมา
“เราจะต้องหาทางออกไปจากที่นี่ ออกจากหมู่บ้าน แล้วรีบตามไปช่วยรุ่งก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ” อรุณตอบโดยแทบไม่ต้องคิด หากความทรงจำใหม่ หรือความทรงจำเก่าที่เขาพึ่งได้กลับคืนมานั้นถูกต้อง รุ่งได้ถูกลักพาตัวไปพร้อมกับการบุกก่อกวนหมู่บ้านของฝูงกวางมืด กิ้งก่ายักษ์ที่คล้ายมังกร กับอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เขาไม่อาจระบุได้
“เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว” ใหญ่ขยับมานั่งตรงหน้าเพื่อน พร้อมกับทำเสียงจริงจัง “นั่นมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะ”
“ถ้างั้น ฉัน จะไปตามหาเธอเอง” อรุณเปลี่ยนจาก เรา เป็น ฉัน แล้วเน้นมันในตอนที่พูด ทั้งน้ำเสียง และอารมณ์ของเขาแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน เขาไม่พอใจเพราะถึงแม้ว่าพวกมันจะยังไม่ได้ทำร้ายเธอในค่ำคืนที่ผ่านมา ตามความเข้าใจของเขาเองที่พยายามทำให้ตัวเองเชื่อ ไม่มีรอยเลือด ไม่มีความจำเป็นที่มันจะต้องแบกร่างไร้ชีวิตของเธอหนีไปในเมื่อยังมีเหยื่ออย่างอื่นอีกมากมายอยู่ภายในป่า เจ้าตัวประหลาดนั้นยังไม่ใช่สัตว์มืดทั่วไป มันต้องนำตัวรุ่งไปด้วยเหตุผลบางประการที่เขายังไม่รู้ ซึ่งเขาสงสัยว่าท่านยายอาจจะรู้ หรืออย่างน้อยก็อาจจะพอคาดเดาได้ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปเช่นนี้ เขาก็ยิ่งไม่อาจมั่นใจในความปลอดภัยของเธอ
'ท่านยายพูด และทำราวกับว่าการที่รุ่งถูกลักพาตัวไปนั้นเป็นเรื่องดี' เขาเคยสงสัยในการกระทำของนางหลายเรื่อง แต่ไม่เคยตั้งคำถามถึงเจตนาของนางมาก่อน 'บางทีอาจถึงเวลาที่จะต้องสงสัยบ้างแล้ว'
“เฮ้ เราพวกเดียวกันนะ” ใหญ่พยายามยิ้ม “นายไป ฉันก็ไปด้วย” เด็กหนุ่มทั้งสองมองตากัน “ฉันก็แค่ต้องการจะบอกว่า หลังจากนี้มันจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกแล้ว เราต่างมีก้อนหินของตัวเอง” ทั้งสองต่างยกมือขึ้นกุมก้อนหินที่ห้อยคอเอาไว้อย่างลืมตัว “แต่เรากำลังจะขัดคำสั่งของ...หัวหน้าหมู่บ้าน” เขาเปลี่ยนจากคำว่าพ่อได้ทันท่วงที “ที่สำคัญกว่านั้น คือฝ่าฝืนคำสั่งของท่านยาย มันจะไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้ง ทะเลาะกันเหมือนเมื่อก่อน แต่มันคืออาชญากรรม และเราจะต้องรับผลจากสิ่งที่เราทำลงไปในแบบของผู้ใหญ่ เราอาจจะต้องกลับมายังห้องขังนี่...และไม่ใช่ในแบบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้” ที่เหมือนกับเป็นแค่การเปลี่ยนสถานที่นอนเท่านั้น
“...ฉันรู้ และฉันก็พร้อม” อรุณตอบอย่างชัดเจน
“ดี” ใหญ่พยักหน้า “...ขั้นแรก เราต้องวางแผนหาทางออกไปจากห้องขังนี้ให้ได้เสียก่อน” แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมีแผนอยู่ภายในใจเรียบร้อยตั้งแต่แรกแล้ว
#####